มอบพระธรรม นำปัญญา มาอินเดีย 30 ม.ค.-3 ก.พ.2563 พุทธคยา-พาราณสี
 
paderm
paderm
วันที่  7 ก.พ. 2563
หมายเลข  31526
อ่าน  3,379

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

มอบพระธรรม นำปัญญา มาอินเดีย 30 ม.ค.-3 ก.พ.2563 พุทธคยา-พาราณสี

พระพุทธศาสนา คือ คำสอนขององค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนาจึงไม่ใช่ศาสนวัตถุ วัดวาอารามใหญ่โต แต่อยู่ที่ความเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระองค์ 

   ท่านพระสีวลีเถระ เลขาธิการสมาคมมหาโพธิ์ แห่งประเทศอินเดีย ได้มีโอกาสสนทนาธรรมและมีความเข้าใจพระธรรมในพระพุทธศาสนา จึงต้องการเผยแพร่พระธรรมที่ประเทศอินเดียให้กว้างขวาง มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา จึงได้มอบพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษกับสมาคมมหาโพธิ์แห่งประเทศอินเดีย 1 ชุด(มี 33 เล่ม) เพื่อโอกาสในการศึกษาธรรมในประเทศอินเดีย ซึ่งได้มอบพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษในการเดินทางไปประเทศอินเดียครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 30 ม.ค.- 3 ก.พ.2563 โดย สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ.และ อ.ธิดารัตน์ หอมจันทร์ วิทยากรของมูลนิธิ รวม 28 ท่าน การจัดไปอินเดียครั้งนี้โดยคุณ เล็ก สุรภา ภวนานันท์

และทางมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนายังได้มอบพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ รวมทั้งหนังสือธรรมภาษาอังกฤษ กับคุณอาคิวและคุณอะช่า คู่สามีภรรยาชาวพุทธจากอินเดียที่ท่านพระสีวลี เลขานุการสมาคมมหาโพธิ์ที่พุทธคยาแนะนำให้มาศึกษาพระพุทธศาสนากับท่านอาจารย์สุจินต์ ท่านทั้งสองได้มีโอกาสสนทนากับท่าน อ.สุจินต์ และเกิดความเข้าใจพระธรรม จึงต้องการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียให้กลับมาเจริญรุ่งเรือง และ ทั้งสองท่าน ยังได้จัดให้มีการสนทนาธรรมที่เมืองลัคเนาว์ ประเทศอินเดีย โดย คุณ สุคิน เป็นวิทยากรให้ความรู้ในพระพุทธศาสนา ก็มีผู้สนใจกันมาก นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะทำให้ความเข้าใจพระธรรมที่ถูกต้องเผยแพร่ไปในประเทศอินเดีย

การเดินทางครั้งนี้ของ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ.และ อ.ธิดารัตน์ จึงนับเป็นโอกาสดีที่จะได้เผยแพร่พระธรรมที่ถูกต้อง นับจากนี้ ข้าพเจ้า ขอประมวลภาพ เล่าเหตุการณ์และขอนำพระธรรม ตามที่มีการสนทนากัน โดยนำธรรมมาบางช่วงบางตอนเล็กน้อย ซึ่งการเดินทางมาประเทศอินเดียครั้งนี้ ได้มีโอกาสนทนาหลายครั้งมาก ทั้งในสมาคมมหาโพธิ์พุทธคยา บริเวณบ้านนางสุชาดาใกล้แม่น้ำเนรัญชรา และหน้าธัมเมกขสถูป สารนาถ เมืองพาราณสี ช่วงเช้าและช่วงเย็น แต่ขอถอดการสนทนาธรรมมาบางส่วนเล็กน้อย ส่วนการสนทนาภาพและเสียงเต็ม จะออกให้ชมทางยูทูปในโอกาสต่อไป ครับ

เช้าวันที่ 30 ม.ค.2563 เครื่องบินสายการบินแอร์เอเชีย ออกเดินจากสนามบินดอนเมือง เวลา 08.20 น. กำหนดเวลาถึงเมืองพุทธคยา เวลา 10.30 น.ในเวลาประเทศอินเดีย ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งพระธรรมเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ จะได้เห็น ได้ยิน จะถึงเมื่อไหร่

แต่เมื่อเครื่องบินใกล้ถึงพุทธคยา ทางกัปตันแจ้งว่า หมอกลงจัด ต้องบินวน 30 นาที แต่ เมื่อครบ 30 นาที กัปตันได้แจ้งว่า ที่พุทธคยาทัศนวิสัย ไม่สามารถลงจอดได้ ต้องบินกลับไปเมืองโกลกาตา รอจนกว่าฟ้าจะเปิด เป็นอันว่า กว่าจะถึงจุดหมาย ก็ใช้เวลา 7-8 ชม. เราถึงพุทธคยากันเวลา บ่ายสามโมง กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มเป็นพิเศษ ก็เกือบ หกโมงเย็น

พรุ่งนี้เช้าเราจะไปที่สมาคมมหาโพธิ์พุทธคยา เพื่อมอบพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษและจะได้มีโอกาสพิเศษ คือ นมัสการพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุอัครสาวก ที่มูลนิธิได้สร้างที่ประดิษฐานไว้ให้อย่างเหมาะสม รวมทั้งถวายเพลพระภิกษุที่สมาคมมหาโพธิ์พุทธคยา

