พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

๙. วิปัสสนากถา ว่าด้วยเรื่องวิปัสสนา

 
บ้านธัมมะ
วันที่  26 พ.ย. 2564
หมายเลข  40982
อ่าน  865

[เล่มที่ 69] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 813

ปัญญาวรรค

๙. วิปัสสนากถา

ว่าด้วยเรื่องวิปัสสนา หน้า 813

อรรถกถาวิปัสสนากถา หน้า 820


อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 69]


  ข้อความที่ 1  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 813

ปัญญาวรรค

วิปัสสนากถา

ว่าด้วยเรื่องวิปัสสนา

สาวัตถีนิทานบริบูรณ์

[๗๓๑] ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ (๑) ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยงอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.

[๗๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์อยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จัก


(๑) อนุโลมขันติ ก็คืออนุโลมญาณ.

 
  ข้อความที่ 2  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 814

ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม อันเป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.

[๗๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตาอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอนัตตาอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.

[๗๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นทุกข์อยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นสุขอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.

 
  ข้อความที่ 3  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 815

[๗๓๕] ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐.

ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน (เหล่าไหน) ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน (เหล่าไหน).

ภิกษุพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ เป็นทุกข์ ๑ เป็นโรค ๑ เป็นดังหัวฝี ๑ เป็นดังลูกศร ๑ เป็นความลำบาก ๑ เป็นอาพาธ ๑ เป็นอย่างอื่น ๑ เป็นของชำรุด ๑ เป็นเสนียด ๑ เป็นอุบาทว์ ๑ เป็นภัย ๑ เป็นอุปสรรค ๑ เป็นความหวั่นไหว ๑ เป็นของผุพัง ๑ เป็นของไม่ยั่งยืน ๑ เป็นของไม่มีอะไรต้านทาน ๑ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ๑ เป็นของไม่เป็นที่พึ่ง ๑ เป็นของว่าง ๑ เป็นของเปล่า ๑ เป็นของสูญ ๑ เป็นอนัตตา ๑ เป็นโทษ ๑ เป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ๑ เป็นของหาสาระมิได้ ๑ เป็นมูลแห่งความลำบาก ๑ เป็นดังเพชฌฆาต ๑ เป็นความเสื่อมไป ๑ เป็นของมีอาสวะ ๑ เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ เป็นเหยื่อแห่งมาร ๑ เป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ๑ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเที่ยง ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นทุกข์ ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นสุข ย่อม

 
  ข้อความที่ 4  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 816

ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นโรค ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีโรค เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยเป็นดังหัวฝี ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีฝีหัว ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นดังลูกศร ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีลูกศร ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความลำบาก ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความลำบาก ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอาพาธ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอาพาธ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอื่น ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของชำรุด ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความชำรุดเป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นเสนียด ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีเสนียด ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุบาทว์ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุบาทว์ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นภัย ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานอันไม่มีภัย ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุปสรรค ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุปสรรค ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของหวั่นไหว ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความหวั่นไหว ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของผุพัง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความผุพัง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความยั่งยืน ฯ เมื่อพิจารณาเห็น

 
  ข้อความที่ 5  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 817

เบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่ต้านทาน ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่ป้องกัน ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่พึ่ง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของว่าง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพานที่ไม่ว่าง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของเปล่า ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานที่ไม่เปล่า ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของสูญ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานสูญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอนัตตา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นโทษ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีโทษ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของแปรปรวนเป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของหาสาระมิได้ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีสาระ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีมูลแห่งความลำบาก ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นดังเพชฌฆาต ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่เป็นดังเพชฌฆาต ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของเสื่อมไป ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น

 
  ข้อความที่ 6  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 818

นิพพานไม่มีความเสื่อมไป ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีอาสวะ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอาสวะ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นเหยื่อแห่งมาร ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่เป็นเหยื่อแห่งมาร ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเกิด ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความแก่ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความป่วยไข้ ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพานไม่มีความตาย ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเศร้าโศก ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความคร่ำครวญ (ร่ำไร) เป็นธรรมดา ฯ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความคร่ำครวญ (ไม่มีความร่ำไร) ฯ เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความคับแค้นเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความคับแค้น ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเศร้าหมอง ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม.

