พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

๑. อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา ว่าด้วยการบรรลุประโยชน์ที่ต้องการ

 
บ้านธัมมะ
วันที่  20 พ.ย. 2564
หมายเลข  40653
อ่าน  893

[เล่มที่ 52] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 488

เถรคาถา โสฬสกนิบาต

๑. อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา

ว่าด้วยการบรรลุประโยชน์ที่ต้องการ


อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 52]


  ข้อความที่ 1  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 488

เถรคาถา โสฬสกนิบาต

๑. อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา

ว่าด้วยการบรรลุประโยชน์ที่ต้องการ

[๓๘๓] ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของพระองค์ จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ จึงเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ธรรมอันคลายความกำหนัด เพราะไม่ยึดถือมั่นโดยประการทั้งปวง พระคุณเจ้าได้แสดงแล้ว.

ท้าวเธอตรัสชมเชยเทศนาของพระเถระดังนี้แล้ว ทรงนมัสการพระเถระ แล้วเสด็จกลับไปสู่ที่อยู่ของพระองค์ ภายหลังวันหนึ่ง พระเถระเห็นวาระจิตของปุถุชนบางจำพวก ซึ่งถูกมิจฉาวิตกครอบงำ และระลึกถึงคำสอนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อมิจฉาวิตกนั้นแล้ว นึกถึงความที่คนมีใจอัน พรากแล้วจากการฟังทั้งปวง จึงได้ภาษิตคาถา ๒ คาถา อันแสดงซึ่งเนื้อ ความนั้นว่า

อารมณ์อันวิจิตรมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ชะรอยจะย่ำยีบุคคลผู้คิดถึงอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะวุ่นวาย

ในปฐพีมณฑลนี้ ฝนตกลงมาในฤดูฝน พึงระงับธุลีที่ถูกลมพัดไปได้ฉันใด เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญา เมื่อนั้น ความดำริของพระอริยสาวกนั้นย่อมระงับไปฉันนั้น

 
  ข้อความที่ 2  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 489

เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นพระอริยสาวก นั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใด พระอริยสาวก พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

พระโกณฑัญญเถระองค์ใดเป็นผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีความบากบั่นอย่างแรงกล้า ละความเกิดและความตายได้แล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยพรหมจรรย์อันได้ด้วยยาก

พระโกณฑัญญเถระองค์นั้น ได้ตัดบ่วงคือโอฆะ ตะปูตรึงจิตอันมั่นคง และภูเขาที่ทำลายได้ยากแล้ว ข้ามไปถึงฝั่ง คือนิพพาน เป็นผู้เพ่งฌาน หลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร.

ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระโกณฑัญญเถระได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของท่าน เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรทราม มีใจฟุ้งซ่าน มักใหญ่ใฝ่สูง เพราะการคบหาด้วยมิตรชั่วช้า จึงไปยังที่นั้นด้วยฤทธิ์ แล้วตักเตือนว่า ท่านอย่าทำอย่างนี้ต่อไป ขอท่านจงละมิตรชั่วช้าเสียแล้วคบหากัลยาณมิตรทำสมณธรรมเถิด ภิกษุนั้นไม่เชื่อฟังคำของท่าน ท่านจึงเกิดความสลดใจ เมื่อจะติเตียนข้อปฏิบัติอันผิด และสรรเสริญการปฏิบัติชอบ

 
  ข้อความที่ 3  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 490

และการอยู่สงัด ด้วยถ้อยคำอันเป็นบุคลาธิษฐาน จึงได้ภาษิตคาถานี้ ใจความว่า

ภิกษุมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก คบหาแต่มิตรที่เลวทราม ถูกคลื่นซัดให้จมอยู่ในห้วงน้ำ คือสงสาร ส่วนภิกษุมีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญารักษาตัวรอด สำรวมอินทรีย์ คบหากัลยาณมิตร เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

นรชนผู้ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดังเถาหญ้านาง เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าวและน้ำ มีใจไม่ย่อท้อ ถูกเหลือบยุงทั้งหลายกัดอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมเป็นผู้มีสติอดกลั้นได้อยู่ในป่านั้น เหมือนช้างที่อดทน ต่อศาสตราวุธในยุทธสงคราม ฉะนั้น

เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ เรารอเวลาตาย เหมือนลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น

เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอเวลาตาย พระศาสดาเราได้คุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว

เราได้บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว เพราะฉะนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก สำหรับเรา.

จบอัญญาโกณฑัญญเถรคาถา

 
  ข้อความที่ 4  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 491

อรรถกถาโสฬสกนิบาต

อรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถรคาถาที่ ๑

ในโสฬสกนิบาต คาถาของท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ มีคำ เริ่มต้นว่า เอส ภิญฺโ ปสีทามิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็น อย่างไร?

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระแม้นี้ บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ แห่งภิกษุผู้รัตตัญญูในธรรมที่ตนได้ครั้งแรกในพระศาสนา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วันแด่พระศาสดาผู้มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร แล้วตั้งความปรารถนาไว้.

ฝ่ายพระศาสดาทรงเห็นความปรารถนาที่ไม่มีข้อขัดข้อง จึงพยากรณ์ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดชีวิต เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อประชาชนกำลังสร้างพระเจดีย์ เขาได้สร้างเรือนแก้วไว้ในภายในเจดีย์ และให้สร้างโคมไฟแก้ว มีราคา ๑,๐๐๐ กหาปณะล้อมพระเจดีย์.

ท่านทำบุญอย่างนี้แล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ได้เป็นกุฎุมพีนามว่ามหากาล จัดแจงข้าวปายาสด้วยน้ำนมล้วนๆ คลุกด้วยข้าวข้าวสาลีที่นำมาโดยผ่าข้าวสาลีที่กำลังตั้งรวงในที่นาประมาณ ๘ กรีส จึงใส่ น้ำผึ้ง เนยใส น้ำตาลกรวดเป็นต้นในข้าวปายาสนั้น แล้วได้ถวายสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. รวงข้าวสาลีตรงที่เขาผ่าออกกลับเต็มตามเดิม,

 
  ข้อความที่ 5  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 492

ในกาลที่ข้าวเป็นข้าวเม่า ได้ถวายชื่อภัตอันเลิศคือข้าวเม่า ในกาลเป็นที่เก็บเกี่ยวข้าว ได้ถวายภัตอันเลิศในกาลเก็บเกี่ยว ในกาลทำเขน็ดได้ถวายภัตอันเลิศในกาลทำเขน็ด ในกาลกระทำฟ่อนเป็นต้น ได้ถวายภัตอันเลิศในการทำฟ่อน ถวายภัตอันเลิศในกาลทำลาน ถวายภัตอันเลิศในกาลทำเป็นกอง ถวายภัตอันเลิศในกาลตวงนับ ถวายภัตอันเลิศในกาลนำเข้าฉาง รวมความว่า ท่านได้ถวายชื่อทานอัน เลิศ ๙ ครั้ง ในกาลปลูกข้าวกล้าครั้งหนึ่งๆ ข้าวกล้าแม้นั้นได้สมบูรณ์ยิ่งนัก.

เขาบำเพ็ญบุญตลอดชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลในพราหมณคาม ชื่อว่าโทณวัตถุ ไม่ไกลกรุงกบิลพัสดุ์ ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงอุบัตินั่นแล. ได้มีนามตามโคตรว่า โกณฑัญญะ, เขาเจริญวัยแล้ว เรียน เวท ๓ ได้ถึงฝั่งในมนต์สำหรับทายลักษณะ.

สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย จุติจากดุสิตบุรี บังเกิดในพระตำหนักของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชในกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันขนานพระนามพระองค์ เมื่อพราหมณ์ ๑๐๘ คนถูกเรียกให้เข้าไปเฝ้า ท่านเป็นผู้ใหม่กว่าเขาทั้งหมดในบรรดาพราหมณ์ ๘ คน ที่ให้นำเข้าไปยังพระแท่นสูงเพื่อตรวจลักษณะ เห็นความถึงพร้อมแห่งพระลักษณะของพระมหาบุรุษ จึงถึงความตกลงว่า ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว จึงคอยฟังข่าวการออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระมหาสัตว์.