เช้าวันที่ 31 มกราคม 2563 ที่พุทธคยาจะปิดถนน ตั้งแต่ 08.00 แต่เช้าๆ ยังไม่ปิด เพราะช่วงนี้มีงานใหญ่ที่พุทธคยา เป็นวันครบรอบการก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์พุทธคยา คือ ในวันที่ 1 ก.พ. ของทุกๆ ปี จะมีการจัดดอกไม้ที่สวยงามโดยชาวเวียดนามเป็นคนจัดประจำ และขบวนพิธีอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้ประชาชนทั่วไปได้นมัสการที่ถนนด้านนอกด้วยครับ  จะมีผู้ที่มาจากประเทศต่างๆ มากมาย ในวันที่ 3 ก.พ. ซึ่งทางคณะชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ก็ตั้งใจมาในงานพิธีนี้เช่นกัน เราออกกันแต่เช้า นั่งรถตุ๊กๆ ใช้แบตเตอรี่เข้าไปข้างในจนถึงสมาคมมหาโพธิ์(ไม่อนุญาตให้รถใหญ่เข้าไปข้างใน)

ภาพที่โรงแรม Oaks hotel Bodhgaya 

อากาศเช้านี้ ประมาณ 11 องศา เย็นสบาย พอช่วงเช้า คณะเข้าไปนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก่อนและก็เข้าไปในสมาคมมหาโพธิ์ เมื่อพวกเรามากันเรียบร้อย พระคุณเจ้าทั้งหลายก็อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุอัครสาวก มี ท่านพระสารีบุตร และ พระมหาโมคคัลลานะ ให้พวกเราได้มีโอกาสนมัสการกัน

ภาพ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งหลังจากนมัสการเสร็จเรียบร้อย เรามีเวลาเหลืออีก 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะถวายเพล จึงขออนุญาตใช้สถานที่นี้ในการสนทนาธรรมเป็นเวลา 1 ชม. นับว่าเป็นการบูชาพระรัตนตรัยที่ประเสริฐในสถานที่ที่ประเสริฐที่สุด ข้าพเจ้าขอนำการสนทนาบางช่วงบางตอนมาให้อ่านกันครับ

อ.ธิดารัตน์..ทุกข์กายถ้าเราไม่มีกายจะมีทุกข์ได้ไหม กายในที่นี้ก็คือกายปสาทรูปที่สามารถรับกระทบ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ถ้าเราถูกกระทบแรงก็จะเกิดเวทนาขึ้นเป็นทุกข์ อันนั้นคือทุกข์กาย

ส่วนทุกข์ใจเป็นอกุศลเป็นโทมนัสเวทนาที่เกิดกับโทสะมูลจิต หรือขณะที่ไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ใจ มีกิเลสเป็นปัจจัย แต่ทุกข์กายเกิดเพราะเป็นผลของกรรม

ส่วนกายจะมีผลของกรรมสองประเภทก็คือ รับผลของกรรมที่ดี ก็เป็นสุขกาย รับผลของกรรมที่ไม่ดีก็เป็นทุกข์กาย  เราจะเข้าใจแค่ทุกข์กายและทุกข์ใจที่มีในชีวิตประจำวัน

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงใช้คำว่า ทุกขทุกข์ ทุกข์ที่มีจริง แต่อย่าลืมนะคะว่า ยังมีความรู้สึกอีกหลายอย่า แม้กระทั่งโสมนัสเวทนาก็ยังเป็นทุกข์

เพราะเกิดและดับแปรปรวนไป และก็ยังมีทุกข์ที่เกิดขึ้นของสังขารธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นและดับไป แต่โดยนัยของทุกขอริยสัจจะ หมายถึง สภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป

เพราะฉะนั้นมีทั้งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา  ทุกขอริยสัจจะเป็นสภาพธรรมที่ควรรู้ เพราะสภาพธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและก็ต้องดับ

 ไม่มีใครที่จะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ หรือเกิดแล้วจะไม่ให้ไม่ดับก็ไม่ได้

 เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย จึงเป็นลักษณะของความเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้

จึงเป็นผู้ที่ประจักษ์ทุกข์ในสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปเหล่านี้นะคะ  จนถึงปัญญาที่ดับกิเลสได้

เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จักลักษณะของทุกข์ตามความเป็นจริง ก็จะต้องอาศัยการเจริญอบรมปัญญา

 ซึ่งหนทางการดับกิเลส คือ การเจริญอบรมอริยมรรคนั่นเอง ก็คือมรรคสัจจะ สัจจะที่ ๔  เป็นสิ่งที่ต้องอบรมเจริญให้มีมากขึ้น

ก็คือขณะที่ดับกิเลส เกิดร่วมกับมรรคจิตนะคะ มรรคสมังคี(ขณะที่มรรคเจตสิก๘ ดวงเกิดขึ้น ประชุมพร้อม) ซึ่งปกติการอบรมเจริญสติปัฏฐาน

 ฐานที่ตั้งของสติก็คือ นามธรรมและรูปธรรมนั่นแหละ และปัญญาก็รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมตามความเป็นจริง แต่ละชนิดด้วย ไม่ปะปนกัน

เพราะฉะนั้นการที่รู้ประจักษ์สภาพธรรมเหล่านี้นะคะ จนบ่อยๆ เนืองๆ ท่านใช้คำว่าสติปัฐานนะคะ เป็นสิ่งที่ควรเจริญ

