๖. ปาฏิหาริยกถา ว่าด้วยปฏิหาริย์ ๓
[เล่มที่ 69] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 793
ปัญญาวรรค
๖. ปาฏิหาริยกถา
ว่าด้วยปาฏิหาริย์ ๓ หน้า 793
อรรถกถาปาฏิหาริยกถา หน้า 797
อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 69]
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 793
ปัญญาวรรค
ปาฏิหาริยกถา
ว่าด้วยปาฏิหาริย์ ๓
[๗๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คืออิทธิปาฏิหาริย์ ๑ อาเทศนาปาฏิหาริย์ ๑ อนุศาสนีปาฏิหาริย์ ๑.
[๗๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อิทธิปาฏิหาริย์เป็นไฉน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์.
[๗๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาเทศนาปาฏิหาริย์เป็นไฉน.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 794
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมทายใจได้ตามเหตุที่กำหนดว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย แต่เมื่อได้ฟังเสียงของมนุษย์ก็ดี ของอมนุษย์ก็ดี หรือของเทวดาก็ดี ก็ทายใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย และหาได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ แต่เมื่อได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้กำลังตรึกตรองอยู่ ก็ทายใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย หาได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ และหาได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้กำลังตรึกตรองแล้วทายใจไม่ แต่เมื่อกำหนดใจของผู้เข้าสมาธิอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ด้วยใจของตนแล้วก็รู้ได้ว่า ท่านผู้นี้ตั้งมโนสังขารไว้อย่างใด ก็จักตรึกถึงวิตกชื่อโน้นในระหว่างจิตนี้อย่างนั้น ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อาเทศนาปาฏิหาริย์.
[๗๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อนุศาสนีปาฏิหาริย์เป็นไฉน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพร่ำสอนอย่างนี้ว่า จงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนั้น จงมนสิการอย่างนี้ อย่ามนสิการ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 795
อย่างนั้น จงละธรรมนี้ จงเข้าถึงธรรมนี้อยู่เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์ ๓ ประการนี้แล.
[๗๒๒] เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ เนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และเนกขัมมะนั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่เนกขัมมะนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์.
ความไม่พยาบาทย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ความไม่พยาบาทย่อมกำจัดพยาบาทได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยความไม่พยาบาทนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ความไม่พยาบาทจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และความไม่พยาบาทนั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ความไม่พยาบาทนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความไม่พยาบาทจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์.
อาโลกสัญญาย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ อาโลกสัญญาย่อมกำจัดถีนมิทธะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยอาโลกสัญญานั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น อาโลกสัญญาจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และอาโลกสัญญานั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่อาโลกสัญญานั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อาโลกสัญญาจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 796
ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมกำจัดอุทธัจจะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยความไม่ฟุ้งซ่านนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ความไม่ฟุ้งซ่านจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และความไม่ฟุ้งซ่านนั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ความไม่ฟุ้งซ่านนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความไม่ฟุ้งซ่านจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ฯลฯ.
อรหัตมรรคย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ อรหัตมรรคย่อมกำจัดกิเลสได้หมด เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยอรหัตมรรคนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น อรหัตมรรคจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และอรหัตมรรคนั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่อรหัตมรรคนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อรหัตมรรคจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์.
เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ย่อมกำจัดกามฉันทะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ความไม่พยาบาทย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ย่อมกำจัดพยาบาทได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ อิทธิเเละปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ อาโลกสัญญาย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ย่อมกำจัดถีนมิทธะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ฯ อรหัตมรรคย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ย่อมกำจัดกิเลสได้หมด เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ฉะนี้แล.
จบปาฏิหาริยกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 797
อรรถกถาปาฏิหาริยกถา
บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งปาฏิหาริยกถาอันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระสารีบุตรเมื่อจะแสดงปาฏิหาริย์ มีการพร่ำสอนประโยชน์แก่โลกเป็นที่สุด ในลำดับแห่งจริยากถา อันมีความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก (โลกัตถจริยา) เป็นที่สุดครบแล้ว.
ในพระสูตรนั้นพึงทราบความดังต่อไปนี้ก่อน บทว่า ปาฏิหาริยานิ (ปาฏิหาริย์) คือปาฏิหาริย์ด้วยการนำสิ่งเป็นข้าศึกออกไป คือนำกิเลสออกไป.