ฝ่ายพระมหาสัตว์แล เจริญด้วยบริวารมาก ถึงความเจริญโดยลำดับ ถึงความแก่กล้าแห่งพระญาณ ในปีที่ ๒๙ ก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรพชาที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที เสด็จไปอุรุเวลาประเทศโดยลำดับ แล้วเริ่มตั้งความเพียร.

 
  ข้อความที่ 6  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 493

ในกาลนั้น โกณฑัญญมาณพ ทราบว่าพระมหาสัตว์ทรงผนวชแล้ว จึงออกบวชพร้อมกับวัปปมาณพเป็นต้น ผู้บุตรของพราหมณ์ผู้กำหนดพระลักษณะ มีตนเป็นที่ ๕ แล้วเข้าไปยังสำนักพระโพธิสัตว์โดยลำดับ อุปัฏฐากพระองค์อยู่ ๖ พรรษา เบื่อหน่ายเพราะการที่พระองค์เสวยอาหารหยาบ จึงได้หนีไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.

ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์มีพระวรกายแข็งแรงขึ้นเพราะเสวยอาหารหยาบ ประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ ณ ควงแห่งโพธิพฤกษ์ ในวันวิสาขบูรณมี ทรงย่ำยีที่สุดแห่งมาร ๓ ได้เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง ปล่อยให้ ๗ สัปดาห์ล่วงไป ณ โพธิมัณฑ์ นั่นเอง ทรงทราบความแก่กล้าแห่งญาณของภิกษุปัญจวัคคีย์ จึงเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันในวันอาสาฬหบูรณมี แล้วทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ในเวลาจบเทศนา พระโกณฑัญญเถระ ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมด้วยพรหม ๑๘ โกฏิ.

ลำดับนั้น พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ก็ได้กระทำให้แจ้งพระอรหัตผล ด้วยอนัตตลักขณสูตร ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ ในอปทาน (๑) ว่า

เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นผู้เชษฐบุรุษของโลก เป็นผู้นำอย่างวิเศษ ผู้บรรลุพุทธภูมิแล้วเป็นครั้งแรก

เทวดาประมาณเท่าไร มาประชุมกัน ที่ควงไม้โพธิทั้งหมด แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า ประณม ประณมกรอัญชลีไหว้อยู่

เทวดาทั้งปวงมีใจยินดี เที่ยวประกาศไปในอากาศว่า พระพุทธเจ้านี้ทรงบรรเทาความมืดมนอนธการแล้ว ทรงบรรลุการตรัสรู้แล้วโดยลำดับ.


๑. ขุ. เถร. ๓๒/ข้อ ๙.

 
  ข้อความที่ 7  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 494

เสียงบันลือลั่นของเทวดา ผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นได้เป็นไปว่า เราจักเผากิเลสทั้งหลาย ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เรารู้ (ได้ฟัง) เสียงอันเทวดาเปล่งแล้วด้วยวาจา จึงร่าเริงยินดี ได้ถวายภิกษาครั้งแรกด้วยจิตอันเบิกบาน

พระศาสดาผู้สูงสุดในโลก ทรงทราบความดำริของเรา แล้วประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

เราออกบวชได้ ๗ วันแล้ว จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ ภัตอันเป็นปฐมของเรานี้ เป็นเครื่องยังชีวิตให้เป็นไปของผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เทพบุตรใดจากดุสิตมา ณ ที่นี้ ได้ถวายภิกษาแก่เรา เราจักพยากรณ์เทพบุตรนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว

ผู้นั้นจักเสวยเทวราชสมบัติ อยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กัป จักครอบครองไตรทิพย์ ครอบงำ เทวดาทั้งหมด

เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยราชสมบัติใน มนุษยโลกนั้นพันครั้ง

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐๐ แต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก

ผู้นั้นเคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักออกบวชเป็นบรรพชิตอยู่ ๖ ปี

แต่นั้นในปีที่ ๗ พระพุทธเจ้าจักตรัสสัจจ ๔ ภิกษุมีนามชื่อว่าโกณฑัญญะ จักทำให้แจ้งเป็นองค์แรก.

 
  ข้อความที่ 8  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 495

เราออกบวชตามพระโพธิสัตว์ ผู้เสด็จออกผนวช บำเพ็ญความเพียรอย่างดีแล้ว เราบวชเป็นบรรพชิตเพื่อต้องการเผากิเลส

พระสัพพัญญูพุทธเจ้า เสด็จมาในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก แล้วทรงลั่นอมตเภรี ให้เรานี้ฟังในป่าใหญ่

บัดนี้ เราบรรลุอมตบทอันสงบระงับอันยอดเยี่ยมนั้นแล้ว เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่

คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.

ครั้นกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ ที่เขาจัดไว้ ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ในเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงแสดงภาวะที่เธอได้เป็นครั้งแรก จึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้รัตตัญญู อัญญาโกณฑัญญะเป็นเลิศ

ท่านประสงค์จะหลีกเลี่ยงความเคารพอย่างยิ่งที่พระอัครสาวกทั้งสองกระทำในตน และการอยู่เกลื่อนกล่นในเสนาสนะใกล้บ้าน และประสงค์จะอยู่ด้วยความยินดียิ่งในวิเวก เห็นว่าการกระทำปฏิสันถารต่อบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้มาหาท่าน เป็นเรื่องวุ่นวาย

 
  ข้อความที่ 9  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 496

จึงทูลลาพระศาสดาเข้าไปยังป่าหิมวันต์ อันช้างชื่อว่าฉัททันตะอุปัฏฐากอยู่ จึงได้อยู่ที่ฝั่งสระฉัททันต์เป็นเวลา ๑๒ ปี.

เมื่อท่านอยู่ที่นั้นอย่างนี้ วันหนึ่ง ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปหาท่านพระเถระ ทรงไหว้แล้วประทับยืนอยู่ จึงตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีละ ขอพระผู้เป็นเจ้าจงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด. พระเถระแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา อันอันหยั่งลงสู่สัจจะ ๔ อันลักษณะ ๓ กระทบแล้ว ประกอบด้วยภาวะที่ว่างเปล่า (สุญญตา) วิจิตรด้วยนัยต่างๆ หยั่งลงสู่อมตธรรม.

ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะทรงประกาศความเลื่อมใสของตน จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า

ข้าพเจ้านั้นได้ฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ จึงเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ธรรมอันคลายความกำหนัด เพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง พระคุณเจ้าได้แสดงไว้แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอส ภิยฺโย ปสีทามิ สุตฺวา ธมฺมํ มหารสํ ความว่า แม้ถ้าเราฟังธรรมในสำนักพระศาสดาหลายครั้ง แล้ว เลื่อมใสยิ่งในธรรมนั้น ก็บัดนี้ เรานั้นฟังธรรมที่ท่านแสดงแล้วมีรสมาก เพราะวิจิตรด้วยนัยต่างๆ และเพราะมีการเสพคุ้นโดยมาก จึงเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปกว่านั้น.

บทว่า วิราโค เทสิโต ธมฺโม อนุปาทาย สพฺพโส ความว่า ชื่อว่า ผู้ปราศจากราคะ เพราะคลายจากสังกิเลสทั้งปวง และสังขารทั้งปวง ได้แก่ ยังวิราคธรรมให้เกิด. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ชื่อว่า อันแสดงแล้ว

 
  ข้อความที่ 10  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 497

เพราะไม่ยึดมั่นโดยประการทั้งปวง เพราะไม่ยึดมั่น คือไม่ยึดถือธรรม อะไรๆ ในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น เพราะวิราคะธรรมนั่นเองแล้วเป็นไปโดยให้วิมุตติ สำเร็จ.