 
  ข้อความที่ 7  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 819

[๗๓๖] การพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นทุกข์ เป็นทุกขานุปัสนา โดยความเป็นโรค เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นดังหัวฝี เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นดังลูกศร เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นความลำบาก เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นอาพาธ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นอย่างอื่น เป็นอนัตตานุปัสสนา (๑) โดยความเป็นของชำรุด เป็นอนัตตานุปัสสนา (๑) โดยความเป็นเสนียด เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นอุบาทว์ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นภัย เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นอุปสรรค เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของหวั่นไหว เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของผุพัง เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของว่าง เป็นทุกขานุปัสสนา (๒) โดยความเป็นของเปล่า เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็นของสูญ เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็นอนัตตา เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็นโทษ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของหาสาระมิได้ เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นดังเพชฌฆาต เป็นทุกขานุปัสสนา โดยเป็นความเสื่อมไป เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของมีอาสวะ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยเป็นของมีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา


(๑) พม่า. อนิจจานุปัสสนา.

(๒) พม่า. อนัตตานุปัสสนา.

 
  ข้อความที่ 8  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 820

เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความคร่ำครวญ (ร่ำไร) เป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา.

ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ นี้ ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ นี้.

ภิกษุผู้ได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ นี้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ นี้ มีอนิจจานุปัสสนาเท่าไร มีทุกขานุปัสสนาเท่าไร มีอนัตตานุปัสสนาเท่าไร.

ท่านกล่าวว่า มีอนิจจานุปัสสนา ๕๐ มีทุกขานุปัสสนา ๑๒๕ มีอนัตตานุปัสสนา ๒๕ ฉะนี้แล.

จบวิปัสสนากถา

อรรถกถาวิปัสสนากถา

บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่พรรณนาแห่งวิปัสสนากถาอันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงประเภทแห่งวิปัสสนาในลำดับถัดจากสติปัฏฐานกถาปฏิสังยุต (อันประกอบ) ด้วยวิปัสสนา.

พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นก่อนดังต่อไปนี้.

บทว่า โส (นั้น) เพราะเป็นสรรพนาม จึงเป็นอันสงเคราะห์ภิกษุแม้ทั้งหมดที่มีอยู่.

บทว่า วต (หนอ)

 
  ข้อความที่ 9  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 821

เป็นนิบาตลงในอรรถเอกังสะ (โดยส่วนเดียว ทำบทให้เต็ม).

บทว่า กญฺจิ สงฺขารํ (สังขารไรๆ) คือสังขารแม้มีประมาณน้อย.

ในบทว่า อนุโลมิกาย ขนฺติยา (ด้วยอนุโลมขันติ) นี้มีความดังนี้ วิปัสสนานั่นแหละ ชื่อว่า อนุโลมิกะ เพราะย่อมอนุโลม (คล้อยตาม) โลกุตรมรรค วิปัสสนานั่นแหละ ชื่อว่า อนุโลมิกา เพราะเพ่งถึงขันติ วิปัสสนานั้น ชื่อว่า ขนฺติ (เป็นที่ชอบใจ) เพราะสังขารทั้งปวงย่อมพอใจ ย่อมชอบใจแก่วิปัสสนานั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา อนุโลมขันตินั้นมี ๓ อย่าง คืออย่างอ่อน ๑ อย่างกลาง ๑ อย่างกล้า ๑ อนโลมขันติที่มีการพิจารณาเป็นกลาปะ (กลุ่มก้อน) หรือกลาปสัมมสนญาณเป็นเบื้องต้น มีอุทยัพพยญาณเป็นที่สุด เป็นอนุโลมขันติอย่างอ่อน อนุโลมขันติที่มีการพิจารณาถึงความดับ (ภังคานุปัสสนา) เป็นเบื้องต้น มีสังขารุเบกขาญาณเป็นที่สุด เป็นอนุโลมขันติอย่างกลาง อนุโลมญาณ (ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริยสัจ) ชื่อว่า อนุโลมขันติอย่างกล้า.

บทว่า สมนฺนาคโต (ประกอบแล้ว) คือเข้าถึงแล้ว.

บทว่า เนตํ านํ วิชฺชติ (ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้) คือไม่เป็นฐานะไม่เป็นเหตุที่จะมีได้ตามที่กล่าวแล้ว (ฐานะนี้ คือเหตุนี้ตามที่กล่าวแล้วย่อมไม่มี).

ในบทนี้ว่า สมฺมตฺตนิยามํ (สัมมัตตนิยาม ความชอบและความแน่นอน) นี้มีความดังนี้ ชื่อว่า สมฺมตฺโต (สัมมัตตะ) เพราะเป็นสภาวะชอบโดยความหวังอย่างนี้ว่า จักนำประโยชน์เกื้อกูล และความสุขมาให้แก่เราโดยความเจริญอย่างนั้น และโดยปรากฏความเป็นไปอันไม่วิปริตในสิ่งไม่งามเป็นต้นว่า เป็นของงาม ชื่อว่านิยาโม (นิยาม) ความตัดสิน เพราะเป็นความแน่นอนด้วยการให้ผลในลำดับและด้วยการบรรลุพระอรหัต (ความเกิดขึ้นแห่งพระอรหัต) ความว่า สัมมัตตะนั้นด้วย (การตั้งใจ) นิยามด้วย (แน่วแน่) ชื่อว่า สมฺมตฺตนิยาโม (สัมมัตตนิยาม) เพราะความชอบและความแน่นอนนั้น คืออะไร คือโลกุตรมรรค แต่โดยพิเศษ ก็คือโสดาปัตติมรรค ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิยโต สมฺโพธิปรายโน เป็นผู้เที่ยงแท้ มีการตรัสรู้ในเบื้องหน้า แน่นอน เพราะแน่นอนด้วยมรรคนิยาม สู่สัมมัตตนิยามนั้น.

บทว่า โอกฺกมิสฺสติ

 
  ข้อความที่ 10  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 822

(จักย่างลง) คือจักเข้าไป (สู่สัมมัตตนิยาม) อธิบายว่า ข้อนั้นมิใช่ฐานะ อนึ่ง พึงทราบว่า ท่านไม่ยึดถือฐานะนั้นเพราะความที่โคตรภูเป็นที่ตั้งแห่งอาวัชชนะของมรรค (ท่านจึงไม่ใส่ใจถึงโคตรภูนั้น) แล้วกล่าวถึงการก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามในลำดับแห่งอนุโลมขันติ.

อีกอย่างหนึ่ง ในมหาวิปัสสนา ๑๘ โคตรภูเป็นวิวัฏฏนานุปัสสนา (การพิจารณาถึงนิพพาน) เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอันสงเคราะห์เข้าในอนุโลมิกขันติ (อนุโลมขันติ) นั่นแหละ แม้ใน ๔ สูตร (ข้อ ๗๓๑ - ๗๓๔) ก็พึงทราบความโดยนัยนี้แหละด้วยบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ๔ สูตรไว้ในฉักกนิบาตว่า เป็นธรรม ๖ อย่าง ด้วยสามารถอนุโลมิกขันติ สัมมัตตนิยามและอริยผล ๔ ความจริง สูตร ๔ สูตร ย่อมมีด้วยปักษ์ทั้งสอง (ย่อมมีด้วยอำนาจทั้งสองฝ่าย) คือกัณหปักษ์ (ฝ่ายดำ) และศุกลปักษ์ (ฝ่ายขาว).

พีงทราบวินิฉัยในสุตตันตนิเทศอันมีคำถามเป็นเบื้องต้นว่า กตีหากาเรหิ (ด้วยอาการเท่าไร) ดังต่อไปนี้.

ในบทมีอาทิว่า ปญฺจกฺขนฺเธ อนิจฺจโต (พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยง) มีความว่า พระโยคาวจรผู้เริ่มวิปัสสนาด้วยอำนาจกำหนดนามรูปและปัจจัยแห่งนามรูป แล้วพิจารณากลาปะ ย่อมเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงว่า ขันธ์หนึ่งๆ ในขันธ์ ๕ เป็นของไม่เที่ยง เพราะปรากฏแล้วและเพราะมีเบื้องต้นและที่สุด.

ทุกฺขโต (โดยความเป็นทุกข์) เพราะมีเกิดดับ และบีบคั้น และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.

โรคโต (โดยความเป็นโรค) เพราะยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัย และเพราะเป็นเหตุแห่งโรค.

คณฺฑโต (โดยเป็นดังหัวฝี) เพราะประกอบด้วยความทุกข์และความเสียดแทง เพราะอสุจิ (ความไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์) คือกิเลสไหลออก และเพราะบวมแก่จัดและแตก ด้วยเกิด แก่และดับ.

 
  ข้อความที่ 11  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 823

สลฺลโต (โดยความเป็นดังลูกศร) เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเสียดแทงภายใน และเพราะนำออกได้ยาก.

อฆโต (โดยเป็นความลำบาก) เพราะน่าติเตียน เพราะนำความไม่เจริญมาให้ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความลำบาก (ความชั่วร้าย).

