ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๙๐
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  10 ม.ค. 2564
หมายเลข  33565
อ่าน  533

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๙๐
**


 

~ฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจ จะมั่นคงอยู่ในทางคุณธรรม เพื่อที่จะได้ไม่ไปอบายภูมิ โดยที่ใครก็พาไปไม่ได้ นอกจากการกระทำของตนเอง

~โอกาสที่หายากอย่างยิ่ง คือ ฟังพระธรรม เพราะไม่มีใครรู้ว่าชาติก่อนเกิดเป็นอะไร และชาติต่อไปจะเกิดเป็นอะไร แม้แต่ขณะต่อไป จะเกิดอะไร ทุกคนเหมือนกับอยู่ในโลกนี้ แต่จะอยู่นานสักเท่าไหร่ บางคนออกจากบ้านไปทำธุระ ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรืออยู่ในบ้านหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม ก็ไม่รู้ว่าขณะต่อไปจะเป็นอะไร แล้วจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกหรือไม่? เพราะฉะนั้น โอกาสที่ประเสริฐที่สุดในแต่ละชาติ คือ ความเข้าใจพระธรรม ทรัพย์สินเงินทองก็นำไปไม่ได้ รูปร่างทุกสิ่งทุกอย่างติดตามไปไม่ได้เลย แต่ว่าความเข้าใจธรรมที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นค่อยๆ สะสมจนสามารถที่จะถึงเวลาที่สภาพธรรมจะปรากฏกับปัญญาที่สามารถเข้าใจธรรมนั้นได้ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด

~วันนี้ทั้งวันตั้งแต่เช้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้ ใครเห็นอกุศลบ้าง มากมายแค่ไหน กลัวโควิด ก็เป็นอกุศลทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้น ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงที่จะทำให้ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีเรา

~ฟังธรรมเข้าใจก็เป็นประโยชน์แล้ว

~คำเตือนมีประโยชน์ เมื่อผู้นั้นรับฟังแล้วก็สำนึกแล้วก็รู้จริงๆแล้วก็เห็นคุณของผู้ที่เตือนด้วย

~ธรรม (สิ่งที่มีจริง) เป็นธรรม ธรรมเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย ไม่มีใครอยากเป็นคนเลวคนชั่ว แต่สะสมความเลวความชั่ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิด ก็คือ ความเลวความชั่ว ไม่ใช่ใคร

~กุศลที่เกิดแล้ว สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป ทำให้แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่างกันตามประเภทที่สะสม อย่างคนที่สะสมการให้ทาน เขาจะคิดถึงเรื่องทาน ทั้งวันเลยมีแต่เรื่องทาน (การให้) เพราะสะสมมาที่จะเป็นอัธยาศัยอย่างนี้ แต่บางคนสะสมอัธยาศัยของการฟังธรรม เรื่องอื่นเขาจะสนใจน้อยกว่า แต่พอถึงเวลาฟังธรรม จะมีความสนใจที่จะมีการสะสมความเข้าใจธรรมจากการฟัง

~ทำไมฟังธรรม ฟังทำไม? ถ้ามั่นคงก็ตอบได้เลย ฟังเพื่อเข้าใจ คำนี้สำคัญที่สุด ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้น อยู่มาในโลกนานเท่าไหร่ตั้งแต่เกิด เข้าใจหรือเปล่า จนกว่าจะได้ฟังธรรม เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ ชื่อเสียงหรืออะไรทั้งสิ้น แต่ฟังเพื่อเข้าใจ

~กุศลธรรม กล้าที่จะทำสิ่งที่ดี ละอายที่จะทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่กล้าที่จะทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะเห็นโทษของสิ่งที่ไม่ดี

~ทุกอย่างที่จะเกิด เกิดตามเหตุตามปัจจัย ถ้าเป็นเหตุที่ดี ก็ต้องนำผลที่ดีมาให้ ถ้าเหตุที่ไม่ดี จะนำผลที่ดีมาให้ได้อย่างไร แค่นี้ ในชีวิต ทำดี เพราะรู้ว่าจะเกิดอีกนานในสังสารวัฏฏ์ แล้วจะเป็นอะไรแล้วแต่การสะสม เพราะฉะนั้น คนต่อไปไม่ใช่คนนี้ แต่สืบต่อจากคนนี้ จะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่คนนี้ในชาตินี้ จะเห็นผิด ก็สะสมความเห็นผิดต่อไปในชาติหน้า ดีไหม (ไม่ดี) อันตรายแค่ไหนของความเห็นผิด เป็นตอของสังสารวัฏฏ์ ออกไปไม่ได้เลย

