ไม่เห็นภัยของการเกิด ... ปัญหาธรรมของอาจารย์ มศพ. 30/12/68

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
แม้เดินทางมาแสนไกลมากในสังสารวัฏ ก็ยังไม่รังเกียจกิเลสใช่ไหม? ทั้งวันทุกวันไม่เห็นเลย เหมือนเดิมที่เดินทางไกลมาแล้วในสังสารวัฏก็เดินต่อไปด้วยความไม่รังเกียจกิเลสเหมือนเดิม ... น่ารังเกียจเพราะกิเลสอยู่ใกล้ก็ยังไม่รู้ เห็นแต่กิเลสไกลๆ ใช่ไหม?! แต่ใกล้ที่สุดเดี๋ยวนี้มีกิเลสหรือเปล่า?? กว่าจะหาทุ่น (ทุ่นเพื่อประโยชน์คือข้ามโอฆะ) กว่าจะเห็นภัย ... ต้องเห็นภัยก่อน!! เรายังไม่เห็นภัยของฝั่งนี้ ... ถ้าไม่เห็นภัยจะหาทุ่นไหม?? แต่เริ่มฟัง เริ่มเข้าใจ เริ่มรู้ว่าเป็นภัย ... ต้องเห็นภัยก่อนจึงจะเริ่มหา หนทางคือทุ่นที่จะนำไปสู่ฝั่งที่ไม่มีภัย
เป็นชีวิตธรรมดาปกติ แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงให้รู้ว่า อยู่ไปทุกวันแบบไหน แบบไม่เห็นภัยทั้งๆ ที่เป็นภัย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งภัยจึงรู้หนทางจนกระทั่งสามารถถึงฝั่งที่ไม่มีภัย
เดี๋ยวนี้เป็นภัยหรือเปล่า?? อะไรเป็นภัยเดี๋ยวนี้?? ได้ยินคำว่าเป็นภัยแต่ตัวภัยจริงๆ ยังไม่ประจักษ์ เพราะฉะนั้นต้องมีความมั่นคงว่า การที่เห็นเกิดและดับ ... จากการที่ก่อนเห็นไม่มีเห็น ... แล้วเห็นมีแล้วก็ดับไปเหมือนไม่เคยเกิด ... ประโยชน์อะไร? เป็นอย่างนี้ตลอดในสังสารวัฏ ทุกอย่างที่เกิดไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นภัยที่นี่ต้องเป็นภัยที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีทุกขณะของชีวิต เพราะฉะนั้นฟังเพื่อรู้ว่าเห็นเดี๋ยวนี้เหมือนไม่ดับเลยไม่เกิดเลย ... ความเป็นจริงคือก่อนเห็นไม่มีเห็น แล้วเห็นก็เกิดแล้วเห็นก็ดับ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า รู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถรู้การดับและการเกิดของสภาพธรรมะต่อๆ ไป

เดี๋ยวนี้เริ่มรู้จักแล้วใช่ไหม ภัยคืออะไร ... ทุ่นคืออะไร จะไปไหนเอาทุ่นไปไหน ... จากความไม่รู้แล้วก็ติดข้องเพราะไม่เห็นภัย จนกว่าจะรู้จึงเสาะแสวงหาหนทาง เพราะฉะนั้นมีที่พึ่งหรือยัง ที่จะเป็นทุ่นที่จะรู้ว่าทุ่นมี ... อะไรเป็นทุ่น หญ้าเป็นทุ่นหาไปทุกสิ่งทุกอย่างมาประกอบกัน คุณความดีทั้งปวงเพราะว่าถ้าขณะไหนดี ขณะนั้นความไม่ดีเกิดไม่ได้เลย ความไม่ดีก็ลดน้อยลงโดยบารมีที่เห็นประโยชน์ของคุณความดี ที่จะทำให้ค่อยๆ จางความติดข้อง แล้วก็สามารถที่จะเจอธรรมะที่เป็นทุ่นๆ ได้เป็นที่พึ่งได้
ทุกคนไม่สนใจเลย อยู่ฝั่งนี้แล้วจะไปไหน ... เพลิดเพลินยินดีไป ตายเมื่อไหร่ก็ไม่เป็นไร คิดกันอย่างนี้หรือจะคิดยังไงก็ตามแต่ ... แต่ไม่เห็นภัยของการเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีอย่างนี้ๆ ๆ ไหม? หมดไปๆ ๆ ไม่เหลือไหม? เพราะฉะนั้นการรู้ความจริงต้องจากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ มิฉะนั้นไม่เห็นเลยว่าภัยอยู่ใกล้มากทุกขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ จะมีอะไรที่เป็นภัยยิ่งกว่านี้?!
ไม่เห็นภัยเพราะเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ปรากฏทุกขณะ จึงต้องอาศัยการฟังพิจารณาไตร่ตรอง เริ่มรู้จักพระพุทธเจ้าและพระคุณของพระองค์ ที่ทำให้เริ่มเห็นภัยทั้งๆ ที่อยู่ในภัยก็ไม่เห็น ... จนกว่าจะเห็น!! จึงคิดที่จะออกจากภัย ... พ้นจากภัย
ต้องไม่เห็นผิดในหนทาง และเห็นภัยของอกุศลทุกประเภทโดยละเอียด
ทุกคนกำลังทุกคนกำลังแสวงหาทุนใช่ไหม?! ได้มากได้น้อยพอที่จะเป็นทุ่นได้หรือยัง? ต้องอีกมากในเมื่อห้วงน้ำก็ใหญ่และลึกมากที่จะข้ามได้
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ


