พระพุทธศาสนาสอนให้เกิดปัญญา

 
nattawan
วันที่  22 ม.ค. 2569
หมายเลข  51884
อ่าน  25

ผู้ฟัง ถ้าเข้าใจว่า จิตที่สงบทำให้เป็นสุข เพราะฉะนั้นเราจะมีวิธีทำจิตให้สงบได้อย่างไร

ท่านอาจารย์ อนัตตาคืออะไร ต้องกลับมาหา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะเหตุว่า คำสอนของพระพุทธศาสนาที่ต่างกับศาสนาอื่นก็คือ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเรื่องอนัตตา ไม่มีสภาพธรรมใดที่เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลแท้ๆ เป็นแต่สภาพธรรมแต่ละอย่าง แตกย่อยทุกอย่างออกได้ คือ รูปก็แตกย่อยออกไปละเอียดยิบ เป็นรูปแต่ละลักษณะ แตกย่อยจิตออกได้เป็นแต่ละขณะ ซึ่งเกิดดับเร็วยิ่งกว่ารูป แล้วก็มีจิตหลายประเภทด้วย

เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า ไม่มีตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพของจิตแต่ละชนิด ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาสอนให้เกิดปัญญา เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง ที่ใช้คำว่า สัจจธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง สัจจะ คือ จริง พระผู้มีพระภาคไม่ได้ไปให้เราทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น ขณะนี้ เห็นจริง เป็นเราหรือเปล่า เมื่อไม่ใช่ตัวตน เป็นอะไร เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยอย่างไร ทรงแสดงไว้โดยละเอียด

เพราะฉะนั้นปัญญาก็คือว่า รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่ให้เรามีตัวตนที่จะไปบังคับ หรือว่าไปทำ โดยที่ไม่ใช่ปัญญาที่รู้ว่า ธรรมแม้แต่ความโกรธ ไม่มีใครชอบเลย ไม่มีใครอยากโกรธ แต่โกรธก็เกิด พอเกิดแล้ว โทษของความโกรธคืออะไร เผาคนที่กำลังโกรธนั่นเองให้ร้อนก่อนคนอื่นที่จะถูกโกรธ คนที่ถูกโกรธกำลังหัวเราะ สนุกสบาย ดูหนัง ดูละคร กำลังเล่นเทนนิสหรืออะไรก็ได้ แต่คนที่กำลังโกรธ ร้อนมาก หมายความว่า ไม่มีความสุขเลย ถึงแม้ว่า อาหารจะอร่อยหรืออะไร ทุกอย่างดีเพียบพร้อม แต่พอความโกรธเกิดขึ้นแล้ว ปฏิเสธอารมณ์นั้นทั้งหมด มีความขุ่นเคือง มีความขัดใจสารพัดอย่าง อาจจะมีความผูกโกรธ หรือว่ามีความพยาบาท ถ้าโกรธเกิดขึ้นแล้ว มีหน้าที่อย่างนั้น ใครจะไปเปลี่ยนสภาพโกรธให้กลายเป็นสภาพของเมตตาก็ไม่ได้

หรือเวลาที่โลภะ ความต้องการ ความติดข้องเกิดขึ้น เกิดขณะใดเขาต้องพอใจ ต้องติดข้อง ไม่ว่าจะเป็นรูปที่ปรากฏทางตา หรือเสียงที่ปรากฏทางหู หรือกลิ่นที่ปรากฏทางจมูก อย่างคนที่ชอบน้ำหอม เราจะไปบอกเขาว่า อย่าไปซื้อแพงๆ หรือว่า อย่าไปติดเลย หรืออะไรอย่างนี้ เขาก็ไม่ยอมเพราะสำหรับเขามันหอม แล้วก็ยังจะต้องการ แต่คนที่เขาเห็นว่า มันเป็นสิ่งที่เล็กน้อยไร้สาระ หรือไม่ควรจะมีความติด เพราะเหตุว่าทางตาเราก็ติด มากๆ เลย ต้องมีรูปสวยๆ ทางหู เราก็ติดไว้เยอะ ต้องมีเสียงเพราะๆ และทางลิ้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องชอบรสอาหารที่อร่อย ก็ติดไว้อีก ๓ ทาง ทางกายอีก แล้วยังต้องมาติดทางจมูกอีก มันก็ติดมากหมดเลยทุกทาง มีทางไหนที่จะหย่อน จะละ จะคลาย จะบรรเทาลงไปบ้างไหม ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เมื่อไหร่เราจะเริ่มได้ นี้ก็เป็นแต่เพียงคำสอนทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ใช่การดับกิเลส ถ้าดับกิเลสแล้วต้องด้วยปัญญา

เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราจะไปบังคับธรรม หรือว่า ไปต้องการอะไรก็ให้ได้อย่างนั้น แต่ถ้าเรารู้ว่า สภาพธรรมทุกอย่างมีกิจการงาน มีหน้าที่เฉพาะของธรรมแต่ละอย่าง เช่น โทสะเกิดขึ้น มีลักษณะที่หยาบกระด้าง คนที่โกรธขึ้นมาจะหมดความอ่อนละมุนละไม ความอ่อนโยนหรืออะไรๆ ที่เป็นลักษณะที่ดี แต่จะมีความหยาบกระด้าง ตา กิริยา คำพูดแข็ง เสียงแข็งทุกอย่าง เป็นลักษณะอาการของความโกรธ เพราะว่า เมื่อโกรธเกิดขึ้นต้องมีลักษณะอย่างนั้น ต้องมีกิจการงานอย่างนั้น แล้วก็มีเหตุใกล้ที่จะให้เกิดเป็นไปอย่างนั้นด้วย ไม่มีใครสามารถไปเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างได้ เพราะฉะนั้นก็ให้ทราบถึงความเป็นอนัตตาว่า ถ้าเป็นปัญญา คือ ความรู้ที่ถูกต้องในสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน จะไม่มีการพยายามด้วยความเป็นเรา เพราะว่า ถ้าทำได้ก็เก่ง มีความมานะ มีความเป็นตัวตนขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่มีทางที่จะหมดกิเลสได้เลย ด้วยเหตุนี้ พระธรรมจึงให้เราได้เข้าใจในเรื่องของอนัตตา คือสภาพธรรมแต่ละอย่าง ไม่ใช่สัตว์บุคคล ไม่ใช่ตัวตน และปัญญาก็มีหลายขั้น ปัญญาขั้นฟังเข้าใจเรื่องของธรรม ปัญญาที่กำลังพิจารณา รู้ลักษณะของสภาพธรรม และปัญญาที่ประจักษ์แจ้งธรรมตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะไปพูดถึงเรื่องโทสะ แล้วก็ไม่อยากมีโทสะ เวลาที่ไม่สงบ ไม่อยากมีความสงบ ก็จะต้องรู้ว่า ขณะนั้นถ้าไม่ใช่ปัญญาจริงๆ แล้ว ไม่ใช่โทสะก็ต้องเป็นโลภะ ส่วนใหญ่ของคนเราไม่ชอบความโกรธ เพราะฉะนั้นก็จากความโกรธหันไปหาความติดข้อง ไม่ชอบโทสะแต่ชอบโลภะ เอาไหมอกุศลทั้ง ๒ อย่าง จะแก้โทสะซึ่งเป็นอกุศลด้วยโลภะซึ่งเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นก็ยังคงติดอยู่ในอกุศล เพราะปัญญาไม่ได้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องของไตรสิกขาแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เข้าใจแต่เฉพาะจิต สภาพธรรมทุกอย่าง ที่ปรากฏแล้วเคยไม่รู้ ก็จะมีความค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าจะถึงความสมบูรณ์ ที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้