ท้าวสักกเทวราช ครั้นทรงชมเชยเทศนาของพระเถระอย่างนี้แล้ว ทรงอภิวาทพระเถระ แล้วเสด็จไปสู่ที่ประทับของพระองค์ตามเดิม

ภายหลังวันหนึ่ง พระเถระเห็นวาระแห่งจิตของปุถุชนบางพวก ผู้ถูกมิจฉาวิตกครอบงำ ระลึกถึงลำดับของจิตนั้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่อมิจฉาวิตกนั้น และนึกถึงความที่ตนมีจิตพ้นจากมิจฉาวิตกนั้นโดยประการทั้งปวง จึงแสดงความนั้นแล้วกล่าว ๒ คาถาว่า

อารมณ์อันวิจิตรมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ชะรอยจะย่ำยีบุคคลผู้คิดถึงอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะวุ่นวาย

ในปฐพีมณฑลนี้ ฝนตกลงมาในฤดูฝน พึงระงับธุลีที่ถูกลมพัดไปได้ฉันใด เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญา เมื่อนั้น ความดำริของพระอริยสาวกนั้นย่อมระงับไปฉันนั้น

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนิ โลเก จิตฺรานิ ความว่า อารมณ์ อันวิจิตรด้วยจิตมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ด้วยสามารถแห่งรูปารมณ์เป็นต้น ด้วยอำนาจสีเขียว สีเหลือง เป็นต้นแม้ในอารมณ์นั้น และด้วยสามารถแห่งหญิงและชายเป็นต้น. ด้วยบทว่า อสฺมิ ปวิมณฺฑเล นี้ ท่านกล่าว หมายเอามนุษยโลกอันเห็นกันอยู่.

บทว่า มเถนฺติ มญฺเ สงฺกปฺปํ ความว่า มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิด อันตบแต่งด้วยอโยนิโสมนสิการ

 
  ข้อความที่ 11  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 498

ชะรอยว่าจะย่ำยี คือตั้งอยู่ เหมือนย่ำยีอารมณ์อันเกิดแต่จิตนั้น คืออารมณ์ อันประกอบด้วยความเพียรของบุรุษ เหมือนไฟประกอบด้วยไม้สีไฟ ฉะนั้น. เป็นเช่นไร? เป็นอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะ อธิบายว่า กามวิตก. ก็กามวิตกนั้นท่านเรียกว่างาม เพราะถือเอาอาการ ว่างาม.

ศัพท์ว่า ในบทว่า รชมุหตญฺจ วาเตน นี้ เป็นเพียงนิบาต, มหาเมฆ (ฝนใหญ่) ตกลง พึงระงับ คือพึงสงบระงับธุลีที่ลมพัดไป คือให้ตั้งขึ้น ในเดือนสุดท้ายแห่งคิมหันตฤดูฉันใด ความดำริย่อมระงับ ฉันนั้น. บทว่า ยทา ปญฺาย ปสฺสติ ความว่า เมื่อใดพระอริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง ซึ่งอารมณ์เหล่านั้นอัน วิจิตรในโลก โดยการเกิด โดยไม่ยินดี โดยเป็นโทษ และโดยเป็นที่ สลัดออก เมื่อนั้นมิจฉาสังกัปปะแม้ทั้งหมด ย่อมระงับไป เหมือนเมฆฝน ระงับธุลีที่ลมพัดไปฉะนั้น. เพราะเมื่อสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว มิจฉาสังกัปปะทั้งหลายก็ไม่ได้ที่พึ่ง แต่เมื่อแสดงโดยประการที่ตนเห็นด้วย ปัญญา จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า

เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นพระอริยสาวก นั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใด พระอริยสาวก พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

 
  ข้อความที่ 12  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 499

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ได้แก่ขันธ์ทั้ง ๕ อัน เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมดอันสงเคราะห์ด้วยอารมณ์ ๖. บทว่า อนิจฺจา ความว่า เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลาย ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะมีเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด เพราะมีความไม่เที่ยง เป็นที่สุด เพราะเป็นไปในกาลชั่วคราว เพราะแตกไปในที่นั้นๆ.

