Print 
ความเข้าใจเรื่องศีล อันเนื่องมาจากธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  12 มี.ค. 2561
หมายเลข  29564
อ่าน  262
ความเข้าใจเรื่องศีล อันเนื่องมาจาก "ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว"
จากการสนทนาพระสูตร ใน อังคุตรนิกาย เอกนิบาต ที่ มศพ. เมื่อ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
ผศ.อรรณพ : (ข้อความจากพระสูตร)ผู้ที่เกียจคร้านในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ย่อมอยู่เป็นสุข
อ.สุจินต์ : อันนี้ไม่สงสัย ใช่ไหม? ไม่ต้องไปนอนกลางดิน กินกลางทราย ใช่ไหม? ไม่ต้องไปอยู่ป่าช้า ไม่ต้องไปอยู่ที่ไหน ที่ไหน ใช่ไหม? คุณเบญจมาสรู้แล้วว่าต่อไปนี้ไม่ต้องไปเป็นทุกข์ นอนที่ไหนอีกต่อไปที่เป็นทุกข์ (อ่าน)ซ้ำอีกทีก็ได้ จะได้จำไว้
ผศ.อรรณพ : ผู้ที่เกียจคร้าน ในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ย่อมอยู่เป็นสุข
อ.สุจินต์ : บอกใครๆได้เลย ที่เขาอยากจะไปเป็นทุกข์ ว่าผู้ที่ไม่ไป เป็นสุข ไม่ไปทำตามคำที่กล่าวไว้ชั่ว เพราะว่า ไม่สามารถจะไปรู้อะไรในสถานที่อย่างนั้นได้
ผศ.อรรณพ : (ข้อความจากพระสูตร)ผู้ที่ปรารภความเพียร ในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์
อ.สุจินต์ : ชัดเจนที่เราจะต้องไม่ละเลยแต่ละคำ เพื่อใคร? ยังมีละเอียดกว่านั้นอีก แต่ตอนนี้เป็นเพียงเบื้องต้น ให้เห็นว่า อะไรเป็นธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ซึ่งถ้าประพฤติปฏิบัติตามด้วยความเพียร ก็ต้องเป็นทุกข์ แต่ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว เป็นสุขแน่ๆ และธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ละเอียดมาก ถ้าไม่พิจารณาก็อาจจะเข้าใจว่ากล่าวไว้ดีแล้ว
     เช่น มีคนกล่าวว่า ผู้ที่ฟังธรรมะที่มูลนิธิฯ ไม่ได้รักษาศีล กล่าวไว้ชั่วไหม? เพราะเขารู้หรือเปล่าว่า ศีลคืออะไร? และ ไม่ใช่ตัวตนไปรักษา ที่สำคัญที่สุด ถ้าคิดว่าเป็นตัวตนที่ไปรักษา เป็นคำกล่าวที่ชั่วหรือเปล่า? ไม่มีประโยชน์เลย ในการที่จะฟังธรรมะเข้าใจ ไม่เห็นว่ารักษาศีล จะเห็นได้อย่างไร? ศีลเป็นนามธรรม มีทั้งกุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล และศีลมีตั้งแต่อินทรียสังวรศีล ใครจะรู้อินทรียสังวรศีล ว่าขณะนี้ สติกำลังรู้ที่ลักษณะสภาพธรรมะ ด้วยความเข้าใจที่ได้ฟังแล้ว
