จะไปละสิ่งที่ไม่ปรากฏได้หรือ?

 
เมตตา
วันที่  5 ม.ค. 2569
หมายเลข  51785
อ่าน  120

[เล่มที่ 42] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๔๒ - หน้าที่ 178 -179

ในเวลาอรุณขึ้นทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ พร้อมด้วยอัศจรรย์หลายอย่าง เมื่อจะทรงเปล่งอุทานที่พระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์ไม่ทรงละแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า "เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน เมื่อไม่ประสบ จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสาระ มีชาติเป็นเอนก ความเกิด บ่อยๆ เป็นทุกข์, แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน เราพบท่าน แล้ว, ท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้, ซี่โครงทุกซี่ ของท่าน เราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว, จิตของเรา ถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว, เพราะเรา

บรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว"


อ.วิชัย: ได้ฟังการสนทนาเมื่อสักครู่นี้ ก็จะเห็นคุณของปัญญาอย่างยิ่งที่ค่อยๆ เจริญตามลำดับที่จะรู้ความเป็นจริงจากสิ่งที่มี แต่ไม่รู้เลย แล้วก็มีการได้ยินได้ฟัง แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่มีมากขึ้น

อย่่างแม้สิ่งที่ธรรมดาปกติอย่างเห็น ได้ยิน เป็นต้น ปกติก็ไม่ได้มีความเข้าใจในความเป็นจริงของสิ่งเหล่านี้เลย แต่พอการฟังก็เริ่มรู้ขึ้น แต่เห็นถึงความยากที่จะรู้ เพราะว่า ตามความเข้าใจก็คือยังไม่ได้เป็นการรู้ในสภาพ หรือลักษณะของ เห็นจริงๆ ครับ

อย่างที่อาจารย์อรรณพ ได้อัญเชิญข้อความในปฏิสัมภิทามัคค์ ที่กล่าวถึง ปัสสติ ได้แก่ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณะดุจเห็นด้วยตา แลัวทำให้ถูกต้องแล้วดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือ ก็ยังมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์ครับ ตามความเข้าใจก็มีความคิดอย่างนี้ครับว่า การสะสมความพอใจติดข้องในสิ่งที่มีอย่างเห็น อย่างได้ยิน เป็นต้นครับ การที่จะคลายความติดข้องยินดีพอใจ ก็คือรู้ในความเป็นจริงของสิ่งที่มี และปัญญาก็ทำกิจที่จะละความติดข้องความพอใจความไม่รู้ในสิ่งที่มีครับ แต่ว่า ถ้าเป็นสภาพธรรมอื่นๆ นะครับ อย่างถ้ากล่าวถึง ธาตุน้ำ อย่างนี้ครับ ไม่ได้ปรากฏเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แต่ก็รู้ว่าการสะสมมาที่จะมีความพอใจในสิ่งต่างๆ ซึ่งแม้ไม่ปรากฏตามปกติก็ยังมีความพอใจอยู่ครับ ดังนี้ การที่จะละความยินดีพอใจโดยการรู้ในลักษณะของสิ่งที่มี แต่ว่าไม่ปรากฏ น้คือจะละได้อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: แม้สิ่งที่ปรากฏยังไม่รู้ จะไปละความพอใจในสิ่งที่ไม่ปรากฏหรือ?

อ.วิชัย: ก็เป็นไปไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม เป็นไปไม่ได้ ขณะนั้นสามารถเป็นไปได้เมื่อเข้าใจสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ แต่ตามปกติอย่างชีวิตประจำวันตามที่เราศึกษา อย่างรูปปรมัตถ์ก็มีถึง ๒๘ รูป แต่ก็รู้ว่า รูปที่เป็นโคจระที่ปรากฏเฉพาะแต่ละทาง อย่างทางตา ก็เป็นสีสันวรรณะต่างๆ ก็ปรากฏเป็นปกติครับ

แต่ดูเหมือนการศึกษาอย่างจักขุปสาทะ เป็นต้น ก็รู้ว่า มี เพราะกำลังเห็น แต่ไม่ได้เป็นการที่จะค่อยๆ เข้าใจในลักษณะของธรรมะครับ แต่ดูเหมือนกับการศึกษา และมีความเข้าใจ และการจะคลายความพอใจที่จะยึดถือจักขุปสาทะว่า เป็นเรา นี่คืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ต้องฟังอีกครั้งให้ชัดเจนนะ จะละเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะกำลังมีให้ละ

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ไม่ละ จะไปละสิ่งที่ไม่ปรากฏได้หรือ? เห็นไหม?

อ.วิชัย: ครับ ละเอียดมากครับ

ท่านอาจารย์: นี่แหละคุณวิชัย ต้องละเอียด ละเอียดๆ ๆ เพราะธรรมะจริงๆ ละเอียดกว่านั้น แทรกซึมไปหมดเดี๋ยวนี้ทั้งวัน ตั้งแต่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่แค่วันเดียว นานมาแล้วด้วย

เพราะฉะนั้น กว่าปัญญาจะตามแทรกไปทุกแห่งที่เป็นความไม่รู้ และความยึดถือว่า เป็นเรา จนกว่าจะหมดสิ้น ไม่ต้องสงสัยค่ะ แสนโกฏกัปป์ ล้านโกฏกัปป์ หรืออะไรก็ตามแต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจทีละน้อยซึ่ง ละ ความเข้าใจจะไม่ทำให้ไปหาสิ่งที่ยังไม่เกิด ขวนขวายไปพยายาม เป็นไปไม่ได้ นั่นไม่ใช่ปัญญา

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ แสดงว่าการที่หวังที่จะรู้ในสิ่งที่ไม่ปรากฏ ก็เป็นเครื่องเนิ่นช้าที่จะปิดไม่ให้รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังหวังหรือครับ

ท่านอาจารย์: ค่ะ ค่อยๆ มั่นคงในอริยสัจจธรรมที่ ๒

อ.วิชัย: แต่เขามาละเอียดมากเลยครับ ไม่รู้ตัวเลย

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปัญญาจะต้องละเอียดขึ้นๆ ปานใดถึงจะรู้ว่า ตรงนั้น มีโลภะระดับไหน อาสวะ เห็นไหม!! กามมาสวะเป็นแล้ว ทิฏฐาสวะเป็นแล้ว ต้องไม่เหลือด้วย ถ้าไม่ดับอาสวะก็ดับกิเลสไม่ได้

อ.วิชัย: ครับ ก็คิดถึงปฐมพุทธพจน์ครับ ที่พระองค์ตรัสว่า เราแสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้ทำเรือน เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารมีความเกิดเป็นเอนก ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป แหน่! นายช่างผู้ทำเรือน เราพบเจ้าแล้ว เจ้าจักสร้างเรือน คืออัตภาพของเราไม่ได้ต่อไป ซี่โครงทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนคืออวิชชา เรารื้อเสียแล้ว จิตของเราได้ถึงพระนิพพาน มีสางสารไปปราศแล้ว เราได้บรรลุความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย

ท่านอาจารย์: ตอนนี้นายช่างก็กำลังสร้างเรือนไปเรื่อยๆ

อ.วิชัย: ครับ ดูเหมือนกับยากจริงๆ ลึกซึ้งจริงๆ

ท่านอาจารย์: นี่แหละ!! พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้สิ่งที่แสนโกฏกัปป์ก็ไม่รู้ถ้าไม่ได้ฟัง และไม่ได้ไตร่ตรอง ไม่ได้เข้าใจจริงๆ ในความจริงที่ผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้วจึงแสดงความจริงได้

อ.วิชัย: ครับ ดังนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงว่า การที่ปัญญาจะรู้ หรือจะเข้าใจในสิ่งใดนะครับ ก็ไม่ใช่เป็นการมุ่งหวัง หรือการจดจ้องที่จะรู้ แต่เป็นเรื่องของการมีโอกาสได้ฟัง แล้วก็มีการปรุงแต่งของสังขารขันธ์ที่จะน้อมไป หรือพิจารณาในธรรมะหนึ่งธรรมะใดที่ได้ยินได้ฟัง แล้วจะรู้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่อยู่ในอำนาจที่จะบังคับบัญชาได้เลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: นี่แหละค่ะ อธิษฐานบารมี เพื่อเนกขัมมบารมี

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 5 ม.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