เป็นผู้ปกติ ก็คือ ไม่มีตัวเราที่จะพยายามสักนิดเดียวนะคะ ที่จะไปรู้ลักษณะของนามธรรมใด รูปธรรมใด

ขณะนั้นผิดทางทันที เพราะว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้น รู้ธรรมตามความเป็นจริง โดยไม่มีตัวเรา

 เพราะเป็นสภาพธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย  เพราะฉะนั้นหนทางนี้จะต้องมีปัญญาเป็นหัวหน้า

ภาพมอบถวายพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษกับสมาคมมหาโพธิ์พุทธคยา ซึ่งทั้งชุดมีทั้งหมด 33 เล่ม 

 อ.ธิดารัตน์...เพราะปัญญาลักษณะของเขาคือรู้ลักษณะธรรมตามความเป็นจริง ปัญญามีหลายระดับนะคะ

เริ่มจากขั้นการฟังก่อน ใช้คำว่า สุตมยปัญญา ปัญญาสำเร็จจากการฟัง

(ภาพ คุณอาคิว มารับพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ 1 ชุด 33 เล่ม นำไปเผยแพร่ที่เมืองลัคเนาว์ ประเทศอินเดีย และทางมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาก็ได้มอบหนังสือธรรมภาษาอังกฤษที่จัดทำโดยมูลนิธิ อีก จำนวนมาก เพื่อเผยแพร่ต่อไป)

ภาพสนทนาธรรมในสมาคมมหาโพธิ์พุทธคยา อีก 1 ชม.ในวันที่ 31 ม.ค.2563 ก่อนถวายเพล

คณะสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ.ถวายเพลพระภิกษุที่สมาคมมหาโพธิ์พุทธคยา

อ.ธิดารัตน์... เพราะฉะนั้นนะคะท่านอาจารย์กล่าวเสมอเลยนะคะว่า ฟังตอนไหนก็ควรเข้าใจตอนนั้น นั่นคือ ที่ถามว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร เราเรียนกันมาแล้วเรื่องอริยสัจ ๔

แต่เราไม่ได้รู้ลักษณะของธรรมที่ปรากฎตามความเป็นจริงสักนิดเลย

เพราะฉะนั้นธรรมที่จะปรากฎตามความเป็นจริง ก็ต้องปรากฎกับปัญญา

 ก่อนจะดับกิเลสได้ ถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงอย่างไรโดยทั่วนะคะ

ไม่มีทางหรอกค่ะที่จะเห็นการเกิดดับของสภาพธรรมหรือไปถึงวิปัสสนาญาณลำดับต่างๆ จนดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้นปัญญาจึงเริ่มต้นจากการฟังก่อนนะคะ

 เมื่อฟังเข้าใจแล้ว จนมั่นคงในขั้นการฟังมากพอ ก็จะทำให้ปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง  คือ สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม รูปธรรมตามความเป็นจริง แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อถึงตอนเย็นวันที่ 31 ม.ค. 2563 ทางคณะก็มาสนทนาธรรมที่บ้านนางสุชาดา ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา บรรยากาศดีมากๆ แต่ดีที่สุด คือ เข้าใจพระธรรมอันเป็นการบูชาที่ประเสริฐที่สุด

อ.ธิดารัตน์... เพราะฉะนั้นเราถึงต้องศึกษาอภิธรรม ก็ที่เราไปพุทธคยานะคะ ที่รัตนฆรเจดีย์(สัปดาห์ที่ ๔)

 เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขด้วยและก็ทบทวนพระอภิธรรม ปัจจัยต่างๆ ที่ละเอียดลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด

 เพราะไม่อย่างนั้นนะคะสภาพธรรมก็ยังรวมกันเป็นกลุ่มก้อนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ผู้ถาม..ถามต่อค่ะว่านิพพานภาษาบาลีแปลว่าอะไรคะ 

อ.ธิดารัตน์..มีคำว่า นิ กับ วานะ วานะ คือ ตัณหา นิ คือ ไม่มี รวมความว่า คือ สภาพธรรมที่ไม่มีตัณหาหรือดับตัณหา ดับกิเลสทั้งหมด

เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นนิพพานก็คือสภาพธรรมที่พ้นจากกิเลส พ้นจากสังขารทั้งปวง

เพราะความหมายของพระนิพพานเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ เที่ยง เป็นสุขแต่เป็นอนัตตา

เมื่อสนทนาธรรมจบในเย็นนั้น  ค่ำก็ไปนมัสการที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง และเช้าวันที่ 1 ก.พ.2563 เรามีโปรแกรมไปร่วมพิธีครบรอบการก่อต้้งสมาคมมหาโพธิ์ ในทุกๆ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในช่วงสาย ก่อนที่ช่วงบ่าย ทางคณะจะบินไปเมืองพาราณสี แต่ช่วงเช้าทางคณะก็ออกมาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง ได้มาบ่อยๆ และได้เก็บภาพประทับใจไว้ให้เกิดกุศลจิต ครับ

ภาพที่พระมหาเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย 1 ก.พ.2563

อ.ผเดิม...ครับบางครั้งเราก็ไปไกลไป(ถามพระนิพพาน) เกินสิ่งที่เราจะเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ปกติเราก็เห็นเป็นสัตว์บุคคล เห็นเป็นพระภิกษุเห็นเป็นสิ่งต่างๆ

