มีหนทางเดียวคือ หนทางละความไม่รู้ ละความติดข้อง
 
kchat
วันที่  2 มิ.ย. 2550
หมายเลข  3876
อ่าน  1,345


ผู้ฟัง 
สิ่งที่มีจริง ทางกายนี้ ก็มีแค่ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึงไหว เท่านั้นอ.  ขอโทษนะคะ  มีรูปธรรมอะไรที่ปรากฏ  นอกจากสิ่งที่ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น
 
กาย  รูปมี ๒๘ รูป  อะไรจะปรากฏอีก  นอกจากนี้ผู้ฟัง หาไม่ได้อ. ต้องไปหาทำไม ในเมื่อยังไม่รู้ถึงลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ  แล้วจะไปหารูปที่ไม่ปรากฏเลย  มีประโยชน์อะไรหรือเปล่าผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏนี้เป็นความจริง  ที่กล่าวถึงตา กาย แต่ว่าในชีวิตประจำวัน  ยังไม่ประจักษ์สิ่งที่เป็นจริงเหล่านี้อ. ประจักษ์อีกแล้วเหรอคะผู้ฟัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทางกาย ไม่ว่าจะเป็น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง  ทุกคนยอมรับว่า  ปรากฏแล้วมีจริงอ. ด้วยความเป็นตัวตน  เพราะฉะนั้น เห็นปัญญาที่ต่างกัน  “แข็ง”  นี้  คนที่ไม่ได้อบรมเจริญปัญญา   เห็นเป็นของธรรมดา   ใครบ้างไม่รู้ “แข็ง”   แต่คนที่อบรมเจริญปัญญาแล้วจะรู้ว่าเป็น   “สติสัมปชัญญะ”   ที่กำลังรู้ความจริง  โลกนี้ไม่มีอะไรเลย  ที่ปรากฏในขณะนั้น ไม่มีเรา ไม่มีตัวตน  มีลักษณะแข็ง  ที่เกิดแล้วดับ ลองคิดดูซีคะ ในสังสารวัฏฏ์ที่ฟังธรรมะมา ไม่ใช่เพื่อที่จะรู้จริงตรงนี้หรือ...? แต่คนที่ไม่รู้นะคะ   ถึงแม้ว่าแข็งกำลังปรากฏก็ไม่รู้  ธรรมดา  แต่ผู้ที่ขณะนั้น  ไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น  เพราะปัญญาค่อยๆ อบรม    สภาพธรรมแต่ละลักษณะที่ปรากฏ   ก็คือมีลักษณะจริงๆ   เกิดแล้วปรากฏ  แต่คนไม่รู้   ไม่เห็นประโยชน์  ของการที่สติสัมปชัญญะจะรู้ลักษณะนั้น  แต่คนที่เห็นถูกก็รู้ว่า  ไม่มีอะไร  นอกจากลักษณะที่ปรากฏด้วยความเป็น  “อนัตตา”   ทั้งสติสัมปชัญญะที่เกิด  ทั้งลักษณะสภาพธรรมะที่ปรากฏ ในสังสารวัฏฏ์  ทั้งหมดที่ผ่านมาแล้ว   อะไรมีค่าที่สุด  เป็นสาระที่สุด ลาภ  ยศ สรรเสริญ สุข   แต่ละชาติไม่หลือเลย รูปสมบัติอะไรทั้งหมด  ไม่เหลือเลยนะคะ  แต่สิ่งที่มีจริงให้รู้ความจริง  เกิดปรากฏให้รู้และหมดไป เพราะฉะนั้น จะเห็นความต่างกันมากของปัญญาที่อบรมมาแล้ว  กับปัญญาที่ยังไม่ได้อบรม   ธรรมชาติหรือธรรมะที่มี  ก็ปกติอย่างนี้แหละ  ขึ้นอยู่กับปัญญา  ขณะนั้น ระดับไหน  ระดับฟังด้วยความละเอียด  ไม่ผ่านแม้แต่คำว่า ธรรมะ  ก็สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่าเข้าใจคำนี้ หรือเพียงพูดตาม แล้วก็เป็นความเข้าใจขั้นฟัง    แต่เห็นขณะนี้ยังไม่ปรากฏความเป็นธรรมะ  ซึ่งเป็นสภาพรู้  ต่างกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เพราะฉะนั้น  ปัญญาจึงต้องอบรมเจริญ “เพื่อละความไม่รู้”  จนกว่าจะถึงกาลที่เห็นคุณค่าสาระของสติสัมปชัญญะ   ที่แม้เกิดหนึ่งขณะ  ก็เป็นสาระที่จะทำให้เข้าใจความจริงของสภาพธรรมะ  และถ้าไม่มีการที่ค่อยๆ อบรมโดยการฟังที่เข้าใจ  แล้วสติสัมปชัญญะ  ก็เริ่มเกิดแม้ว่าจะน้อยมาก  แต่ก็เป็นไปเพื่อละ   เป็นการพิสูจน์ว่ามีความติดข้อง  มีเยื่อใยความเป็นเรา   ในสติและในสภาพธรรมหรือเปล่า   กว่าจะถึงระดับที่ละ และคลายความไม่รู้  จนกระทั่งประจักษ์แจ้งความจริง ก็รู้ว่า  ขณะนั้นมาจากแต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งไม่ได้เกิดบ่อยเลย  แต่ว่าเมื่อเกิด  ก็เห็นความเป็นอนัตตาว่า  ไม่มีเราจงใจไปทำ  แต่ว่าเมื่อมีปัจจัยสติสัมปชัญญะก็เกิด  แล้วความติดข้องก็ปรากฏให้เห็นว่ามากระดับไหน  จนกว่าจะค่อยๆ คลาย  ค่อยๆ ละ  ค่อยๆ รู้   ค่อยๆ เข้าใจ    จนกระทั่ง  “อนัตตา”   ก็คือปัญญา  ถึงขั้นประจักษ์แจ้งเมื่อไร   ก็ประจักษ์ความจริงในเมื่อนั้น   มีหนทางเดียวคือ  หนทางละความไม่รู้  ละความติดข้อง
จาก  การสนทนา  ... โกสลสูตร  ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน  ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 382 เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๐


  ความคิดเห็น 1  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 2 มิ.ย. 2550


  หนทางเดียว คือ อบรมเจริญสติปัฏฐาน เพราะปัญญาขั้นการฟัง  ยังไม่สามารถละกิเลส  ละความเป็นเราไปได้  ขั้นการฟังละความไม่รู้  ปัญญาเปรียบเหมือนเราปลูกพืช โตช้าต้องอาศัยการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย คือ การฟังธรรม การพิจาณาธรรม การทำความดีทุกอย่าง

 
  ความคิดเห็น 3  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 3 มิ.ย. 2550

ขออนุโมทนาครับ

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 
  ความคิดเห็น 4  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 17 ต.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