ไม่ต้องไปนั่งขอสมาทานกับใคร ไปบอกใครว่าสมาทานศีล ไม่ใช่หมายความว่าต้องไปนั่งขอศีล แล้วคิดว่านี่เป็นการเริ่มต้นของการที่จะปฏิบัติธรรมะ เข้าใจผิดหมดเลย!!!
     ธรรมะเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว การสนทนาธรรม การไตร่ตรองให้ตรงตามความเป็นจริง ผู้นั้นเพียรในทางที่ถูกต้อง!! ในทางที่กล่าวไว้ดีแล้ว!! และเพียรเพื่อที่จะเข้าใจถูก ไม่หลงไปในคำชั่ว!! เข้าใจผิด ได้ยินคำว่า "ศีล สมาธิ ปัญญา" ก็คิดว่าจะต้องไปขอศีล รักษาศีล ใครจะรู้? ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลย วันนี้รักษากี่ข้อ? คนอื่นรู้ไม่ได้เลย
     เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปตามคำ ที่เข้าใจว่า การเข้าใจธรรมะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ได้รักษาศีล ขณะที่เข้าใจก็เป็นกุศลศีลแล้ว!! จะต้องไปรักษาอะไร? ในเมื่อเกิดแล้ว ด้วยความไม่ใช่เรา ไม่ใช่เป็น "ตัวเราไปนั่งรักษาศีล” เพื่อที่จะได้ไปสู่สมาธิและปัญญา
     คำสอนที่เผิน และไม่ทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่สามารถที่จะอยู่เป็นสุข เพราะว่าต้องมีการเกิดดับเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป โดยเช้าใจผิด เพราะว่า ศีลไม่ได้มีแต่เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ศีลเป็นธรรมะ!! ธรรมะประเภทไหนเกิดขึ้น ก็เป็นปกติ เป็นความเป็นไปของธรรมะนั้น!! เป็นกุศลศีลบ้าง อกุศลศีลบ้าง ความเข้าใจธรรมะสำคัญที่สุด!!! ที่จะเป็นผู้ที่ตรง และรู้ว่าอะไรเป็นคำชั่ว!! คือคำที่ไม่ถูกต้อง!! ซึ่งไม่นำมาซึ่งความสุข แต่จะนำมาซึ่งความทุกข์!! คำชั่ว ไม่สามารถที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้!! ต้องพิจารณาโดยละเอียด ถึงจะรู้ได้ว่า คำใดชั่ว!! และคำใดดี!!!
     จะรีบชวนกันไปขอสมาทาน รักษาศีลไหม? เพราะเข้าใจผิด คิดว่า ต้องเป็นอย่างนั้น กับการที่ฟังธรรมะแล้วเข้าใจ การที่จะรักษาศีลหรือขอสมาทานศีล ๕ งดเว้น มีมากมายใช่ไหม? แต่เขาฟังธรรมะ เข้าใจธรรมะหรือเปล่า? ก็เป็นการชักชวนเพียงว่า เริ่มต้นด้วยการรักษาศีล แต่ว่า ไม่ได้มีความเข้าใจเลย ก็เป็น "ตัวตนที่รักษาศีล"
     ธรรมะเป็นเรื่องที่ละเอียด เข้าใจธรรมะ ขณะที่เข้าใจธรรมะ เป็นศีลหรือเปล่า? ก็เป็นศีล แล้วอย่างไร? เข้าใจเมื่อไหร่ก็เป็นศีลเมื่อนั้น เป็นกุศลศีล
 
