ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๙๑
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  17 ก.พ. 2562
หมายเลข  30483
อ่าน  942

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๙๑

 



~กิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต)ทั้งหมด จะค่อยๆละคลายได้ ก็เมื่ออบรมเจริญปัญญารู้ว่า สภาพธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เมื่อใดดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล กิเลสอื่นๆ จึงจะค่อยๆละคลายได้ 

~หนทางเดียวที่จะทำให้กิเลสค่อยๆลดกำลังลง ก็คือการเป็นผู้ที่ไม่ทอดทิ้งการศึกษา การฟังพระธรรม การพิจารณาพระธรรมโดยละเอียด เพื่อที่จะให้เกิดปัญญาที่สามารถจะระลึกได้ รู้ลักษณะของสภาพธรรมในชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ก็ย่อมแสดงถึงการเคยได้ฟังพระธรรม การเคยได้พิจารณาพระธรรม และการเข้าใจธรรมในอดีตด้วย

~ถ้าเป็นผู้ที่ไม่สุจริต ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เคยโกง หรือเคยส่อเสียด เคยกินสินบน เคยดุร้าย เคยหยาบคายในกาลก่อน เพราะเหตุว่าขณะใดที่โกง กำลังกระทำทุจริต ขณะนั้นย่อมไม่เห็นโทษ แต่ว่าโทษของทุจริตย่อมมี ไม่มีใครสรรเสริญ และผลของทุจริตนั้นก็ย่อมเป็นไปตามกรรมแล้วแต่ว่า จะได้รับผลของทุจริตในชาติปัจจุบัน หรือในชาติต่อๆไป

~คนที่มีทุกขเวทนา(ความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกาย)มากๆ ก็จะรู้สึกซาบซึ้งทีเดียวในลักษณะการอุปมาทุกขเวทนาเหมือนลูกศร ย่อมให้เกิดความเจ็บปวดทั้งนั้น วันนี้อาจจะแข็งแรงดี แต่ไม่แน่ คืนนี้อาจจะต้องปวดเจ็บที่หนึ่งที่ใด แล้วก็พิจารณาถึงลักษณะของทุกขเวทนาซึ่งเปรียบเหมือนลูกศร ไม่ว่าในขณะที่เสียบ ขณะที่หยุดอยู่ หรือในขณะที่ถอนออก

~จะต้องอาศัยการฟังพระธรรม เพื่อที่จะได้เห็นทุกข์โทษภัยของสังสารวัฏฏ์แล้วก็จะได้มีความเพียร ที่จะให้เกิดความเข้าใจสภาพธรรมยิ่งขึ้น

~ผู้ที่มีอวิชชา(ความไม่รู้) ก็เป็นสภาพที่มืดตื้อ เพราะอวิชชาปิดกั้นไว้ ลองนึกถึงถ้าอยู่ในห้องที่มืดตื้อ ทุกคนต้องพยายามแสวงหาทางที่จะออกจากความมืด เพราะเหตุว่าจะต้องมีความตกใจกลัวที่จะอยู่ในห้องที่มืดตื้อ หรือว่าจะมีแต่ความมืดตื้อปกคลุมไว้ทั้งหมด ถ้าเป็นลักษณะนั้นจริงๆ จะเห็นภัย เห็นอันตราย และแสวงหาทางที่จะออกจากความมืด แต่ขณะนี้ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น จนกว่าปัญญาจะพิจารณาเห็นว่า เมื่อมีอวิชชา ต้องมืด เพราะว่ายังไม่เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง นอกจากจะอยู่ในที่มืดตื้อแล้ว ยังถูกใส่เข้าไปในกรงกิเลส

~มานะ ความสำคัญตน  เป็นเครื่องกั้นการเจริญของปัญญา สำหรับผู้ที่ไม่ฟังธรรมจากบุคคลที่ควรฟัง เพราะมีความสำคัญตนประการต่างๆ เช่น อาจจะสำคัญตนว่าสูงกว่า หรือบางคนก็อาจจะคิดว่าเสมอกัน หรือบางคนก็อาจจะคิดว่าต่ำกว่า  ก็เลยไม่เข้าไปหา ไม่เข้าไปนั่งใกล้ ไม่เข้าไปฟัง เป็นเหตุให้ไม่มีการสอบถาม   (ทำให้)ไม่มีการเข้าใจธรรม

~ถ้าใครทำให้เสียหาย ทำให้เดือดร้อน แทนที่จะโกรธ ก็รู้ว่าเป็นการเพิ่มพูนขันติบารมี(ความอดทน)ให้สมบูรณ์ขึ้น