แต่จริงๆ แล้วพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฎ เช่น ขณะนี้กำลังเห็น กำลังได้ยิน คิดนึก

ซึ่งปกติของคนที่ไม่รู้ ก็ยึดถือว่ามีสัตว์บุคคลที่เห็น ได้ยิน คิดนึก แต่พระองค์ทรงตรัสรู้ที่พุทธคยาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์

 ทรงเปล่งพระอุทานว่า เราพบนายช่างเรือนแล้ว เรือนคือบ้านหรือเปล่าครับ แต่เรือนหมายถึงอัตภาพนี้ คือ ขันธ์ ๕

 ที่เป็นนามธรรม รูปธรรม การที่เราเกิดได้เพราะอะไร เพราะมีกิเลส มีตัณหา เพราะฉะนั้นความติดข้องคือตัณหาและอวิชชาคือความไม่รู้ 

เป็นปัจจัยให้เราทำดีและไม่ดีและก็เป็นปัจจัยให้มีการเกิด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเพราะเราไม่ได้เห็นความจริง

เราจึงต้องทุกข์เวียนว่ายไปตลอดสังสารวัฏฏ์ จนพระองค์ได้ตรัสรู้ความจริงในขณะนี้ในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันวิสาขบูชา

  ตรัสรู้ความเป็นปัจจัยของสภาพธรรมและตัวเหตุของธรรมที่ทำให้มีการเกิด ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์

 ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ พระองค์ก็ทรงแสวงหาหนทางที่ผิด มีการทรมานตนตลอด ๖ ปี ก็ไม่ใช่หนทาง

และ ในวันวิสาขบูชา ตอนเช้าก็ได้พบกับนางสุชาดา นางสุชาดาก็ได้ถวายข้าวมธุปายาส ๔๙ ก้อน เพียงพอที่พระองค์จะดำรงอยู่ตลอด ๔๙ วัน หรือ ๗ สัปดาห์

 เมื่อพระองค์เสวยเสร็จก็ได้ลอยถาดที่แม่น้ำเนรัญชรา อธิษฐานว่าถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ขอให้ถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำไป

ถาดนั้นก็ลอยทวนกระแสน้ำและก็จมลงที่พิภพของกาฬนาคราช พระโพธิสัตว์ประทับ ณ บริเวณนั้นจนถึงเวลาเย็น ก็บ่ายพระพักตร์เสด็จดำเนินไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์

 พบกับโสตถิยะพราหมณ์  โสตถิยะพราหมณ์ ถวายหญ้า ๘ กำ พระโพธิสัตว์เสด็จไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงปูอาสนะด้วยหญ้า ๘ กำ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ต้องเป็นสถานที่ที่พิเศษ ที่จะสามารถรองรับคุณธรรมของพระพุทธเจ้าได้

 เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงตรัสรู้ ณ สถานที่นี้ คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพียงแต่ว่าประเภทของต้นไม้ ก็เปลี่ยนไปตามแต่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ เป็นต้นไทรบ้าง ต้นกระทิงบ้าง

แต่ต้นไม้ที่ทรงตรัสรู้ทุกๆ พระองค์ก็เรียกว่า โพธิพฤกษ์ หรือ ต้นโพธิ์ เพราะคำว่า โพธิ คือ ปัญญาตรัสรู้ความจริง

  เมื่อพระองค์ทรงปูอาสนะที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์  มารผู้มีบาปก็มา มาร คือ ผู้ที่ขัดขวางความดี ถ้าเราไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็คงคิดว่า มีมาร แค่ กิเลส

 แต่แท้ที่จริงแล้ว มารมีหลายอย่าง ทั้ง กิเลสมาร ขันธมาร มัจจุมาร(ความตาย) อภิสังขารมาร(เจตนาที่เป็นกุศล อกุศล)

และ เทวปุตตมาร คือ คนที่ไม่อยากให้คนอื่นเขาได้ดี  ไม่อยากให้เขารู้ความจริง  เทวปุตตมารก็มาขวางพระโพธิสัตว์ 

 พระโพธิสัตว์ไม่หวั่นไหว แต่ทรงรำพึงถึงบารมี 10 ประการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาตลอด 4 อสงไขย แสนกัป

พระองค์ทรงชี้ลงไปที่แผ่นดินว่า เราไม่มีใครเป็นพยาน แต่เมื่อคราวที่เราให้ทานเมื่อเป็นพระเวสสันดร แผ่นดินก็ไหว แผ่นดินนี้เป็นพยานแก่เราเมื่อพระองค์ตรัสอย่างนี้ แผ่นดินก็ไหว ทำให้มารพ่ายแพ้ไป พอถึงเวลาพลบค่ำ ปฐมยาม ทรงระลึกชาติได้

มัจฌิมยาม ทรงมีพระปัญญาเห็นสัตว์เกิดสัตว์ตายเพราะกรรมต่างๆ

(ภาพ พระแท่นวัชรอาสน์ ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์)

 และเมื่อถึงปัจฌิมยามแห่งราตรี คืนวันวิสาขบูชา ทรงพิจารณาความเป็นปัจจัยของสภาพธรรม ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ภาพ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ.ผเดิม....เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงเพื่อให้เราตรัสรู้ตามก็คือ อริยสัจ ๔ ที่เป็นความจริงในขณะนี้ที่เป็นทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่เพียงแค่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นและดับไป เห็นเกิดขึ้นและดับไป ได้ยินก็เกิดขึ้นและดับไป

 สภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ที่เกิดขึ้นและดับไป สิ่งเหล่านี้คือทุกข์ ทุกข์ที่เราไม่เคยรู้ ทุกข์ที่เกิดขึ้นและดับไปทุกๆ ขณะ ไม่เหลือเลย

และเราก็ติดข้องยึดถือในสิ่งที่มีจริงทั้งๆ ที่ไม่เที่ยงเกิดขึ้นและดับไป นี่คือความไม่รู้ของสัตว์โลก

 เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงตรัสรู้ทุกข์และทรงตรัสรู้สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็คือ ตัณหา ความติดข้อง และ อวิชชา ความไม่รู้

เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นธรรม ถึงเดือดร้อนเพราะยึดถือว่าเป็นคนนั้นคนนี้คนนี้ลูกเรา ทรัพย์สมบัติของเรา พอสิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยง แปรปรวนไป เราก็เดือดร้อน

หลังจากนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ในช่วงเช้าของวันที่ 1 ก.พ.2563 แล้ว คณะก็มาร่วมพิธีนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุอัครสาวกอีกครั้ง นับเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่ได้เข้าร่วมหลังจากเมื่อวานเป็นทางคณะของเราได้นมัสการส่วนตัว ส่วนวันนี้เป็นวันครบรอบการก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ จึงจัดงานพิธีใหญ่และเปิดให้คนทั่วไปได้นมัสการอีกครั้งครับ

บริเวณด้านหน้าสมาคมมหาโพธิ์ พุทธคยา

จะมีชาวเวียดนามที่มีศรัทธา จะช่วยกันจัดดอกไม้บูชาทุกๆ ปี ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ครับ

ชาวเวียดนามจะช่วยดูแลการนมัสการครั้งนี้และจะมีพิธีขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุออกมาที่ถนนด้านนอกในวันที่ 3 ก.พ.2563 ซึ่งจะขอนำภาพจากช่องยูทูปคุณอาคิว มาลงให้ดูในพิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุในวันที่ 3 ก.พ.2563 ทางช่องยูทูป ตถาคตทีวี ครับ

คณะสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ.มานมัสการพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุอัครสาวกอีกครั้ง พร้อมการจัดดอกไม้สวยงามตรงกับวันครบรอบการก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ 1 ก.พ.ของทุกๆ ปี

ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุที่พุทธคยา วันที่ 3 ก.พ.2563

คณะเราช่วงบ่ายวันที่ 1 ก.พ.2563 ออกเดินทางไปเมืองพาราณสี โดยเครื่องบินแอร์อินเดีย ทุกท่าน 28 ท่าน เพราะปัจจุบันมีการสร้างถนน ต้องใช้เวลาถึง 10 ชม.กว่าจะถึงพาราณสีทางรถยนต์ เราใช้เวลาบิน แค่ครึ่ง ชม.เท่านั้น และก็เดินทางเข้าที่พัก โรงแรม SGT PLAZA VARANASI ซึ่งอยู่ติดกับสารนาถ นั่งรถ 2 นาทีถึง โรงแรมเล็กๆ แต่สะดวกมากๆ ครับ ในการเดินทางไปสถานที่ปฐมเทศนา สารนาถ ธัมเมกขสถูปได้บ่อยๆ

เช้าวันที่ 2 ก.พ.2563 คณะมาที่ธัมเมกขสถูป สถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมครั้งแรก โปรดพระปัญจวัคคีย์และบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มาสนทนาธรรมช่วงเช้า และถวายเพล และเวลาเย็น สนทนาต่อสบายๆ ครับ 

อ.ผเดิม....และ พระองค์ทรงตรัสรู้หนทางละ ดับกิเลส นั่นคือ หนทางที่รู้ความจริงในขณะนี้ ที่เข้าใจถูกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา รู้ได้อย่างไรครับ ก็เริ่มจากขั้นการฟัง ขณะนี้กำลังสนทนาก็เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า เป็นการค่อยๆ เข้าใจถูกว่าไม่ใช่เราเป็นธรรม

เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เริ่มจากคำว่า ธรรมคืออะไร  ไม่เข้าใจว่าธรรมไม่ใช่เรา ก็จะยึดถือว่าเป็นเรา ก็เป็นทางเพิ่มอวิชชา

แต่ขณะนี้ที่เข้าใจ คือ ทางวิชชา ทางปัญญา ที่กำลังที่จะค่อยๆ เข้าใจว่าไม่ใช่เราเป็นธรรม เพราะฉะนั้น อริยสัจ ๔ ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ที่พุทธคยา ก็คือขณะนี้นั่นเอง ซึ่งเรากำลังเริ่มเข้าใจความจริง

เมื่อสักครู่เราได้มีโอกาสไหว้พระบรมสารีริกธาตุ แล้วเราเป็นผู้คุ้นเคยกับพระพุทธเจ้าหรือยัง

 ถ้าเราไหว้เพราะเป็นบุคคลที่น่านับถือ แต่เราไม่รู้ความจริงว่าเป็นธรรม ก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้คุ้นเคยกับพระองค์ เป็นผู้ห่างไกลจากพระองค์

ต่อให้เราไหว้ใกล้ชิดแค่ไหน ก็ยังเป็นผู้ห่างไกล เพราะฉะนั้นครับ ท่านพระรัฐปาละ ท่านรู้ความจริงจนได้เป็นพระอรหันต์