~"ไปสำนักปฏิบัติ นั่ง ยืน เดิน ทำนั่น ทำนี่แล้วจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏได้อย่างไร" การที่กล่าวให้ได้เข้าใจความจริง เป็นการอนุเคราะห์ให้ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้ไตร่ตรองว่าคำไหนเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำไหนไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้ไม่หลงผิด

~อยู่มานานแล้วยังจะต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก เมื่อหมดความเป็นบุคคลนี้ ชาติหน้าเกิดเป็นคนใหม่ ก็หมดอีก ชาติก่อนเป็นใครก็หมดแล้ว ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้น มี เพื่อหมด ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะเป็นคนดีขึ้นไหม จะไปทำชั่วทำไม ในเมื่อความชั่วเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดผลชั่วที่จะได้รับในภายหน้า

~ไม่ว่าวันไหน เดือนไหน ปีไหน ก็มีสิ่งที่ปรากฏ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่ปรากฏทุกวัน พระองค์ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่ธรรมดาทุกวันที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เป็นต้น ชีวิตก็ดำรงอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะจิต ถ้าขาดขณะหนึ่งขณะใดชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้สิ่งอื่น แต่ตรัสรู้สิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย

~แต่ละคำของสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ผู้ที่ได้ฟังเมื่อได้ฟังแล้วก็จะรู้ว่า สิ่งที่ได้ฟังไม่เหมือนที่เคยฟังจากคนอื่นมาก่อนเลย เช่น คำว่า ธรรม คำนี้ทุกคนเหมือนจะไม่สนใจเพราะได้ยินบ่อยๆ แต่ถ้าถามว่า ธรรมคืออะไร คำตอบของแต่ละคนที่ไม่เคยฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อน ตอบไม่ถูกแน่นอน

~หนึ่งชาติที่เกิดมาเป็นคนนี้ แล้วก็จะเป็นคนนี้ได้อีกไม่นาน ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นคนนี้นานเท่าไหร่ ต่อไปก็จะเป็นคนใหม่ เพราะฉะนั้น คนใหม่ก็มาจากคนนี้ คนนี้ทำอะไรไว้สืบเนื่องมาจากแสนโกฏิกัปป์ ก็จะปรุงแต่งให้ขณะต่อไปจากโลกนี้ สู่โลกอื่น เป็นคนใหม่ และไม่รู้ว่ากรรมที่ได้ทำมาแล้วทั้งหมด กรรมไหนจะให้ผล เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งซึ่งไม่ละเว้นแต่ละโอกาส แต่ละขณะมีค่าอย่างยิ่งที่ได้เข้าใจพระธรรม เพราะว่า ถ้าไม่มีแต่ละหนึ่งขณะ จะไม่มีทางที่จะเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น

~พอเห็นใครทำไม่ดี ธรรมต่างหากที่สะสมมาที่เป็นอย่างนั้น และเขาจะต้องได้รับผลที่ไม่ดีด้วย จะเมตตาไหม จะเห็นใจไหม จะพยายามให้เขาเป็นคนดีไหม? นี่ก็คือแต่ละหนึ่ง

~เราหลงติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพราะจากไม่มี แล้วมีแล้วก็หามีไม่ หายไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น เราติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพียงเกิดขึ้นมีปรากฏให้ติดข้องนิดเดียวเล็กน้อยมากแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย โง่หรือฉลาดที่ติดข้องในสิ่งที่ไม่มี?