~ทุกชาติที่ทุกท่านฟังพระธรรม ก็เพื่อที่จะรู้ธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติตามความเป็นจริง ถ้าท่านรู้ธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ตามปกติ ตามความเป็นจริง จะไม่มีความสงสัยใดๆเลยทั้งสิ้นว่า ทำไมบุคคลนั้นเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาจบลง จึงสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่รู้ธรรมทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธทรงแสดง

~พุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ทำให้ผู้ฟังเกิดปัญญาของตัวเอง ไม่ใช่ให้เกิดความไม่รู้เลย ยิ่งศึกษาก็จะต้องเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม และเหตุผลของสภาพธรรมนั้นๆยิ่งขึ้น จึงจะเป็นพระพุทธศาสนา คือ เป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

~พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ให้ความรู้ ความเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างตรงตามเหตุตามผล จะไม่ทำให้ผู้ที่ศึกษาเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน แต่ผู้ใดที่ไม่ศึกษา จะเข้าใจคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนาคลาดเคลื่อน เช่น คำว่า “บุญ” คิดว่าเป็นเรื่องของวัตถุสิ่งของ ถ้าให้วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากๆ ก็เข้าใจว่า ขณะนั้นได้บุญมาก โดยที่ไม่ทราบเลยว่า แท้ที่จริงแล้ว บุญไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สภาพจิตที่เป็นกุศลในขณะนั้นซึ่งปราศจากโลภะ ปราศจากโทสะ  ปราศจากโมหะ ปราศจากอกุศล

~วิริยเจตสิก(ความเพียร)เกิดกับจิตที่เป็นทั้งกุศลและอกุศล เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า วันหนึ่งๆไม่ได้มีแต่เพียรในเรื่องของกุศล เพียรในเรื่องของอกุศลมากกว่ามาก ตั้งแต่ลืมตาตื่น ขณะใดที่อกุศลจิตเกิด ขณะนั้นก็ต้องมีวิริยเจตสิกเพียรเป็นอกุศลในขณะนั้น เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆที่จะทราบว่า วิริยะเป็นไปในกุศล ก็ต่อเมื่อเป็นไปในทานบ้าง ในศีลบ้าง  ในความสงบของจิตบ้าง  ในการอบรมเจริญวิปัสสนาบ้าง ซึ่งถ้าผู้ที่ขาดวิริยะในทางกุศล ตั้งแต่เกิดมาก็มีวิริยะในทางอกุศลมาก และนับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น

~บางคนโกรธต่อผู้ที่มีความเห็นถูก เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีการสอบถามว่า ผิดอย่างไร ถูกอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อโกรธเสียแล้ว ก็ไม่สามารถจะเจริญปัญญาที่จะมีความรู้ความเข้าใจในสภาพธรรมได้

~ใครก็ตามที่มีอกุศล และไม่เห็นโทษของอกุศลนั้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเห็นได้ว่า ความดีที่คิดจะทำเพื่อที่จะละอกุศลในขณะนั้นยังทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมก็ต้องยากยิ่งกว่านั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้ จะรีบทำความดีไหม จะรีบละอกุศลในขณะนั้นที่กำลังเกิดไหม?

~ถ้าเป็นผู้มีปัญญาแล้ว ไม่ว่าความเสียหายใดๆที่คนอื่นกระทำกับท่าน ย่อมเพิ่มพูนความมั่นคง ความสมบูรณ์แห่งขันติ แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่ทรามปัญญา(คือไม่มีปัญญา) ความเสียหายที่ผู้อื่นนำไปให้แก่ผู้ปราศจากปัญญา ย่อมเพิ่มพูนความเป็นปฏิปักษ์(ความตรงกันข้าม)ของความอดทน(ก็คือ เพิ่มอกุศล  โดยเฉพาะความโกรธ ความไม่พอใจ)

~ทุกท่านที่กำลังฟังพระธรรมในขณะนี้  กำลังอบรมปัญญาบารมี  พร้อมด้วยวิริยบารมี(ความเพียร) และขันติบารมี(ความอดทน)  เพื่อที่วันหนึ่งปัญญาที่เป็นความสว่างที่รู้แจ้งสภาพธรรมจะปรากฏ จะเกิดขึ้นได้

~เมื่อมีความไม่รู้แล้ว ก็มีกิเลสอื่น ๆ มีทั้งความติดข้อง  มีทั้งความโกรธ  มีทั้งความสำคัญตน ทุกอย่างที่ไม่ดีทั้งหมด  ซึ่งเป็นลักษณะของคนพาล  ก็เพราะมาจากความไม่รู้ 

~ทุจริตมีมานานแล้ว  หรือว่าพึ่งมามีถ้ามีความไม่รู้  ก็ยังคงมีทุจริต ไม่ว่ากาลสมัยไหน