บทว่า อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข ความว่า เมื่อนั้นพระอริยสาวกนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในวัฏทุกข์ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมแทงตลอดสัจจะ โดยการกำหนดรู้ทุกข์ เป็นต้น.

บทว่า เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ความว่า วิปัสสนาวิธีที่กล่าวแล้วนั้น ย่อมเป็นทางคือเป็นอุบายเครื่องบรรลุญาณทัสสนวิสุทธิ และความหมดจดโดยถึงที่สุด.

บทว่า ทุกฺขา ความว่า ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นไปกับด้วยภัย เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะถูกความเกิดขึ้นและดับไปบีบคั้นเสมอ เพราะทนได้ยาก และเพราะปฏิปักษ์ต่อสุข. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ความว่า ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งหมดเป็นอนัตตา แต่ในที่นี้ควรถือเอาเฉพาะธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ จริงอยู่ ธรรมเหล่านั้นพึงพิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา เพราะไม่มีแก่นสาร เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะว่างเปล่า และเพราะปฏิเสธอัตตา. คำที่เหลือเช่นกับคำมีในก่อนนั่นแล.

ครั้นแสดงวิปัสสนาวิธีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงกิจที่ท่านทำแล้วด้วยวิธีนั้น ทำตนให้เหมือนผู้อื่น จึงกล่าว ๒ คาถาว่า

 
  ข้อความที่ 13  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 500

พระอัญญาโกณฑัญญเถระใด เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีความบากบั่นอย่างแรงกล้า ละความเกิด และความตายได้แล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยพรหมจรรย์.

พระอัญญาโกณฑัญญเถระนั้น ได้ตัดกิเลสดุจตะปูตรึงจิตอันมั่นคง ตัดบ่วงคือโอฆะ ถอน และทำลายภูเขาคืออวิชชาที่ทำลายได้ยากแล้ว ข้ามไปถึงฝั่งคือนิพพาน เป็นผู้เพ่งฌาน หลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธานุพุทฺโธ ได้แก่ ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. อธิบายว่า ตรัสรู้สัจจะ ๔ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ตามกระแสเทศนาแห่งพระพุทธเจ้าเหล่านั้น.

ชื่อว่าเถระ เพราะประกอบด้วยสาระมีศีลสาระเป็นต้น อันเป็นอเสกขะ มั่นคง. บทว่า โกณฺฑญฺโ ได้แก่ การระบุถึงโคตร. บทว่า ติพฺพนิกกฺโม ได้แก่ผู้มีความเพียรอันมั่นคง คือมีความบากบั่นมั่นคง. ชื่อว่า ละความเกิดและความตายได้ เพราะเหตุละชาติและมรณะได้แล้ว. บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ความว่า ความครบถ้วนแห่งมรรคพรหมจรรย์ หรือ เป็นผู้มีมรรคพรหมจรรย์บริบูรณ์โดยไม่มีส่วนเหลือ, อีกอย่างหนึ่ง มรรคญาณ และผลญาณ ชื่อว่า เกวลี เพราะไม่เจือด้วยกิเลส มรรคญาณและ ผลญาณนั้น มีอยู่ในมรรคพรหมจรรย์นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เกวลี ก็เพราะเหตุที่มรรคญาณและผลญาณทั้ง ๒ อย่างนั้น ย่อมมีอยู่ในมรรคพรหมจรรย์นี้ เพราะเหตุนั้น มรรคพรหมจรรย์นี้จึงชื่อว่า เกวลี. และ เพราะมรรคญาณและผลญาณแม้ทั้ง ๒ นั้น ย่อมมีด้วยอำนาจของมรรค-

 
  ข้อความที่ 14  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 501

พรหมจรรย์ หามีโดยประการอื่นไม่. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ดังนี้.