ท่านก็ได้กล่าวอุทานว่า ท่านเป็นผู้คุ้นเคยกับพระพุทธเจ้าแล้ว  คุ้นเคยด้วยความเข้าใจถูกว่าไม่ใช่เราเป็นธรรม

เพราะฉะนั้นการศึกษาพระธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระสูตรหรือพระอภิธรรม ก็เพื่อเข้าใจถูกว่าไม่ใช่เราเป็นธรรม และสังขารขันธ์ คือ ความเข้าใจถูกจะค่อยๆ ปรุงแต่งในชีวิตประจำวัน 

ในชีวิตประวันเราใช้ชีวิตอย่างไร ปกติไม่เคยคิดเลยว่าไม่ใช่เรา ก่อนฟังพระธรรมไม่เคยคิดเช่นนี้ แต่เพราะเริ่มฟังพระธรรม เริ่มคิดถูกว่าไม่ใช่เราเป็นธรรม

ความเข้าใจเช่นนี้ที่ค่อยๆ สะสม จนเริ่มมั่นคงก็จะค่อยๆ ปรุงแต่ง แม้การใช้ชีวิตประจำวันก็เริ่มคิดถูกได้บ้างว่าขณะนี้เป็นธรรมไม่ใช่เรา

 เพราะฉะนั้น แค่เพียงขั้นคิดแต่ละท่าน เริ่มหรือยัง ถ้ายังไม่เริ่มก็แสดงถึงความไม่มั่นคง แต่จะเริ่มคิดถูกจากอะไรครับ ก็จากการฟังสิ่งที่ถูกในเรื่องความไม่ใช่เราเป็นธรรม

 พอเริ่มเข้าใจขึ้นก็จะค่อยๆ มั่นคงในความเป็นธรรม ถ้าเราไม่มั่นคง เวลาอกุศลเกิด กิเลสเกิด โกรธเกิด เป็นยังไงครับ เดือดร้อนแล้ว

 เป็นเราที่ไม่ดี ทำไมเราถึงทำนิสัยแบบนี้ ทำไมถึงพูดวาจาที่ไม่ดีออกไป  ลืมว่าเป็นอนัตตา ลืมว่าเป็นธรรม ต่อเมื่อเริ่มมั่นคงว่าขณะนั้นเป็นธรรม มั่นคงในความดี มั่นคงว่าอย่างไรครับ มั่นคงว่าความดีก็ไม่ใช่เรา ความไม่ดีก็ไม่ใช่เราเป็นธรรม

ทุกศาสนาก็สอนเรื่องความดีใช่ไหมครับ ต่างจากศาสนาพุทธอย่างไร ศาสนาอื่นมีตัวเราที่ทำดี  ศาสนาอื่นสอนให้ละชั่วด้วยความเป็นเรา

แต่พระพุทธศาสนาสอนความไม่ใช่เราเป็นธรรม สอนให้เข้าใจถูกว่าทุกอย่างเป็นปกติ ปกติเป็นธรรม ถ้าเข้าใจคำว่าปกติถูกต้อง ก็จะเป็นผู้ใช้ชีวิตที่ถูกต้องตามครรลองของพระพุทธเจ้า

ปกติคืออะไรครับ ปกติ คือ เกิดแล้ว อะไรก็ตามที่เกิดคือปกติ จะไปเที่ยวปกติไหมครับ ปกติ เพราะ มีเห็น เห็นเกิดแล้วเป็นปกติ มีกิเลส มีความติดข้องก็เป็นปกติ

 เพราะเกิดแล้ว ปกติเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเราก็คงได้ยินคำนี้ คือ เป็นผู้มีปกติอบรมเจริญสติปัฏฐาน ก็คือ ใช้ชีวิตประวันเป็นอย่างไร

(ถวายเพลที่สมาคมมหาโพธิ์ สารนาถ พาราณสี)

ปัญญาและสติก็สามารถเกิดรู้ความจริงในขณะนั้นได้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา นี่คือเป็นผู้มีปกติอบรมเจริญสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจธรรมมั่นคงว่าไม่ใช่เราเมื่อไหร่ เบาเพราะไม่ใช่เรา

 ไม่ต้องไปขวนขวายหาทางผิดที่จะไปสำนักปฏิบัติ เพราะอะไรครับ เพราะธรรมกำลังมีกำลังปรากฎในขณะนี้เป็นปกติ

 ทุกอย่างเป็นปกติ เพราะฉะนั้นก็เริ่มจากความไม่ใช่เรา เข้าใจถูกว่าพระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงว่าไม่ใช่เราเป็นธรรม

ที่มูลคันธกุฎี สมาคมมหาโพธิ์ สารนาถ พาราณสี กำลังซ่อม บูรณะ ทาสีใหม่ ครับ 

บ่ายๆ ก็กลับสนทนาธรรมที่ธัมเมกขสถูป อีกครั้ง

ผู้ถาม..หนูเป็นลูกคนจีน มีพี่คนหนึ่งก็ถามว่าหนูไหว้เจ้าไหม หนูไหว้แม้กระทั่งพระจันทร์ด้วยซ้ำ แต่หลังๆ หนูก็ไม่ไหว้ ถ้าคุณแม่ไหว้หนูก็ไม่ไหว้ ที่บ้านคนจีนเขาจะมี ตี่จู้เอี๊ยะ ก็คือจะเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ดังนั้นขอเรียนถาม อ.ธิดารัตน์ ช่วยให้ความเข้าใจค่ะว่า ศาลเจ้าต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีอยู่ในบ้านหรือหน้าบ้านเนี่ย เพื่ออะไรคะ