อาพาธโต (โดยเป็นอาพาธ) เพราะให้เกิดความไม่มีเสรี และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความอาพาธ.

ปรโต (โดยความเป็นอย่างอื่น) เพราะไม่มีอำนาจ และเพราะไม่เชื่อฟัง.

ปโลกโต (โดยความเป็นของชำรุด) เราะทรุดโทรมไปด้วยพยาธิ ชราและมรณะ.

อีติโต (โดยความเป็นเสนียด) เพราะนำความพินาศไม่น้อยมาให้.

อุปทฺทวโต (โดยความเป็นอุบาทว์) เพราะนำความพินาศมากมายอันไม่รู้แล้วมาให้ และเพราะเป็นวัตถุแห่งอันตรายทั้งปวง.

ภยโต (โดยความเป็นภัย) เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยทั้งปวง และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือสงบยาก.

อุปสคฺคโต (โดยความเป็นอุปสรรค) เพราะถูกความพินาศไม่น้อยติดตาม เพราะเกี่ยวข้องด้วยโทสะ และเพราะอดกลั้นไม่ได้ดุจอุปสรรค.

จลโต (โดยความหวั่นไหว) เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิ ชราและมรณะ และด้วยโลกธรรมมีลาภเป็นต้น.

ปภงฺคุโต (โดยความผุพัง) เพราะมีปกติเข้าถึงความผุพังด้วยความพยายามและด้วยหน้าที่ (ด้วยสภาวะของตน).

อทฺธุวโต (โดยความไม่ยั่งยืน) เพราะสิ่งที่ตั้งอยู่ตกไป (เพราะถูกทอดทิ้งตกไปทั้งหมด) และเพราะความไม่มีความมั่นคง.

อตาณโต (โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน) เพราะต้านทานไม่ได้ และเพราะไม่ได้รับความปลอดโปร่ง.

 
  ข้อความที่ 12  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 824

อเลณโต (โดยความเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน) เพราะไม่ควรเพื่อติด (เพื่อพักพิง) และเพราะแม้สิ่งที่ติดก็ไม่ทำการป้องกันได้ (เพราะแม้ผู้พักพิงก็กระทำกิจแห่งการป้องกันไม่ได้).

อสรณโต (โดยความไม่เป็นที่พึ่ง) เพราะไม่มีสิ่งที่อาศัยอันจะเป็นสาระในความกลัวได้ (เพราะไม่มีสิ่งต้านทานภัยสำหรับผู้อาศัย).

ริตฺตโต (โดยความเป็นของว่าง) เพราะว่างจากความยั่งยืน ความสุข (อาหารอร่อย) ความงามและอัตตาตามที่กำหนดไว้.

ตุจฺฉโต (โดยความเป็นของเปล่า) เพราะเป็นของว่างนั่นเอง หรือเพราะเป็นของน้อย เพราะของแม้น้อยท่านก็กล่าวว่า เป็นของเปล่าในโลก.

สุญฺญโต (โดยความเป็นของสูญ) เพราะปราศจากเจ้าของ ผู้อยู่อาศัย ผู้รู้ (ผู้เสวย) ผู้กระทำ และผู้ตั้งใจ

อนตฺตโต (โดยความเป็นอนัตตา) เพราะตนเองไม่เป็นเจ้าของเป็นต้น.

อทีนวโต (โดยความเป็นโทษ) เพราะเป็นทุกข์ประจำ และเพราะความที่ทุกข์เป็นโทษ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาทีนโว (อทีนวะ) เพราะฟุ้งไป คือไป คือเป็นไปแห่งโทษทั้งหลาย (เป็นไปสู่ความขัดสน) บทนี้เป็นชื่อของมนุษย์ขัดสน อนึ่ง แม้ขันธ์ ๕ ก็เป็นความขัดสนเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า โดยความเป็นโทษ เพราะเป็นเช่นกับโทษนั่นเอง.

วิปริณามธมฺมโต (โดยมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา) เพราะตามปกติก็แปรปรวนโดยสองส่วน คือโดยชราและมรณะ.

อสารกโต (โดยความไม่มีสาระ) เพราะไม่มีกำลัง และเพราะทำลายความสุขดุจกระพี้.

อฆมูลโต (โดยความเป็นเหตุแห่งความลำบาก) เพราะเป็นเหตุ (มูล) แห่งความลำบาก (ความชั่วร้าย).

วธกโต (โดยความเป็นดังฆาตกร) โดยเป็นดังเพชฌฆาต เพราะทำลายความวิสาสะ (คุ้นเคย) ดุจข้าศึกปากพูดว่า เป็นมิตร.

