Print 
กรรมเป็นเหตุ เป็นจิต หนึ่งขณะ
 
chaweewanksyt
chaweewanksyt
วันที่  13 ก.ย. 2561
หมายเลข  30084
อ่าน  200

อยากให้บรรยาย ถึง คำที่ว่า กรรมเป็นเหตุ  เป็นจิต หนึ่งขณะ..

ค่ะ

 

ขอบพระคุณและอนุโมทนา

 

 

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 13 ก.ย. 2561 17:10 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาัสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กรรม คือ การกระทำ เป็นความจงใจ ความตั้งใจกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ เมื่อกล่าวโดยสภาพธรรมแล้ว ได้แก่ เจตนาเจตสิก  กรรม ไม่ใช่จิต   แต่เกิดร่วมกับจิต   กรรม เป็นธรรมที่มีจริง เป็นเจตนาที่จงใจขวนขวายกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด  ดังข้อความจากพระสุตตันตปิฎก  อังคุตตรนิกาย  ฉักกนิบาต  นิพเพธิกสูตร  ว่า    "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย   เรากล่าวเจตนาว่า เป็นกรรม บุคคลคิดแล้ว    จึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ"    

ข้อความในพระสุตตันตปิฎก  ขุททกนิกาย ชาดก จุลลนันทิยชาดก มีว่า "บุรุษทำกรรมเหล่าใดไว้   เขาย่อมเห็นกรรมเหล่านั้นในตน   ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี   ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว   บุคคลหว่านพืชเช่นใด  ย่อมได้รับผลเช่นนั้น"

-------------------------------------------

ประโยชน์ของการฟัง  การศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็เพื่อเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง    และธรรมก็ไม่ได้อยู่ในหนังสือ    แต่มีจริงทุกขณะ  แม้แต่ในเรื่องกรรม  ก็เป็นธรรม  ไม่พ้นจากธรรมเลย  เพราะกรรม เป็นเจตนาเป็นความจงใจตั้งใจขวนขวายที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด    ซึ่งที่เข้าใจกัน มีทั้งกระทำกรรมดี  (เช่น ให้ทาน  รักษาศีล  ฟังพระธรรมอบรมเจริญปัญญา เป็นต้น)   และ  กระทำกรรมไม่ดี  (เช่น ฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น)    เป็นเหตุที่จะทำให้ได้รับผลข้างหน้า      ที่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้น     คือ  เจตนา     เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภท  แต่ที่จะเป็นเหตุให้เกิดผลในภายหน้า    มุ่งหมายถึงเฉพาะเจตนาที่เป็นกุศลกรรม กับ อกุศลกรรม เท่านั้น     

เมื่อได้ศึกษาในเรื่องกรรมแล้ว  ก็จะเป็นเครื่องเตือนที่ดีในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน     เพราะในอดีตชาติเราก็เคยได้กระทำกรรมมาแล้ว ทั้งดี  ทั้งไม่ดี  โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ดี  นั้น  เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขหรือทำอะไรได้  แต่ในขณะนี้ เราสามารถสะสมในสิ่งที่ดีงามต่อไปได้  ด้วยความเป็นผู้ไม่ประมาท  ไม่ประมาทในการสะสมความดีประการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งเป็นการสะสมเหตุที่ดี    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   คือ การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  อบรมเจริญปัญญา  สะสมความเห็นที่ถูกต้องตรงตามพระธรรม  เมื่อมีความเข้าใจธรรมมาก ๆ ขึ้น  ก็จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้มีความประพฤติเป็นไปทางกาย   ทางวาจา  และทางใจ  ดีขึ้น    ทำให้เป็นผู้ถอยกลับจากอกุศลไปตามลำดับ,    ความดีที่ได้สะสมไว้นี้  ไม่สูญหายไปไหน  สะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะ  และ ความดี  ย่อมนำมาซึ่งผลที่ดี      ไม่เคยนำความทุกข์ ความเดือดร้อนมาให้เลยแม้แต่น้อย 

เราไม่สามารถรู้ได้ว่า กรรมใด  จะให้ผลเมื่อใด  ทางที่ดีที่สุด  คือ  พึงกระทำเฉพาะกรรมอันงาม คือ กุศลกรรม  เท่านั้น  โดยที่ไม่ใช่ว่ามีตัวตนที่ไปทำ  แต่เป็นธรรมฝ่ายดีที่เกิดขึ้นทำกิจ   ส่วน  สิ่งที่ไม่ดีคือกุศลกรรมทั้งหลายซึ่งไม่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่บุคคลอื่น  ไม่ควรที่จะกระทำ    เพราะเหตุว่า กุศลกรรม เป็นที่พึ่งไม่ได้  แต่สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้านั้น  ก็คือ กุศล เท่านั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาซึ่งเป็นความเข้าใจถูกเห็นถูก   ที่จะนำเราไปสู่ทางที่ดียิ่งขึ้น ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
chaweewanksyt
chaweewanksyt
วันที่ 13 ก.ย. 2561 17:49 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 16 ก.ย. 2561 21:06 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ ใข

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