พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐ (๕๕๐) ว่าด้วยบุพจริยาของพระจูฬสุคันธเถระ

 
บ้านธัมมะ
วันที่  30 พ.ย. 2564
หมายเลข  41557
อ่าน  709

[เล่มที่ 72] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 406

เถราปทาน

ภัททิยวรรคที่ ๕๕

จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐ (๕๕๐)

ว่าด้วยบุพจริยาของพระจูฬสุคันธเถระ


อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 72]


  ข้อความที่ 1  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 406

จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐ (๕๕๐)

[๑๔๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธ์พรหม ทรงพระยศใหญ่ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

พระองค์สมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระรัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมี

 
  ข้อความที่ 2  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 407

ทรงยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือนพระอาทิตย์ ทำให้เยือกเย็นเหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร

มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือนขุนเขาหิมวันต์ มีปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือน กับลมฉะนั้น

ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลใหญ่ มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะต่างๆ ในพระนครพาราณสี

เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับ อมตธรรมอันนำมาซึ่งความยินดีแห่งจิต

พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีนักษัตรฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์ ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ บานเหมือนต้นพระยารัง

อันข่ายคือพระรัศมีแวดวง มีพระรัศมีรุ่งเรืองเหมือนภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบด้านละวา มีรัศมีนับด้วยร้อยเหมือนอาทิตย์

มีพระพักตร์เหมือนทองคำเป็นพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความ ยินดี มีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระคุณปานดังสาคร

 
  ข้อความที่ 3  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 408

มีพระเกียรติปรากฏแก่โลก เหมือนเขาสิเนรุซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศเป็นที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นเดียวกับอากาศ เป็นนักปราชญ์

มีพระทัยไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม เป็นผู้นำเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์เหมือนแผ่นดิน เป็นมุนีพระองค์ที่ ๗ อันโลกไม่เข้าไปฉาบทาได้ เหมือนปทุมไม่ติดน้ำฉะนั้น เป็นผู้เช่นกับกองไฟเผาทำลายพวกมีวาทะผิด

พระองค์เป็นเสมือนยาบำบัดโรค ทำให้ยาพิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วยกลิ่นคือคุณ เหมือนภูเขาคันธมาทน์

เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบ่อเกิดของคุณ ดุจดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้นำออกซึ่งมลทินคือกิเลส

ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือนนายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยเด็ดขาด ทรงเป็นใหญ่ เพราะรัตนะคือโพชฌงค์เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ฉะนั้น

 
  ข้อความที่ 4  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 409

ทรงเป็นผู้เยียวยาพยาธิคือโทสะเหมือนกับหมอใหญ่ ทรงเป็นศัลยแพทย์ผ่าฝี มือคือทิฏฐิ เหมือนศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด

ครั้งนั้น พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วง อันมนุษย์และทวยเทพสักการะเป็นดัง พระอาทิตย์ ส่องแสงสว่างให้แก่นรชน ฉะนั้น

ทรงแสดง พระธรรมเทศนาในบริษัททั้งหลาย พระองค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะ มีโภคทรัพย์มากได้ เพราะให้ทาน จะเข้าถึงสุคติได้เพราะศีล จะดับกิเลสได้เพราะภาวนา ดังนี้

บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้นอันให้เกิด ความแช่มชื่นมาก ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด มีรสใหญ่ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้สดับพระธรรมเทศนาของพระพิชิตมาร จึงถึง พระสุคตเจ้าสรณะ นอบน้อมตราบเท่าสิ้นชีวิต

ครั้งนั้น เรานั้นได้เอาของหอมมีชาติ ๔ ทาพื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘ วัน โดยตั้งปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่นหอม ให้มีกลิ่นหอม ครั้งนั้นพระพิชิตมารได้ตรัส พยากรณ์เราผู้จะได้มีกลิ่นหอมว่า

นระใดเอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎีคราวเดียว ด้วยผลของกรรมนั้น นระนี้เกิดในชาติใดๆ จักเป็นผู้มีตัวหอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปริ นิพพาน

 
  ข้อความที่ 5  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 410

เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลอันมั่งคั่ง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดาเป็นหญิงมีกลิ่นตัวหอม

และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์มารดานั้น พระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วยกลิ่นตัวหอมทุกอย่าง ขณะนั้นฝนดอกไม้อันหอมหวล กลิ่นทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ และธูปมีค่ามาก หอมฟุ้งไป

เราเกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้น เทวดาได้เอาธูปและดอกไม้ล้วนแต่มีกลิ่นหอม และเครื่องหอมมาอบ