อ.ธิดารัตน์...จริงๆ เราก็จะเห็นนะคะว่าสิ่งที่ประพฤติตามๆ กันมา มีทั้งผิดบ้าง ถูกบ้าง และถ้าหากว่าถ้าไม่ประกอบด้วยความเข้าใจถูก ก็จะประกอบด้วยความหวังผล กลัวจะเดือดร้อน

 หรือ การที่เขาไปไหว้บรรพบุรุษ ก็ขออย่างเดียว ให้คุ้มครองบ้าง ให้ค้าขายดีบ้าง เป็นไปเพื่อโลภะ โทสะ โมหะ ทั้งนั้นเลย การแสดงธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อแสดงความเป็นเหตุเป็นผล

 เพื่อละสิ่งที่เคยทำมาผิดๆ นะคะ ให้ถูกขึ้น ประเทศอินเดียเขาก็มีความเชื่อต่างๆ มีลัทธิต่างๆ เพราะฉะนั้นความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ท่ามกลางประเทศอินเดีย ท่ามกลางความเห็นผิด

ท่ามกลางหลายลัทธิซึ่งมีมากเหลือเกิน แต่พระองค์ก็ทรงแสดงความจริงเพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลเป็นยังไง มีตัวอย่างเยอะแยะ แล้วก็สิ่งเหล่านี้นะคะ สำหรับผู้ที่เข้าใจถูก มั่นคงในความเข้าใจถูก

เราก็ทำตามสิ่งที่เข้าใจถูกนะคะ และก็สามารถมีเหตุผลอธิบายให้คุณแม่ฟัง ให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะทำกุศล ทำในสิ่งที่ถูกต้อง จึงต้องเป็นผู้ที่อาจหาญ ร่าเริง ในการทำในสิ่งที่ถูกต้อง

และก็ไม่ต้องไม่สบายใจอะไรนะคะ ถ้าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง เราก็จะมีคำตอบที่ดีเสมอสำหรับคุณแม่

ผู้ถาม..หนูขอเรียนถามเพิ่มเติมค่ะ ที่บอกว่าปกติแล้วเทวดาจะต้องมีที่อยู่ ดังนั้นสิ่งที่พูดตามๆ กันว่าการมีศาลเจ้า ศาลพระภูมิ ตี่จู้เอี๊ยะ ก็เพื่อให้เทวดามาอยู่อาศัย มาปกปักรักษา ความจริงที่พระองค์ทรงแสดงเป็นอย่างไรคะ

อ.ธิดารัตน์..ก็จริงๆ เทวดานะคะ อย่างที่ทราบ เขาจะมีวิมานของเขาอยู่แล้ว วิมานเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เขาก็ต้องมีที่อยู่ตามผลของกรรม เราไม่เห็นใช่ไหมคะ คนละภพภูมิกัน เขาไม่ได้อยู่อย่างบ้านเรา

 ไม่ได้ทานอาหารอย่างเรา เขามีอาหารของเขา มีที่อยู่ตามสมควรกับภพภูมินั้นๆ ของเขา เราไม่สามารถไปสร้างบ้านให้เทวดาได้หรอก ค่ะ

อ.ผเดิม..กลับมาที่คำถามที่ว่า มีศาลเจ้าเพื่ออะไรครับที่เขามีกัน มีศาลเจ้าก็เพื่อเรา เราอยากได้สิ่งที่ดีๆ เราอยากได้ความปลอดภัย อยากพ้นภัย ให้เทพเจ้าคุ้มครอง เพื่อเรา เพราะมีความเป็นเรานั่นแหละ จึงมีศาลเจ้า มีศาลพระภูมิ มีสิ่งที่เห็นผิดต่างๆ เพราะมีเราด้วยตัณหา ด้วยมานะและด้วยทิฏฐิ(ความเห็นผิด)

 เพราะมีความเห็นผิด ลัทธิต่างๆ จึงมีทั่วโลก เพราะมีความติดข้องอยากได้สิ่งต่างๆ ก็ต้องมีการไหว้พระอาทิตย์ ไหว้สิ่งที่ผิดต่างๆ เพราะมีความติดข้องในความเป็นเรา อยากให้เรามีความสุขทุกๆ อย่าง

 ดังนั้นไม่ใช่เพราะการมีศาลเจ้า ทุกๆ คำตอบ คือ เพื่อความเป็นเราทั้งสิ้น  สมัยพุทธกาล ก็มีลัทธิที่เป็นความเห็นผิดมากมาย ก็คือเพื่อเรา  พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสพระคาถาว่า ต้นไม้ ภูเขา ไม่ได้เป็นที่พึ่ง แต่พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ คือ พระรัตนตรัยเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง พึ่งอะไรครับ ไม่ใช่พึ่งพระองค์ แต่ ปัญญาที่เกิดจากความเข้าใจถูกที่ได้ฟังพระธรรมจากพระองค์นั่นแหละเป็นที่พึ่ง 