 
  ข้อความที่ 13  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 825

วิภวโต (โดยปราศจากความเจริญ) โดยเป็นความเสื่อมไป เพราะหมดความเจริญ และความสมบูรณ์ (เพราะเกิดความเสื่อม).

สาสวโต (โดยเป็นของมีอาสวะ) เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ.

สงฺขตโต (โดยเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง) เพราะเหตุปัจจัยปรุงแต่ง.

มารามิสโต (โดยความเป็นเหยื่อของมาร) เพราะเป็นเหยื่อของมัจจุมารและกิเลสมาร.

ชาติชราพฺยาธิมรณธมฺมโต (โดยความเป็นของมีความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา) เพราะมีชาติ ชรา พยาธิ และมรณะเป็นปกติ.

โสกปริเทวอุปายาสธมฺมโต (โดยเป็นของมีความโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจเป็นธรรมดา) เพราะมีความโศก ความคร่ำครวญ (ร่ำไร) และความคับแค้นใจเป็นเหตุ.

สงฺกิเลสิกธมฺมโต (โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา) เพราะเป็นอารมณ์แห่งความเศร้าหมอง คือตัณหา ทิฏฐิและทุจริตเป็นธรรมดา (และสังกิเลสเป็นวิสยธรรมดา).

อนึ่ง ในบทเหล่านั้นทั้งหมดพึงเห็นปาฐะที่เหลือว่า ปสฺสติ (ย่อมเห็น) ดังนี้.

บทว่า ปญฺจกฺขนฺเธ (ขันธ์ ๕) แม้เมื่อกล่าวโดยรวม ก็พึงทราบว่า ท่าน กล่าวพรรณนาอรรถด้วยขันธ์หนึ่งๆ เพราะมาต่างหากกัน (มาแยกๆ กัน) ในกลาปสัมมสนญาณนิเทศ เพราะในที่สุด คำนวณ (นับ) อนุปัสสนาด้วยสามารถขันธ์ทั้งหลายต่างหากกัน (แยกกัน) และเพราะมีความเป็นไปแม้ในส่วนอวัยวะ (ส่วนประกอบ) แห่งคำที่เป็นไปในส่วนรวมกัน (ในการรวมกัน) อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปญฺจกฺขนฺเธ ด้วยการกล่าวย่อสัมมสนญาณ อันเป็นไปต่างหากกัน (เป็นไปแยกๆ กัน) รวมเป็นอันเดียวกัน อีกอย่างหนึ่ง การพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นอันเดียวกัน เพราะปรากฏคำในอรรถกถาว่า ด้วยการประหารครั้งเดียว ขันธ์ ๕ ก็ออกไป (ย่อมออกจากขันธ์ ๕ พร้อมกัน) ดังนี้ ย่อมควรทีเดียว.

บทว่า ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ นิโรโธ นิจฺจํ นิพฺพานนฺติ ปสฺสนฺโต (เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเที่ยง) คือเมื่อพิจารณาเห็นว่า นิพพานเที่ยง ด้วยอำนาจแห่งญาณอันเป็นทางสงบ ในกาลแห่งวิปัสสนาตามที่กล่าวแล้วในอาทีนวญาณนิเทศ.

บทว่า สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมติ

 
  ข้อความที่ 14  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 826

(ย่อมหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม) คือย่อมหยั่งลงในขณะแห่งมรรค ก็ชื่อว่า หยั่งลงในขณะแห่งผลด้วย ในปริยายแห่งการหยั่งลงในนิยามทั้งหมดก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อาโรคฺยํ (ไม่มีโรค) คือความไม่มีโรค.

บทว่า วิสลฺลํ (ไม่มีลูกศร) คือปราศจากลูกศร ในบทเช่นนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อนาพาธํ (ไม่มีอาพาธ) คือปราศจากอาพาธ หรือเป็นปฏิปักษ์ต่ออาพาธ ในบทเช่นนี้ก็นัยนี้.

บทว่า อปรปฺปจฺจยํ (ไม่มีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย) คือปราศจากปัจจัยอื่น อาจารย์บางพวกกล่าวประกอบกันว่า (อาจารย์บางพวกกระทำการซ้อนอักษรกล่าวว่า) อุปสฺสคฺคโตติ จ อนุปสฺสคฺคนฺติ จ เห็นขันธ์ ๕ โดยมีอุปสรรคและนิพพานไม่มีอุปสรรค.