ก็ในเวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัท ของพระองค์ที่เหลือแล้ว

เสด็จมายังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมด ครั้งนั้น เราได้พบพุทธานุภาพจึงออกบวช

เราเจริญธรรม ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นอาสวะ

 
  ข้อความที่ 6  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 411

ในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็นพระอรหันต์ และในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มีฝนมีกลิ่นหอมตกลงมา

ก็กลิ่นสรีระอันประเสริฐสุดของเรา ครอบงำจันทน์อันมีค่า ดอกจำปาและดอกอุบล เสีย และเราไปในที่ใดๆ ก็ย่อมจะข่มขี่กลิ่น เหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวงฟุ้งไปเช่นนั้นเหมือนกัน

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือก แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่

การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว

คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระจูฬสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล.

จบจูฬสุคันธเถราปทาน

 
  ข้อความที่ 7  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 412

๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้:-

อปทานของท่านพระจูฬสุคันธเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้บังเกิดในตระกูลซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงพาราณสี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว นมัสการอยู่ทุกเมื่อ ถวายมหาทาน นำเอาของหอมโดยชาติ ๔ อย่าง (๑) ฉาบไล้พระคันธกุฎีพระผู้มีพระภาคเจ้าเดือนละ ๗ ครั้ง. เขาได้ส่งความปรารถนาไว้ว่าขอให้กลิ่นหอมอย่างดียิ่งจงบังเกิดแก่สรีระของข้าพระองค์ในสถานที่ที่ได้เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพยากรณ์แก่เขาแล้ว. เขาดำรงอยู่ในตลอดอายุ บำเพ็ญบุญไว้เป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก กระทำกลิ่นสรีระให้หอมฟุ้งทั่วกามาวจรโลก จึงได้ปรากฏชื่อว่า สุคันธเทวบุตร.

เทพบุตรนั้น ได้เสวยสมบัติเทวโลกแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้ บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย. ด้วยกลิ่นแห่งสรีระของมารดาเขา เรือนทั้งสิ้นและพระนครทั้งสิ้น ได้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกัน. ในขณะเขาเกิดแล้ว สาวัตถีนครทั้งสิ้นได้เป็นคล้ายกับผอบของหอม. ด้วยเหตุนั้น มารดาบิดาจึงได้ตั้งชื่อเขาว่า สุคันธะ. เขาได้ถึงความเจริญวัยแล้ว. ในคราวนั้นพระ


๑. กลิ่นหญ้าฝรั่น กลิ่นกฤษณา กลิ่นกำยาน กลิ่นบุปผชาติ กลิ่น ๔ อย่างนี้ เรียกว่า จตุชาติ คันธะ หรือเรียกว่า จตุชาติสุคันธะ.

 
  ข้อความที่ 8  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 413

ศาสดาได้เสด็จถึงสาวัตถี ได้ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร. นายสุคันธะนั้น เห็นพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. ตั้งแต่วันที่ท่านเกิดขึ้นจนถึงปรินิพพาน ในระหว่างนี้ กลิ่นหอมเท่านั้นฟุ้งตลบไปในที่ทั้งหลายเช่นที่นอนและที่ยืนเป็นต้น. แม้พวกเทวดาก็ยังโปรดจุณทิพย์และดอกไม้หอมทิพย์ลงถวาย.

ก็พระเถระนั้น ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. คำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว เพราะมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่าย. ความต่างกันแห่งบุญและความต่างกันแห่งชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเป็นความแปลกกันแล.

จบอรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน

จบอรรถกถาภัททิยวรรคที่ ๕๕

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

    ๑. ลกุณกฏภัททิยเถราปทาน

๒. กังขาเรวตเถราปทาน

๓. สีวลีเถราปทาน

๔. วังคีสเถราปทาน

๕. นันทกเถราปทาน

๖. กาฬุทายีเถราปทาน

๗. อภยเถราปทาน

๘. โลมสติยเถราปทาน

๙. วนวัจฉเถราทาน

๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน

และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถาจบภัททิยวรรคที่ ๕๕

 
  ข้อความที่ 9  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้า 414

รวมวรรค

    ๑. กณิการวรรค

    ๒. ผลทายกวรรค

    ๓. ติณทายกวรรค

    ๔. กัจจายนวรรค

    ๕. ภัททิยวรรค

    บัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศอปทานรวมได้ ๕๕๐ อปทาน พร้อมกับอุทานคาถา มีคาถา รวม ๖,๒๑๘ คาถา.

    จบพุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานตั้งแต่เท่านี้