โอฆะ ๔ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า โอฆะคือกาม โอฆะคือภพ โอฆะคือทิฏฐิ โอฆะคืออวิชชา และบ่วงคือราคะที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า บ่วงใดมีใจที่เที่ยวไปได้ในอากาศ.., ชื่อว่าบ่วงคือโอฆะ. คำว่ากิเลสดุจตะปูตรึงจิตอันมั่นคง (ทฬฺหขิโล) ได้แก่ตะปูตรึงจิต ๕ อย่างอันมั่นคงถาวร ที่ท่านตรัสไว้อย่างนี้ว่า " ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงสัยในพระศาสดา สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ สงสัยในสิกขา เป็นผู้โกรธเคือง ไม่พอใจ มีจิตอันโทสะกระทบกระทั่ง มีจิตดังตะปูในเพื่อพรหมจารีย์ทั้งหลาย. ชื่อว่าทำลายได้ยาก เพราะชนส่วนมากไม่สามารถจะทำลายได้ เพราะเหตุนั้นนั่นแล จึงเรียกกันว่า ภูเขาคืออวิชชา ถึงการนับว่า ปพฺพโต เพราะเป็นเสมือนภูเขา และประเภทแห่งการไม่มีญาณ (ปัญญา) ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ความไม่รู้ในทุกข์.

ผู้ใดใช้ดาบคืออริยมรรคญาณตัดตะปูตรึงจิตและตัดบ่วงในธรรม คือ สังกิเลส ๔ อย่างนี้ ที่ท่านกล่าวไว้ว่า เฉตฺวา ขิลญฺจ ปาสญฺจ ทั้งหมด นี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เสลํ เภตฺวา น ทุพฺภิทํ ทำลายภูเขาคืออวิชชาที่ทำลายได้ยากแล้ว ความว่า ใช้ญาณอันเปรียบด้วยสายฟ้าฟาดตัดภูเขาหินคือความไม่รู้อันใครๆ ไม่สามารถจะตัดได้ด้วยญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วข้ามโอฆะทั้ง ๔ ชื่อว่าข้ามได้แล้ว คือ ถึงฝั่งแล้ว เพราะตั้งอยู่ในพระนิพพาน อันเป็นฝั่งโน้นแห่งโอฆะทั้ง ๔ นั้น ชื่อว่าผู้เพ่งฌาน ด้วยฌานทั้ง ๒ ลักษณะ คือฌานเข้าไปเพ่งอารมณ์เป็นลักษณะ คืออารัมมณูปนิชฌาน๑ ฌานเข้าไปเพ่งลักษณะเป็นลักขณูนิชฌาน ๑.

บทว่า มุตฺโต โส มารพนฺธนา หลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร ความว่า พระขีณาสพนั้น คือเห็นปานนั้น พ้นแล้ว พ้นขาดแล้ว ปราศจากแล้ว จากเครื่องผูกคือกิเลสมารแม้ทั้งหมด เพราะเหตุนั้น พระเถระกล่าวหมายเอาตนนั่นเอง.

 
  ข้อความที่ 15  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 502

ภายหลังวันหนึ่ง พระเถระเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้สัทธิวิหาริกของตน เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลว มีจิตฟุ้งซ่าน มีจิตดังไม้อ้ออันยกขึ้น อยู่ด้วยการคลุกคลีด้วยบุคคลผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร จึงไปในที่นั้นด้วยฤทธิ์ แล้วโอวาทภิกษุนั้นว่า อย่ากระทำอย่างนี้เลยอาวุโส จงละบุคคลผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร คบหาบุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตรทั้งหลาย. ภิกษุนั้นไม่เอื้อเฟื้อคำของพระเถระ.