บทว่า ปรมสุญฺํ (สูญอย่างยิ่ง) ชื่อว่า สูญอย่างยิ่งเพราะสูญจากสังขารทั้งหมด และเพราะสูญอย่างสูงสุด.

บทว่า ปรมตฺถํ (เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง) มีประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะเป็นของเลิศกว่าสังขตะและอสังขตะ เป็นนปุงสกลิงค์เพราะลิงควิปลาส ท่านไม่กล่าวปริยายโดยปฏิโลม (ย้อนกลับ) ในสองบทนี้ เพราะนิพพานเป็นของสูญและเพราะเป็นอนัตตา.

บทว่า อนาสวํ (ไม่มีอาสวะ) คือปราศจากอาสวะ.

บทว่า นิรามิสํ (ไม่เป็นเหยื่อแห่งมาร) คือปราศจากอามิส.

บทว่า อชาตํ (ไม่มีความเกิด) คือไม่เกิดเพราะปราศจากความเกิด.

บทว่า อมตํ (ไม่มีความตาย) คือปราศจากความตายเพราะไม่ดับ จริงอยู่ แม้ความตายท่านก็กล่าวว่า มตํ เพราะเป็นนปุงสกลิงค์.

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะทำการสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันในอนุปัสสนา ๓ ด้วยอำนาจการสงเคราะห์ตามสภาวธรรมในอนุปัสสนา ๔๐ อันแตกต่างกันโดยอาการ ดังกล่าวแล้วตามลำดับนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโตติ อนิจฺจานุปสฺสนา (การพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจานุปัสสนา) พึงประกอบในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามสมควรในอนุปัสสนาเหล่านั้น.

แต่ในที่สุดท่านแสดงอนุปัสสนาเหล่านั้น ด้วยการคำนวณต่างกัน (ด้วยอำนาจการนับแยกๆ กัน) ก็ในการนับเหล่านั้น ท่านนับอนัตตานุปัสสนาก่อนด้วยอำนาจลำดับแห่งการนับ (น้อยไปหามาก).

 
  ข้อความที่ 15  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 827

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจวีสติ (๒๕) คืออนัตตานุปัสสนา ๒๕ ในขันธ์ ๕ โดยทำขันธ์หนึ่งๆ อย่างละ ๕ คือ ปรโต (โดยเป็นอย่างอื่น) ๑ ริตฺตโต (โดยเป็นของว่าง) ๑ ตุจฺฉโต (โดยเป็นของเปล่า) ๑ สุฺโต (โดยเป็นของสูญ) ๑ อนตฺตโต (โดยเป็นอนัตตา) ๑.

บทว่า ปญฺาส (๕๐) คืออนิจจานุปัสสนา ๕๐ ในขันธ์ ๕ โดยทำขันธ์หนึ่งๆ อย่างละ ๑๐ คือ อนิจฺจโต (โดยเป็นของไม่เที่ยง) ๑ ปโลกโต (โดยการทำลาย โดยเป็นของชำรุด) ๑ จลโต (โดยความหวั่นไหว) ๑ ปภงฺคุโต (โดยความผุพัง) ๑ อทฺธุวโต (โดยความไม่ยั่งยืน) ๑ วิปริณามธมฺมโต (โดยความแปรปรวนเป็นธรรมดา) ๑ อสารกโต (โดยความไม่มีสาระ) ๑ วิภวโต (โดยปราศจากความเจริญ โดยเป็นความเสื่อมไป) ๑ สงฺขโต (โดยปัจจัยปรุงแต่ง) ๑ มรณธมฺมโต (โดยมีความตายเป็นธรรมดา) ๑.

บทว่า สตํ ปญฺจวีสติ เจว (๑๒๕) คือทุกขานุปัสสนา ๑๒๕ ในขันธ์ ๕ โดยทำขันธ์หนึ่งๆ อย่างละ ๒๕ มีอาทิว่า ทุกฺขโต โรคโต (โดยเป็นทุกข์ โดยเป็นโรค).

บทว่า ยานิ ทุกฺเข ปวุจฺจเร (ท่านกล่าวว่า มีทุกขานุปัสสนา) พึงทราบการเชื่อมความว่า อนุปัสสนาที่ท่านกล่าวด้วยสามารถการคำนวณ (การนับ) ขันธปัญจกอันเป็นทุกข์มี ๑๒๕ อย่าง อนึ่ง ในบทว่า ยานิ นี้ พึงเห็นว่า เป็นลิงควิปลาส.

จบอรรถกถาวิปัสสนากถา