บทว่า อิทฺธิปาฏิหาริยํ (อิทธิปาฏิหาริย์) ชื่อว่า อิทธิ ด้วยความให้สำเร็จ ชื่อว่า ปาฏิหาริยะ ด้วยการนำออกไป อิทธินั่นแหละเป็นปาฏิหาริย์ จึงชื่อว่า อิทธิปาฏิหาริย์.
ส่วนในปาฏิหาริย์นอกนี้ ชื่อว่า อาเทศนา ด้วยการดักใจ ชื่อว่า อนุศาสนี ด้วยการพร่ำสอน บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อิธ (ในโลกนี้) ได้แก่ ในโลกใบนี้.
บทว่า เอกจฺโจ (บุคคลบางคน) คือบุรุษคนหนึ่ง.
อิทธิปาฏิหาริยนิเทศมีอรรถดังกล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
บทว่า นิมิตฺเตน อาทิสติ (ย่อมทายใจตามนิมิต) คือย่อมกล่าวด้วยนิมิตที่มาแล้ว ด้วยนิมิตที่ไปแล้ว หรือด้วยนิมิตที่ดำรงอยู่.
บทว่า เอวมฺปิ เต มโน (ใจของท่านเป็นอย่างนี้) คือใจของท่านเป็นอย่างนี้ มีโสมนัส มีโทมนัส หรือสัมปยุตด้วยกามวิตกเป็นต้น อปิศัพท์ เป็น สัมปิณฑนัตถะ (มีความรวมกัน).
บทว่า อิตฺถมฺปิ เต มโน (ใจของท่านเป็นประการนี้) คือแสดงประการต่างๆ ในจิตแม้อย่างหนึ่งๆ จากจิตมีโสมนัสเป็นต้น.
บทว่า อิติปิ เต จิตฺตํ (จิตของท่านเป็นดังนี้) คือจิตของท่านแม้เป็นดังนี้ ความว่า จิตคิดถึงประโยชน์นี้ๆ เป็นไป.
บทว่า พหุญฺเจปิ อาทิสติ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 798
(แม้ภิกษุนั้นทายใจเป็นอันมาก) คือกล่าวแม้มากว่า เรื่องนี้ เรื่องนี้ อื่นจากจิตได้มีแล้ว ย่อมมี จักมี.
บทว่า ตเถว ตํ โหติ โน อญฺถา (การทายใจนั้นก็เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น) คือการทายใจก็เป็นเหมือนที่กล่าวทั้งหมด ไม่เป็นอย่างอื่น.
บทว่า น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ (ภิกษุไม่ทายใจตามนิมิตเลย) คือแม้รู้นิมิตอยู่ก็ไม่กล่าวตามนิมิตอย่างเดียว.
บทว่า อปิจ (แต่) เป็นบทแสดงปริยายอื่นอีก.
บทว่า มนุสฺสานํ (ของมนุษย์) คือของมนุษย์ผู้ที่ตนรู้จิต.
บทว่า อมนุสฺสานํ (ของอมนุษย์) คือของยักษ์ปีศาจเป็นต้นที่ได้ฟังแล้วหรือยังไม่ได้ฟัง (ที่ได้ยินได้หรือได้ยินไม่ได้).
บทว่า เทวตานํ (ของเทวดา) คือของเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเป็นต้น.
บทว่า สทฺทํ สุตฺวา (ฟังเสียงแล้ว) คือบุคคลผู้รู้จิตของคนอื่น ฟังแล้วซึ่งเสียงของชนทั้งหลายผู้กล่าวอยู่.
บทว่า ปน (ส่วน) เป็นนิบาต ลงในความริเริ่มอีก.
บทว่า วิตกฺกยโต (ของผู้วิตก) คือของผู้ตรึกด้วยวิตกตามธรรมดา.
บทว่า วิจารยโต (ของผู้ตรองอยู่) คือของผู้ตรองด้วยวิจารสัมปยุตด้วยวิตกนั่นเอง.
บทว่า วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา (ฟังเสียงวิตกวิจาร ฟังเสียงตรึกตรอง) คือฟังเสียงละเมอของคนหลับ และคนประมาท (ขาดสติ) บ่นพึมพำอันเกิดขึ้นด้วยกำลังของวิตก ย่อมทายมีอาทิว่า ใจของท่านเป็นดังนี้ ด้วยอำนาจแห่งเสียงที่เกิดขึ้นแก่ผู้วิตก.
บทว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิํ (สมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร) ท่านพระสารีบุตรกล่าวแสดงความสามารถในการรู้จิตอันสงบ (ละเอียด) ปราศจากวิตกวิจารและความกำเริบ แต่ไม่ต้องกล่าวในความรู้จิตที่เหลือ (ในการรู้จิตที่เหลือ ไม่มีคำที่จะพึงกล่าวเลย).
บทว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ (กำหนดใจด้วยใจของตนย่อมรู้ได้) คือผู้ได้เจโตปริยญาณ.
บทว่า โภโต (ท่าน) คือผู้เจริญ.
บทว่า มโนสงฺขารา ปณิหิตา (ตั้งมโนสังขารไว้) คือตั้งจิตตสังขารไว้.
บทว่า อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺเกสฺสติ (จักตรึกถึงวิตกชื่อโน้น) คือย่อมรู้ว่า จักตรึกจักประพฤติวิตกมีกุศลวิตกเป็นต้น อนึ่ง เมื่อรู้ ย่อมรู้ด้วยการเข้าถึง ย่อมรู้โดยส่วนเบื้องต้น ย่อมตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วรู้.
ย่อมรู้ว่า ในเวลาบริกรรมกสิณ ภิกษุนั้นเริ่มกสิณภาวนายังปฐมฌาน ทุติยฌานเป็นต้นหรือยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดด้วยอาการใด
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 799
นี้ชื่อว่า ย่อมรู้ด้วยการเข้าถึง.
เมื่อเริ่มปฐมวิปัสสนาย่อมรู้ ย่อมรู้ว่า ภิกษุนั้นเริ่มวิปัสสนา จักยังโสดาปัตติมรรคให้เกิด ฯลฯ หรือจักยังอรหัตมรรคให้เกิดด้วยอาการใด นี้ชื่อว่า ย่อมรู้โดยส่วนเบื้องต้น.
ย่อมรู้ว่า มโนสังขารตั้งอยู่แก่จิตนี้ ภิกษุจักตรึกถึงจิตชื่อนี้ในลำดับแห่งจิตชื่อนี้ หรือเมื่อภิกษุออกจากจิต (วิตก) นี้ สมาธิอันเป็นส่วนแห่งความเสื่อม อันเป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ อันเป็นส่วนแห่งความวิเศษ อันเป็นส่วนแห่งความทำลายจักมี หรือจักยังอภิญญาให้เกิดด้วยอาการใด นี้ชื่อว่า ย่อมตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วรู้.
บทว่า พหุญฺเจปิ อาทิสติ (ถึงแม้ภิกษุนั้นทายใจไว้เป็นอันมาก) คือถึงแม้กล่าวไว้เป็นอันมากด้วยประเภทแห่งอาการ ๑๖ มีสราคะ (จิตมีราคะ) เป็นต้น เพราะทำจิตและเจตสิกนั่นแหละให้เป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณ พึงทราบว่า มิใช่ด้วยสามารถอย่างอื่น.
บทว่า ตเถว ตํ โหติ (การทายใจนั้นก็เป็นอย่างนั้น) คือการรู้ก็เป็นอย่างนั้นโดยส่วนเดียวนั่นแหละ ย่อมเป็นการรู้โดยเจโตปริยญาณ ไม่มีโดยประการอื่น.
บทว่า เอวํ วิตกฺเกถ (จงตรึกอย่างนี้) คือจงตรึกทำเนกขัมมวิตกเป็นต้นให้เป็นไปอย่างนี้.
บทว่า มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ (จงอย่าตรึกอย่างนี้) คือจงอย่าตรึกให้กามวิตกเป็นต้นเป็นไปอย่างนี้.
บทว่า เอวํ มนสิ กโรถ (จงทำไว้ในใจอย่างนี้) คือจงทำไว้ในใจ (มนสิการ) ซึ่งอนิจจสัญญาหรือสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งมีทุกขสัญญาเป็นต้นอย่างนี้.
บทว่า มา เอวํ มนสากริตฺถ (จงอย่าทำในใจอย่างนี้) คือจงอย่าทำในใจ (มนสิการ) โดยนัยมีอาทิว่าเที่ยงเป็นต้นอย่างนี้.
บทว่าอิทํ ปชหถ (จงละธรรมนี้) คือจงละราคะในกามคุณ ๕ เป็นต้นนี้.