พระเถระถึงธรรมสังเวช ด้วยการไม่เชื่อฟังของภิกษุนั้น จึงติเตียนการปฏิบัติผิด ด้วยถ้อยคำเป็นบุคลาธิษฐาน เมื่อจะสรรเสริญการปฏิบัติชอบ และการอยู่ด้วยความสงัด จึงได้กล่าวคาถา เหล่านี้ว่า

ภิกษุมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก คบหาแต่มิตรที่เลวทราม ถูกคลื่นซัดให้จมอยู่ในห้วงน้ำ คือสงสาร ส่วนภิกษุมีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญารักษาตัวรอด สำรวมอินทรีย์ คบหากัลยาณมิตร เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

นรชนผู้ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดังเถาหญ้านาง เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าวและน้ำ มีใจไม่ย่อท้อ ถูกเหลือบยุงทั้งหลายกัดอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมเป็นผู้มีสติอดกลั้นได้อยู่ในป่านั้น เหมือนช้างที่อดทน ต่อศาสตราวุธในยุทธสงคราม ฉะนั้น

 
  ข้อความที่ 16  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 503

เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ เรารอเวลาตาย เหมือนลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น

เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอเวลาตาย พระศาสดาเราได้คุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว

เราได้บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว เพราะฉะนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก สำหรับเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธโต มีใจฟุ้งซ่าน ความว่า ประกอบด้วยความ ฟุ้งซ่าน คือมีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตฟุ้งกระเจิง.

บทว่า จปโล กลับกลอก ความว่า ประกอบด้วยความโยกโคลง มีการตบแต่งบาตรและจีวรเป็นต้น คือเป็นผู้มีจิตโลเลเป็นปกติ.

บทว่า มิตฺเต อาคมฺม ปาปเก คบหาแต่มิตรที่เลวทราม ความว่า อาศัยบุคคลไม่เป็น กัลยาณมิตรแล้วไม่กระทำสมณธรรม. บทว่า สํสีทติ มโหฆสฺมึ อูมิยา ปฏิกุชฺชิโต ความว่า บุรุษผู้ตกไปในมหาสมุทร อันคลื่นในมหาสมุทรท่วมทับ เมื่อไม่สามารถจะยกศีรษะขึ้นได้ ก็จมไปในมหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด บุคคลผู้วนเวียนอยู่ในโอฆะใหญ่ ในสงสารก็ฉันนั้น ถูกคลื่นคือ โกธะและอุปายาสครอบงำ คือท่วมทับ เมื่อไม่สามารถเพื่อจะยกศีรษะคือ ปัญญาขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา จึงจมลงไปในโอฆะใหญ่คือสงสารนั้น นั่นเอง.

บทว่า นิปโก มีปัญญารักษาตน ได้แก่ ผู้ละเอียดอ่อน คือเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า สํวุตินฺทฺริโย สำรวมอินทรีย์ ความว่า ผู้มีอินทรีย์อันปิดแล้ว

 
  ข้อความที่ 17  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 504

ด้วยการปิดอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖.

บทว่า กลฺยาณมิตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกัลยาณมิตรทั้งหลาย.

บทว่า เมธาวี เป็นนักปราชญ์ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญา มีโอชะอันเกิดแต่ธรรม บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกโร สิยา พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ความว่า บุคคลเช่นนั้น พึงกระทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น.

บทว่า กาลปพฺพงฺคสงฺกาโส นรชนย่อมซูบผอม..มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นดังเถาหญ้าเป็นต้น เป็นบทระบุถึงความยินดี ในวิเวก. ส่วนบทว่า นาภินนฺทามิ เราไม่อยากตาย เป็นต้น เป็นบทแสดงภาวะแห่งกิจที่ท่านทำเสร็จแล้ว. คำทั้งหมดมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ก็ในที่สุด ท่านกล่าวหมายเอาสัทธิวิหาริกของตนด้วยคำว่า กึ เม สทฺธิวิหารินา. เพราะฉะนั้น จะประโยชน์อะไรแก่เรา ด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก ผู้ไม่เอื้อเฟื้อเช่นนั้น อธิบายว่า เราชอบใจการอยู่โดดเดี่ยวเท่านั้น.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วได้ไปสู่สระฉันทันตะนั่นแล. ท่านอยู่ ในที่นั้นสิ้น ๑๒ ปี เมื่อจวนปรินิพพาน จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว จึงไปปรินิพพานในที่นั้นนั่นเอง

จบอรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถรคาถาที่ ๑