~อกุศลทั้งหมด  จะดีไม่ได้

~สิ่งอื่นไม่สามารถรักษาพระพุทธศาสนาได้    นอกจากความเข้าใจธรรม

~สำหรับชีวิตของทุกท่านในขณะนี้ซึ่งกระดูกทุกชิ้นยังรวมกัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อ ยังไม่กระจัดกระจาย ก็ควรที่จะทำประโยชน์ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้มากที่สุดที่จะมากได้ เพื่อเป็นการประพฤติปฏิบัติตามธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระมหากรุณาแสดงไว้

~ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ยังไม่ได้พิจารณาพระธรรม ยังไม่ได้อบรมเจริญปัญญา  ก็ลองคิดดูว่า ชาตินี้ทั้งชาติจะจบลงอย่างไร ก็ต้องด้วยกิเลสที่หนาขึ้นๆ  ทุกวัน แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟัง ละคลายความไม่รู้ อบรมเจริญกุศลทุกประการเพิ่มขึ้น ก็เป็นชาติที่มีประโยชน์ เมื่อกระดูกทุกชิ้นยังรวมกันอยู่ ยังไม่กระจัดกระจาย ก็ควรที่จะให้เป็นประโยชน์ในการที่จะได้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้น

~ถ้าวันนี้ไม่พิจารณาเลยในสิ่งที่ได้ทำไปแล้วว่าไม่ดี ต่อไปก็จะต้องทำอีกแน่นอน เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีการขัดเกลาตนเองเลย แต่ผู้ที่จะละคลายกิเลสจริงๆ ต้องการที่จะดับจริงๆ ต้องการที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่มีวิริยะ มีความเพียรที่จะเห็นอกุศลของตนเอง

~ชีวิตประจำวันทั้งหมด จะสังเกตได้ว่า ทุกคนจะต้องมีอกุศลในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติหนึ่งชาติใด วันหนึ่งวันใด เหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดก็ตาม ขณะที่ไม่จริงใจ และก็เสแสร้งแม้เพียงเล็กน้อย ขณะนั้นก็เป็นอกุศล

~เป็นพระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างยิ่ง ที่ได้ทรงแสดงเรื่องของอกุศลอย่างมาก อย่างละเอียด เพื่อที่จะให้แต่ละบุคคลได้พิจารณาเห็นโทษและละคลาย จนกว่าจะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด)ได้จริงๆ

~เรื่องของกิเลสมีมาก และกิเลสเกิดขึ้นทำกิจการงานของกิเลส กิเลสจะทำกิจการงานของกุศลไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าในสมัยไหนทั้งสิ้น กิเลสเกิดขึ้นขณะใดก็ทำกิจของกิเลสขณะนั้น

~กุศลทั้งหมดนี้ ควรเจริญ เพื่อที่จะขัดเกลา ละคลายอกุศลธรรมให้เบาบาง มิฉะนั้นแล้ว ความรักตัว ความเห็นแก่ตัว ความเห็นผิดว่า มีตัวตนจะเพิ่มพูนขึ้น ทำให้ท่านนึกถึงแต่ตัวเองตลอดเวลา ไม่คำนึงถึงการที่จะสงเคราะห์บุคคลอื่น

~ไม่ควรเลยที่จะปล่อยให้เป็นกุศลเพิ่มขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ  กว่าจะสิ้นชีวิตไป   ลองคิดถึงกุศลในวันหนึ่งซึ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ได้ส่วนกับกุศลเลย  แล้วจะเป็นอย่างไร? 

~ถ้าไม่เริ่มเป็นผู้ว่าง่าย ขัดเกลาเสียตั้งแต่ในขณะนี้ นับวันก็จะว่ายาก   ดังนั้น ถ้าเริ่มอ่อนโยน เป็นผู้ที่ว่าง่าย    น้อมที่จะปฏิบัติตามพระธรรม ตามพระธรรมวินัยโดยง่าย ก็จะทำให้เป็นผู้ที่ง่ายต่อการที่จะเจริญกุศล

~คนที่อยู่ในโลกนี้ ขณะนี้เข้าใจว่ามีปัญหามาก ปัญหาในเรื่องของความเป็นอยู่ ปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ ความทุกข์ยาก ปัญหาเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย ปัญหาชีวิตในครอบครัว เข้าใจว่ามีปัญหามากแล้ว แต่ให้ทราบว่า ถ้าเกิดในอบายจะต้องได้รับภัย ความเจ็บความปวด ความทรมานมากกว่าโลกนี้มากทีเดียว

