ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๕๖
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  17 มิ.ย. 2561
หมายเลข  29823
อ่าน  1,394

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๕๖

~เวลาที่อกุศลกรรมเกิดขึ้น ทำลายทุกอย่าง การรบราฆ่าฟัน การเบียนเบียด การประทุษร้าย ไม่ว่าจะเป็นด้วยกาย ด้วยวาจา เวลาที่อกุศลกรรมเกิดแล้วย่อมหักประโยชน์ ทำลายทุกอย่าง ถ้ามีทรัพย์สมบัติข้าวของ เวลาโกรธจัดๆ บางคนก็อาจจะทำลายทรัพย์สมบัติข้าวของที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น เวลาที่อกุศลกรรมเกิด ทรัพย์สมบัติข้าวของนั้นจะยังเป็นของตนอยู่ได้ไหม ในเมื่ออกุศลกรรมนั้นทำลายสิ่งที่เคยเป็นของของตนแล้ว

~ผู้ที่ไม่ได้กระทำกุศลกรรมไว้ ก็ย่อมจะต้องผ่านทางทุรกันดารของชีวิตไปด้วยความยากลำบาก

~กุศลทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นกุศลที่ดูเหมือนว่าจะเล็กน้อยสักเพียงไร ก็จะต้องมีอโลภเจตสิก (ความไม่ติดข้อง) เกิดร่วมด้วย

~ขณะใดที่ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ขณะใดที่เป็นไปในทาน ในศีล ในสมถะ (ความสงบของจิต) ในสติปัฏฐาน (ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง) ขณะนั้นเป็นกุศล เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงแสดงเรื่องของกุศลไว้โดยบท โดยพยัญชนะ โดยธรรมเทศนา หาประมาณมิได้ แม้ในเรื่องของอกุศลก็โดยนัยเดียวกัน

~บางท่านอาจจะมีมดเกาะ และก็ด้วยความตกใจก็สลัดไปแรงๆ แต่ก็ลืมว่าในขณะที่ตกใจ สลัดไปแรงๆ ลืมระวังว่า การสลัดแรงๆ นั้น ก็จะทำให้มดนั้นไปกระทบกับสิ่งอื่นแล้วก็เจ็บหรือถึงตายได้

~ขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด ขณะนั้นมืดมัวด้วยโมหะ แต่อาจจะไม่รู้ ใช่ไหม? เพราะสิ่งนั้นก็สวย สิ่งนี้ก็อร่อย แต่ว่าขณะนั้นก็ลืมแล้วว่า กำลังเห็นว่าสวย กำลังเห็นว่าอร่อย ขณะนั้นมืดมัวด้วยโมหะ ไม่รู้ความจริงของนามธรรมและรูปธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปชั่วขณะจิตเดียว แล้วก็ดับไป

~การแสวงหาธรรม การฟังธรรม หรือว่าพยายามที่จะได้เข้าใจธรรม ย่อมมีมานานแล้ว ไม่ใช่แต่เฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่อื่นก็จะต้องมีผู้ที่สนใจใคร่ที่จะเข้าใจความจริงของชีวิต แต่ว่าก็ย่อมแล้วแต่บุญกรรมว่า ท่านผู้ใดมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมที่ประกอบด้วยเหตุผล ที่จะเกื้อกูลให้สติปัญญาเจริญขึ้นมากน้อยแค่ไหน

~จุดประสงค์สำคัญที่ว่า ถ้าผู้ใดรู้ว่า ศึกษาธรรมเพื่อความเข้าใจลักษณะของธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ แล้วจะได้เข้าถึงอรรถที่ว่า สภาพธรรมไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ที่ใช้คำว่า ธรรม ก็แสดงอยู่แล้วว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรม เพราะฉะนั้น เพียงศัพท์หรือเพียงคำที่ได้ยินคำเดียวว่าธรรม ก็จะต้องเข้าถึงความหมายของธรรม คือ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล

~การฟังธรรม ไม่ใช่เพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อชื่อเสียง หรือเพื่ออะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพื่อมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มี ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้ถูกต้องถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา

~ทั้งหมดเป็นธรรมะที่จริงและตรง ไม่มีสักคำเดียวที่ผู้เป็นกัลยาณมิตรสูงสุด คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้เกิดโทษและอกุศลกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด

~การฟังธรรม พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่งตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูงที่สุด เพราะรู้ว่า จากต้นจนกระทั่งถึงสูงที่สุด ไม่มีทางที่จะเป็นได้โดยง่ายเลย เพราะอกุศลมีปัจจัยที่จะเกิดมากและบ่อย ด้วยเหตุนี้จึงได้ทรงแสดงธรรมะไว้โดยละเอียดทุกประการเพื่อเป็นอารักขโคจร คือ รักษาให้พ้นจากอกุศล

~ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นเว้นจากอกุศล อกุศลเกิดไม่ได้ ชั่วขณะที่กุศลจิตเกิด

~การฟังธรรมที่ละเอียดขึ้นๆ ก็เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้นแม้ในขั้นการฟังว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ใครเลย เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วดับ แค่นี้เอง ทั้งหมดในสังสารวัฏฏ์แต่ละขณะก็เป็นอย่างนี้ เกิดมาเป็นคนนี้นานไหม? จนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ต้องจากโลกนี้ไป

~เกิดเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ฟังธรรม เป็นคนดีพอหรือยัง หรือว่าควรทำความดีให้มากกว่านี้อีก โดยเฉพาะการเข้าใจธรรม

~ทางที่จะละคลายความยึดมั่นในความเห็นว่า มีสัตว์ มีบุคคล มีตัวตน ก็โดยการที่ระลึกได้ว่า สภาพปรมัตถธรรมเพียงปรากฏ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง โดยไม่ได้มีเรื่องราวต่างๆ มาปะปน เพราะฉะนั้น ถ้าคิดถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็ให้ทราบว่าขณะนั้นไม่ใช่การรู้ลักษณะของปรมัตถธรรมซึ่งเกิดแล้วดับแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะอยู่ในโลกของเรื่องสมมติบัญญัติของสิ่งที่เพียงปรากฏสั้นๆ และก็ดับไปอย่างรวดเร็ว

~ก่อนอื่นก็จะต้องทราบว่า โทสะ ไม่ใช่ในขณะที่โกรธ หรือไม่พอใจเท่านั้น พอได้ยินคำว่า โทสะ ทุกคนก็คิดถึงความขุ่นเคืองใจ ความไม่พอใจ หรือความโกรธ แต่ให้ทราบว่า ในขณะใดที่รู้สึกไม่สบายใจ เป็นโทมนัสเวทนา เวทนา ความรู้สึกนี้ ทุกข์ โทมนัส ไม่ดี ไม่สบายใจ ขณะนั้นต้องมีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง

~ขณะที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ทุกคนก็อยู่ภายใต้ลมฟ้าอากาศ ถูกแดด เป็นอย่างไร? ร้อน ไม่พอใจแล้ว หรือว่าพายุฝนต่างๆ เหล่านี้ ก็แสดงให้เห็นว่า ความไม่พอใจ ความขุ่นเคืองใจนี้ มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจริงๆ ถ้าไม่สังเกตจะคิดว่า เป็นแต่เพียงในขณะที่โกรธเคืองขุ่นข้องใจกับสัตว์บุคคลต่างๆ เท่านั้น แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย จะต้องเป็นผู้ละเอียด ที่จะรู้ลักษณะของโทสะจริงๆ ว่า แม้ในอารมณ์ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล โทสะก็เกิดขึ้นได้

~จิตแต่ละขณะเกิดขึ้นกระทำกิจชั่วขณะหนึ่งๆ ตามสภาพ ตามฐานะ ตามโอกาสของจิตนั้นๆ โดยความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แม้แต่กุศลจิตอยากจะให้เกิดก็ยังเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีการสะสมมา

~การอบรมเจริญกุศลไปทุกประการทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งก็จะมีกำลังที่จะทำให้อกุศลอ่อนกำลังลง

~ถ้าในวันหนึ่งๆ เป็นผู้ที่ละเอียด จะสังเกตลักษณะของความไม่พอใจ แม้เพียงเล็กน้อยได้เช่น ทุกคนจะต้องบริโภคอาหารเป็นประจำ ขณะที่เห็นผักหรือเห็นผลไม้เสีย ขณะนั้นเป็นอย่างไร เป็นอกุศลจิตไหม ชอบหรือไม่ชอบ? ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เพียงแต่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เป็นผักหรือผลไม้ที่ไม่น่ารับประทานเท่านั้น ความรู้สึกเป็นอย่างไร จิตในขณะนั้น เป็นอกุศลประเภทไหน? ก็ต้องเป็นโทสมูลจิต (จิตที่มีโทสะเป็นมูล) มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้ลองคิดดู จะดับโทสะ ดับง่ายหรือดับยาก เพียงทันทีที่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แม้แต่ผลไม้เสียนิดเดียว โทสเจตสิกก็เกิดกับอกุศลจิตนั้น ทำให้เป็นโทสมูลจิต

~โทสะเป็นอกุศล ฉันใด โลภะก็เป็นอกุศล ฉันนั้น แล้วโทสะก็ยังแสดงตัวปรากฏให้เห็นง่าย แต่โลภะยากที่จะเห็นได้ เพราะทุกคนต้องการโลภะ ซึ่งไม่มีวันพอ

~ถ้าจะเปรียบลักษณะของอโทสะ (ความไม่โกรธ) ก็เหมือนมิตรที่คอยช่วยเหลือ เพราะเหตุว่าเวลาโกรธ ไม่ช่วย ใช่ไหม? แต่ว่าเวลาไม่โกรธถึงจะช่วย เพราะฉะนั้น ลักษณะของอโทสะก็เป็นสภาพที่ไม่แค้นเคือง เปรียบเหมือนมิตรที่คอยช่วยเหลือ

~ขณะที่อยากจะช่วยใคร ต้องการที่จะให้เขาเป็นสุข มีอะไรที่จะเป็นประโยชน์แก่เขา ทำในขณะนั้น จิตในขณะนั้นอ่อนโยน ตรงกันข้ามกับขณะที่กำลังโกรธ กำลังขุ่นเคือง ขณะที่กำลังโกรธนั้นใจลักษณะนั้นจะหยาบจริงๆ กระด้างจริงๆ มีลักษณะเหมือนกับความแข็งความดุร้าย

~ฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจ คนอื่นไม่สามารถทำให้เราเข้าใจจริงได้ แต่เพราะได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จึงมีความเข้าใจถูกเห็นถูก

~ก็ยังดีที่รู้ตัวว่ายังไม่รู้

~ฟังคำของผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง เพื่อที่จะได้เข้าใจตามพระองค์

~ปัญญา ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนเลยสักขณะเดียว

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมอบมรดก คือ คำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นศาสดาแทนพระองค์เพราะฉะนั้น  ถ้ามีความเคารพสูงสุด ก็ต้องศึกษาธรรมทีละคำ

~สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด คือ ความเข้าใจถูก  ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ผิด แต่ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดลึกซึ้งที่จะเข้าใจ  เพราะฉะนั้น  ถ้ามีความเข้าใจแล้ว  พุทธบริษัทก็สามารถที่จะดำรงพระพุทธศาสนาได้  แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย  ก็ย่ำยีพระธรรมวินัย

~มีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อความทำความดี.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๕๕

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
thilda
วันที่ 18 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
มกร
มกร
วันที่ 18 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 18 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
jaturong
วันที่ 18 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
siraya
วันที่ 18 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 18 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
thongkhun1937
thongkhun1937
วันที่ 19 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 19 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 20 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 25 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