เป็นเรื่องใจเย็นๆ และอย่าคิดว่าจะทำ แต่ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมี กำลังปรากฏ ให้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ยากกว่า ยาวกว่า แต่ว่า สามารถที่จะดับความไม่รู้ได้จริงๆ เพราะเหตุว่า ความรู้ค่อยๆ เกิดขึ้น และก็ต้องเป็นความรู้ถูก แม้แต่คำว่าอารมณ์ ต่อไปนี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ทางพุทธศาสนาแล้วหมายความถึง สิ่งที่จิตรู้ ถ้ามีวิธีที่ทำได้ ไม่ต้องอาศัยพระปัญญาคุณของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เกิดปัญญา เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง แล้วปัญญานั้นเองจะทำกิจของปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วมีแต่โลภะ แล้วจะไปทำให้ไม่มีโลภะก็เป็นไปไม่ได้ ไม่มีปัญญาเลย ไม่ชอบโทสะ แต่ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นอยากเท่าไหร่ที่จะไม่ให้มีโทสะ โทสะก็ต้องเกิดเพราะเหตุว่า ปัญญาไม่เกิด เมื่อปัญญาไม่เกิด ตัวตนจะไปทำกิจของปัญญาก็ไม่ได้ ไม่มีตัวตนที่จะไปทำกิจอะไรได้เลยสักอย่างเดียว โลภะมีจริง มีลักษณะ มีกิจการงานของโลภะ โทสะมีจริง มีลักษณะ มีกิจการงานของโทสะ เมตตามีจริง มีกิจการงานของเมตตา กรุณามีจริง มีกิจการงานของกรุณา เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ เราจะรู้จักตัวเรา เดี๋ยวก็เกิดโลภะ เดี๋ยวก็เกิดโทสะ เดี๋ยวก็เกิดเมตตา เดี๋ยวก็เกิดกรุณา ล้วนแต่เป็นสภาพธรรมทั้งหมด แต่เรายึดถือว่าเป็นเราทั้งหมดเพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างนั้นเอง

ถ้าเราเป็นผู้ตรงต่อธรรม ไม่เข้าข้างตัวเอง เราจะรู้เลยว่า เราดีหรือไม่ดีแค่ไหน ความริษยาเกิดขึ้นมานิดหนึ่ง คนอื่นยังไม่ทันรู้ แต่เรารู้ ความตระหนี่เกิดขึ้นมา คนอื่นไม่รู้ แต่เราก็รู้ เพราะฉะนั้นเราจะรู้จักตัวของเราเองถ่องแท้ชัดเจน และถ้าเรารู้จักตัวเราเองถ่องแท้ ทะลุปรุโปร่งไปถึงคนอื่นหมด เหมือนกันทั้งหมด ใจอย่างไรทำให้เกิดคำพูดอย่างไร สิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด ไม่ว่าคำพูดที่ไม่จริงก็ต้องมาจากอกุศล สิ่งที่ไม่ดี เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นสิ่งที่ดีทำไมต้องพูดสิ่งที่ไม่จริงใช่ไหม ถ้าดี และเป็นสิ่งที่พูดได้ เปิดเผยได้ คนอื่นก็ชอบ แต่ถ้าพูดไม่จริงนิดหนึ่งก็หมายความว่า มีสิ่งที่ไม่ดีซึ่งเราไม่ต้องการที่จะให้คนอื่นรู้ตามนั้น เพราะฉะนั้นก็พูดสิ่งที่ไม่จริง

เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครจะแก้ไขตัวเองได้นอกจากปัญญา ซึ่งรู้จักตัวเองขึ้น และเห็นโทษด้วยว่า ถ้าตราบใดที่ยังมีสิ่งที่ไม่ดีอยู่ เราก็จะเป็นคนที่น่าเกลียด และมีความทุกข์มาก และจะได้รับผลของกรรมที่ได้ทำไปแล้วด้วย คนอื่นก็บันดาลให้ไม่ได้ แต่พระธรรมจะทำให้เราเริ่มขัดเกลาตัวของเราเพราะรู้จักตัวเราชัดเจนขึ้น ถ้าเรารู้ว่า ตัวเรามีสิ่งที่ไม่ดีเยอะๆ เราก็อยากจะให้น้อยลงใช่ไหม แต่วิธีที่จะให้น้อยลงก็ไม่ง่าย ต้องมีปัญญาเพิ่มขึ้น ถ้าไม่มีปัญญาก็น้อยไม่ได้

ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