เพราะฉะนั้น พึ่งพระพุทธเจ้า พึ่งพระธรรม พึ่งพระสาวกที่มีความเข้าใจถูก ความเข้าใจถูกนั้นแหละเป็นที่พึ่ง ทำให้เราพ้นจากลัทธิ ความเชื่อที่ผิดๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดาของคนที่ไม่ได้ฟังธรรม ก็จะต้องทำตามๆ กันมา เพราะฉะนั้นเหตุมาจากความไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงกระทำสิ่งที่ผิดๆ เพราะไม่รู้จึงยึดถือว่าเป็นเรา เมื่อมีเรา ก็หาทางอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองมีความสุข

 เพราะฉะนั้นอวิชชา(ความไม่รู้)จึงเป็นหัวหน้าของอกุศลธรรม เป็นปัจจัยให้เกิดความเห็นผิด ความติดข้องประการต่างๆ เพราะฉะนั้นรากเหง้าของอกุศลทั้งหลายจึงมาจากความไม่รู้ทั้งสิ้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะถึงตรัสรู้ความจริงที่เข้าใจถูกในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ละความไม่รู้และละความยึดถือว่ามีสัตว์บุคคล ตัวตน

การที่เราไม่ไหว้เจ้า ไม่ไหว้ศาลเจ้า บางครั้งก็ไม่ใช่เกิดจากปัญญา ความเข้าใจถูก แต่ก็เกิดจากความคิดที่ว่าทำไมต้องไหว้ ไม่เป็นเหตุเป็นผลเลย แต่ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม ว่า กรรมดี ก็ต้องให้ผลดี ไม่มีใครมาบันดาลได้

และที่น่าคิดคือ แม้เทวดา พรหม ทั้งหลาย ก็ไหว้พระพุทธเจ้า แล้วเราไหว้ใคร นั่นคือเราไหว้ในสิ่งที่เราไม่รู้จักใช่ไหมครับ การไหว้เราต้องไหว้ผู้ที่มีคุณ  สมัยพุทธกาล แม้แต่มารดาของตนเองก็ไม่ไหว้ลูกที่เป็นพระอรหันต์ เพราะไม่ได้มีความเข้าใจถูก มีความเห็นผิด แต่กลับเอาข้าวมธุปายาสไปไหว้พรหม

อ้อนวอนขอสิ่งต่างๆ จนท้าวมหาพรหม ลงมาหามารดาแล้วกล่าวกับหญิงนั้นว่า ท่านเอาข้าวนี้ไหว้ใคร อาหารนี้พรหมไม่บริโภค และคนที่ควรไหว้คือบุตรของท่าน ผู้เป็นพระอรหันต์สิ้นกิเลสแล้ว แม้มหาพรหมก็ยังไหว้บุตรของท่าน

 นี่แสดงให้เห็นว่าคนที่สะสมความเห็นผิดมาก็ยังจะต้องกระทำในสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็แต่ละหนึ่ง สะสมความไม่รู้และความเห็นผิดที่ต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ควรรู้ควรเข้าใจก็คือสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฎว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา

คณะสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ก็เดินทางกลับประเทศไทย ในเช้าวันที่ 3 ก.พ.2563 ด้วยสายการบิน INDIGO พาราณสี - กรุงเทพ เป็นอันเสร็จภารกิจเผยแพร่พระธรรม มอบพระธรรม นำปัญญา ให้กลับมาสู่ประเทศอินเดียอีกครั้ง โดย มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่มอบพระไตรปิฎกและจัดให้มีการสนทนาธรรม 

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอกราบบูชาคุณ ท่าน อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และขอขอบพระคุณ อ.ธิดารัตน์ หอมจันทร์ ที่ให้ความรู้ ในการสนทนาธรรมทั้ง 4 ครั้งในทริปนี้ และ ขออนุโมทนาพี่เล็ก สุรภา ภวนานันท์ ในการจัดทริปนี้ที่ผ่านไปด้วยดีในการเจริญกุศล อบรมปัญญา และขออนุโมทนาผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่มีจิตเป็นกุศล ช่วยเหลือและสนทนาธรรม กุศลทุกๆ ประการที่ได้ทำครับ และขออนุโมทนาผู้ที่มีความเห็นถูก อบรมปัญญาในแนวทางเดียวกันคือ เข้าใจถูกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ขออนุโมทนาทุกท่านครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
hetingsong
hetingsong
วันที่ 7 ก.พ. 2563

สาธุ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
papon
papon
วันที่ 7 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
majweerasak
majweerasak
วันที่ 7 ก.พ. 2563

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peera1009
peera1009
วันที่ 7 ก.พ. 2563

กราบอนุโมทนาในกุศลของทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 7 ก.พ. 2563

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Dusita
Dusita
วันที่ 7 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และ กราบ อนุโมทนา

ในกุศลจิต ของทุกท่าน ค่ะ..

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
siraya
วันที่ 7 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
panasda
วันที่ 7 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
petsin.90
petsin.90
วันที่ 7 ก.พ. 2563

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
prinwut
prinwut
วันที่ 7 ก.พ. 2563

อนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 8 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Selaruck
Selaruck
วันที่ 8 ก.พ. 2563

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
daeng
daeng
วันที่ 12 ก.พ. 2563

กราบ​อนุโมทนา​ในกุศลจิต​ของ​ทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
Tikky
วันที่ 14 ก.พ. 2563

อนุโมทนาด้วยคับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
Natanaphong
Natanaphong
วันที่ 16 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
Witt
วันที่ 24 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
peem
วันที่ 5 มี.ค. 2563

กราบอนุโมทนาคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 22 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