บทว่า อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถ (จงเข้าถึงธรรมนี้อยู่เถิด) คือจงบรรลุให้สำเร็จโลกุตรธรรมอันมีประเภทเป็นมรรค ๔ ผล ๔ นี้อยู่เถิด.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงปริยายอื่นในอิทธิปาฏิหาริย์โดยวิเศษ (พิเศษ) จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ (เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ) ชื่อว่า อิทธิเพราะเนกขัมมะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 800
ย่อมสำเร็จในบทเหล่านั้น.
บทว่า กามฉนฺทํ ปฏิหรติ (เนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะได้) คือเนกขัมมะเป็นกำลังเฉพาะ ย่อมนำออก คือละกามฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ของตน เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั่นแหละ จึงชื่อว่า ปาฏิหาริยะ.
บทว่า เย เตน เนกฺขมฺเมน สมนฺนาคตา (ชนเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้น) คือบุคคลเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้นอันนำกามฉันทะออกไปอย่างนี้ด้วยอำนาจการได้เฉพาะ.
บทว่า วิสุทฺธจิตฺตา (เป็นผู้มีจิตหมดจด) คือมีจิตบริสุทธิ์เพราะไม่มีกามฉันทะ.
บทว่า อนาวิลสงฺกปฺปา (มีความดำริไม่ขุ่นมัว) คือมีความดำริในเนกขัมมะไม่ขุ่นมัวด้วยการดำริถึงกาม.
บทว่า อิติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ (เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์) คือเนกขัมมะเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์อย่างนี้ แก่ผู้ฉลาดในจิตของผู้อื่น แก่อัญญเดียรถีย์ แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอื่นหรือแก่พระพุทธสาวกทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง การทายใจอย่างนี้ ชื่อว่า อาเทศนาปาฏิหาริยะ ดังนั้น พึงประกอบทำอาเทสนศัพท์ให้เป็นปาฐะที่เหลือ.
บทว่า เอวํ อาเสวิตพฺพํ (พึงเสพอย่างนี้) คือพึงเสพด้วยประการนี้ๆ แต่ต้น ใน ๓ บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตทนุธมฺมตา สติ อุปฏฺาเปตพฺพา (พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่เนกขัมมะนั้นไว้ให้มั่น) คือพึงตั้งสติอันช่วยเนกขัมมะนั้นให้ยิ่งยวด.
ในบทว่า อิติ อนุสาสนีปฏิหาริยํ (เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริยะ) นี้ พึงทำการประกอบดุจด้วยการประกอบอาเทศนาปาฏิหาริยะ แม้ในพยาบาทเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
แต่ปาฐะ (บาลี) ท่านย่อฌานเป็นต้นแล้วเขียนแสดงอรหัตมรรคไว้ในที่สุด ในธรรมเหล่านั้น ในมรรคทั้ง ๔ พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า เอวํ อาเสวิตพฺโพ (พึงเสพอย่างนี้) ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรคเพราะเป็นไปในขณะจิตดวงเดียว จริงอยู่ พึงทราบว่า เมื่อยังมรรคให้เกิดด้วยวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี กล่าวคือโลกิยมรรค
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 801
อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค เมื่อทำอาเสวนะเป็นต้นแล้ว แม้มรรคที่เกิดขึ้นด้วยวิปัสสนานั้นก็เป็นอันชื่อว่า เสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว.
ฝ่ายอาจารย์ผู้เป็นสัพพัตถิกวาท (มีวาทะว่า ทุกอย่างมีประโยชน์) กล่าวว่า มรรคหนึ่งๆ มี ๑๖ ขณะ แต่การตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่มรรคนั้น ย่อมประกอบได้ในส่วนเบื้องต้นเท่านั้น.
เพื่อแสดงความที่ บทว่า อิทฺธิปาฏิหาริยํ เป็นกัมมธารยสมาส ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ (เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ) อีกครั้ง เมื่อท่านกล่าวว่า อิทธิปาฏิหาริย์นั่นแหละเป็นสมาสใน ๓ ปาฏิหาริย์ ดังที่ตรัสไว้แล้วในพระสูตร ก็เป็นอันกล่าวถึงเนื้อความแม้ปาฏิหาริยะสองที่เหลือด้วย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวอรรถแห่งสมาสของอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นบทต้น (อันเป็นมูล) ในปริยายนี้แล.
จบอรรถกถาปาฏิหาริยกถา