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ๔๕  พรรษา  ทำให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นบางท่านก็บอกว่า คุ้มค่าที่ได้ฟัง หรือ คุ้มค่าที่เกิดมา แล้วเป็นมนุษย์ แล้วมีโอกาสได้เข้าใจธรรม  เพราะฉะนั้น  ชีวิต  สั้น  การฟังพระธรรมแค่นี้ยังไม่พอ   ความเข้าใจธรรมยังไม่พอ   แต่กุศลใดที่ได้ทำไว้  ที่ทำให้มีความศรัทธาในการที่จะได้ฟังมีการเห็นประโยชน์ว่า เป็นสิ่งเดียวที่ประเสริฐที่สุดในสังสารวัฏฏ์   ก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้แม้เกิด  ก็เกิดในที่ที่จะได้เข้าใจธรรมเพิ่มขึ้นด้วย 

~ไม่ว่าใครจะมีความประพฤติอย่างไรต่อท่าน หรือแม้แต่เพียงการที่จะนึกถึงคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น ซึ่งเคยได้ยินได้ฟังแม้นานมาแล้ว เป็นการที่จะทดสอบได้ว่า แม้ในขณะนั้นจิตที่คิดเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ถ้าเป็นอกุศลยังโกรธ ขณะนั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้เจริญขันติ(ความอดทน)

~ถ้าเห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรมจริงๆก็จะรู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะมีค่าเท่ากับได้ฟังพระธรรมเพราะเหตุว่าต้องตายแน่นอน   แต่ว่าจะตายอย่างโง่ไม่รู้อะไรเหมือนเดิม  หรือว่าตายไปโดยที่ได้เข้าใจธรรม

~ในวันหนึ่งๆไม่ประมาทในอกุศลซึ่งเกิดตลอดและบ่อย  และไม่ประมาทในกุศลแม้เพียงเล็กน้อยหนึ่งขณะก็ขาดไม่ได้  เพราะขาดไปหนึ่งขณะ  จะเหลือเท่าไหร่  ก็ไม่มี  เพราะฉะนั้น แม้เพียงนิดหนึ่งก็ช่วยเสริมให้กุศลเพิ่มขึ้น

~ผู้ใดก็ตามแม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็ต้องเป็นผู้พิจารณาตนเองโดยละเอียดว่า ฟังพระธรรมเพื่ออะไร? เพื่อที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง และเพื่อที่จะเห็นโทษของตนเอง ไม่ใช่จะเห็นความสามารถ เห็นความเก่ง เห็นความดี เห็นกุศลของตนเอง แต่ว่าพิจารณาเพื่อให้พระธรรมเป็นเหมือนกระจกเงาที่ใสที่ส่องให้เห็นกิเลสแม้ของตนเองอย่างละเอียด ผู้นั้นชื่อว่าได้ประโยชน์จากพระธรรม

~การศึกษาพระไตรปิฎกถ้าศึกษาผิดแล้วเป็นโทษ คือ ถ้าเข้าใจพระวินัยผิดก็จะทำให้กระทำสิ่งที่เป็นโทษ เพราะคิดว่าพระวินัยไม่ได้แสดงไว้อย่างนั้น เข้าใจในพระวินัยผิดไป และถ้าศึกษาพระสูตรโดยที่ไม่ได้พิจารณาโดยละเอียด ก็ทำให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือมีความเห็นผิดคลาดเคลื่อนจากสภาพธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง และถ้าศึกษาพระอภิธรรมผิด คือ คิดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ก็อุตส่าห์คิดพิจารณาค้นคว้าสงสัย ไม่ควรแก่การพิจารณาก็จะทำให้เป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน

~ปัญญาทำให้เห็นประโยชน์ของขณะที่จะเป็นกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ไม่ละเลยกันเลย เพราะฉะนั้น ทุกคนก็มีปัญญานำไปในการที่จะไม่เสียโอกาสที่จะได้เป็นกุศลในทุกๆด้าน ก็เป็นที่น่าอนุโมทนาที่ช่วยกันดำรงรักษาพระพุทธศาสนา ด้วยความมั่นคง.

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๙๐

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เซจาน้อย
วันที่ 17 ก.พ. 2562

อนุโมทนาในกุศลครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
siraya
วันที่ 18 ก.พ. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
jaturong
วันที่ 18 ก.พ. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 18 ก.พ. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 19 ก.พ. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
s_sophon
วันที่ 20 ก.พ. 2562

" หนทางเดียวที่จะทำให้กิเลสค่อยๆลดกำลังลง ก็คือการเป็นผู้ที่ไม่ทอดทิ้งการศึกษา การฟังพระธรรม การพิจารณาพระธรรมโดยละเอียด "

                 ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 20 ก.พ. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
panasda
วันที่ 20 ก.พ. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
Somporn.H
Somporn.H
วันที่ 21 ก.พ. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