~เพียงแค่ช่วยคนอื่น ขณะนั้นถ้าไม่เมตตา ก็ช่วยไม่ได้เลย แต่ความเป็นมิตร แม้เป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก เราก็สามารถสงเคราะห์ช่วยเหลือได้ เพราะขณะนั้น ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมซึ่งเป็นโสภณเจตสิก คือ เจตสิกฝ่ายดีเกิดขึ้น เป็นสภาพธรรมที่เป็นอโทสะ คือ ไม่โกรธ ไม่หวังร้าย ถ้าโกรธ จะช่วยไหม ไม่มีทางเลย แต่ถ้าเมตตาเมื่อไหร่ ก็ทำสิ่งที่ดีเมื่อนั้น

~เติมกุศลทุกวัน ก็คือ กุศลเกิดทุกวัน ถ้าไม่มีกุศลก็จะเติมอะไรในจิตก็ไม่ได้นอกจากอกุศล เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่าเติมกุศล ก็คือ มีกุศล ไม่ขาดกุศล แล้วก็เพิ่มขึ้นทุกโอกาสที่จะเป็นไปได้ ไม่ละเลย

~ทุกคนคงไม่ลืม พระธรรม ไม่ได้ทำให้เกิดความทุกข์ ไม่ได้ทำให้เกิดความลำบากใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น แม้การคิดที่จะให้ธรรมแก่คนอื่น ก็เป็นความเบิกบาน เพราะเหตุว่า ได้ทำประโยชน์  ในสังสารวัฏฏ์สิ่งนี้ไม่เคยเกิดเลยกับเขา แต่สามารถที่จะเกิดขึ้นและก็เจริญเติบโตขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้ แล้วเราจะเบิกบานไหม แม้แต่เพียงคิดที่จะช่วย และถ้ามีโอกาสที่จะทำได้แล้วไม่ทำ จริงหรือที่ว่านับถือและเห็นประโยชน์ของการที่จะให้คนอื่นได้รู้ประโยชน์ของพระธรรมด้วย?

~บูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการฟังพระธรรม ด้วยการเคารพ ด้วยความเข้าใจจริงๆเพิ่มขึ้นในความลึกซึ้ง ยากที่ใครจะรู้ได้ เห็นพระมหากรุณาที่ทรงแสดงพระธรรมจนกระทั่งผู้ที่สืบทอดต่อมาคือพระอริยบุคคลทั้งหลายดำรงมาถึงเราได้ฟังด้วย เดี๋ยวนี้ สมควรไหมที่จะให้พระธรรมของพระองค์ดำรงอยู่ต่อไป?

~มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ตั้งแต่เริ่มดำเนินงานมา ก็เพื่อประโยชน์ของคนอื่น ซึ่งนั่นเอง ก็คือ ประโยชน์ของตน แต่ไม่ใช่มุ่งที่จะเอาประโยชน์ตน แต่เพื่อให้ประโยชน์แก่คนอื่น เพราะฉะนั้น ไม่มีเรา แต่ว่ามีธรรมซึ่งจะต้องเป็นไปตามการสะสม

 

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

 

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๘๙

 




...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

และยินดีในความดีของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็น 1  
 
Kalaya
Kalaya
วันที่ 10 ม.ค. 2564

ซาบซึ้งเเละกราบคำสอน ขออนุโมทนา ค่ะ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
natthayapinthong339
natthayapinthong339
วันที่ 10 ม.ค. 2564

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 3  
 
Khemsai
Khemsai
วันที่ 10 ม.ค. 2564

ขอบพระคุณ

และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
petsin.90
petsin.90
วันที่ 10 ม.ค. 2564

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ และยินดียิ่งในความดีของท่านค่ะ.

 
  ความคิดเห็น 5  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 10 ม.ค. 2564

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็น 6  
 
เจียมจิต สุขอินทร์
เจียมจิต สุขอินทร์
วันที่ 10 ม.ค. 2564

อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 7  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 11 ม.ค. 2564

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็น 8  
 
jaturong
วันที่ 11 ม.ค. 2564

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็น 9  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 11 ม.ค. 2564

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตที่เกิดขึ้นเพื่อดำรงพระธรรมให้มั่นคงสืบไปค่ะ

 

 
  ความคิดเห็น 10  
 
pulit
pulit
วันที่ 14 ม.ค. 2564

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 11  
 
nvrath
วันที่ 15 ม.ค. 2564

ขอบพระคุณค่ะ และ ขออนุโมทนาในจิตอันเป็นกุศลค่ะ

 
  ความคิดเห็น 12  
 
jariya.tr
jariya.tr
วันที่ 16 ม.ค. 2564

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ..อาจารย์

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