(คัดจาก MP3 ชุด ๙๑ ธรรมเตือนใจ ตอนที่ ๕๔)

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
thilda
thilda
วันที่ 14 มี.ค. 2561 00:42 น.

ถ้าฟังธรรมเข้าใจก็ย่อมมีการขัดเกลากิเลสไปทีละเล็กละน้อย โดยไม่ต้องนึกถึงศีลเลย ตามคำสโลแกนของมศพ. "ทำดีและศึกษาพระธรรม" ก็ชัดเจนว่า ทำดี ซึ่งดีกว่าดีทั่วไปเสียอีก เพราะศึกษาพระธรรมและเข้าใจด้วย กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง และกราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณวันชัย ภู่งามและทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ประสาน
วันที่ 14 มี.ค. 2561 07:03 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Boonyavee
วันที่ 17 มี.ค. 2561 09:06 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 18 มี.ค. 2561 00:33 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
thilda
thilda
วันที่ 18 มี.ค. 2561 11:31 น.

      "ศีล ที่เป็นการงดเว้นจากทุจริตทางกาย วาจาและ การประพฤติในสิ่งที่เหมาะสมทางกายและวาจา ก็มีโดยทั่วไปในศาสนาอื่นๆอยู่แล้ว ครับ   ซึ่งก็เป็นกุศลศีลที่มีกันได้ แต่ สำหรับพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาของผู้รู้   ที่เป็นเรื่องของปัญญาเป็นสำคัญ  พระพุทธเจ้าทรงแสดงครับว่า ธรรมของเรา  ไม่ใช่เพียงแค่กุศลศีลที่เป็นเพียงศีลเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงด้วยปัญญา ว่า มีหนทางที่จะสามารถละคลายดับกิเลสได้จริง ซึ่งไม่ใช่เพียงขั้นศีลเท่านั้น เพราะ ศีลเป็นเพียงกุศลที่ระงับกิเลสขั้นหยาบที่ล่วงออกมาทางกาย และวาจา แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหนทางดับกิเลส คือ ด้วยปัญญาเท่านั้นที่จะสามารถละคลายกิเลสได้จริง นั่นคือ การเจริญสติปัฏฐาน หรือ อริยมรรคมีองค์ 8   เพราะฉะนั้นการรักษาศีลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ก็มี เช่น ขณะที่ไม่ฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น แต่ไม่ได้มีปัญญาที่รู้ความจริงว่าในขณะนั้นเป็นธรรมไม่ใช่เรา  แม้จะรักษาศีล แต่ไม่เข้าใจหนทางการดับกิเลส ก็ไม่สามารถละกิเลสได้จริง  ครับ

     ส่วน ศีลที่ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นหนทางที่เป็นไปเพื่อการละกิเลส ดับกิเลสจนหมดสิ้น คือ ขณะใดที่สติปัฏฐานเกิดระลึกรู้ความจริงของลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้น มีศีล สมาธิและปัญญาด้วย มีศีล คือ อินทรียสังวรศีล ที่เป็นการสังวรด้วยสติ (สติสังวร)เพราะ สังวรก็ชื่อว่าศีล มีสัมมาสมาธิที่เป็น สมาธิและมีปัญญาด้วย คือ สัมมาทิฏฐิในขณะนั้น ครับ

     ดังนั้น หนทางการอบรมปัญญา จึงไม่ใช่การพยายามที่จะทำศีลให้ได้ครบถ้วน เพราะศีลจะไม่บริบูรณ์ครบถ้วนเลย หากปราศจากปัญญา  แต่เพราะอาศัยการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรม ปัญญาที่เจริญขึ้นย่อมทำให้กายและวาจา  เป็นไปในทางที่เหมาะสมและศีลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ดีขึ้นด้วย ตามปัญญาที่เจริญขึ้น  และที่สำคัญที่สุด การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรามในหนทางที่ถูกต้อง ในเรื่องสภาพธรรม และการเจริญสติปัฏฐาน ยอ่มเป็นปัจจัยให้ สติปัฏฐานเกิด ซึ่งขณะที่สติปัฏฐานเกิด ก็มีศีล มีสมาธิ และที่สำคัญ มีปัญญาด้วย เป็นศีลที่ประกอบด้วยปัญญาที่รู้ความจริงว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ซึ่งเป็นหนทางการดับกิเลสอย่างแท้จริง   ต่างจาก ผู้ที่รักษาศีล แต่ไม่เข้าใจหนทางการดับกิเลส หรือ เข้าใจหนทางดับกิเลสผิดไป ศีลนั้นก็ไม่เป็นไปเพื่อรองรับ หรือ เป็นเบื้องต้นของกุศลธรรม ที่จะทำให้กุศลอื่นๆเจริญ มีปัญญา หรือ การเจริญวิปัสสนาเพิ่มขึ้นได้เลย เพราะตั้งอยู่บนรากฐาน คือ ความไม่เข้าใจหนทางในการดับกิเลส แม้จะรักษาศีลอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถดับกิเลส เพราะขาดปัญญาเป็นสำคัญ สมดังที่พระพุทะเจ้า ว่า ในบรรดากุศลธรรมทั้งหลาย เรากล่าวว่า วิชชา หรือ ปัญญา เป็นเลิศ ครับ"

 

      "ศีล มีอรรถที่กว้างขวางมาก   การวิรัติงดเว้นจากทุจริตประการต่าง ๆ ก็เป็นศีล  การน้อมประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ก็เป็นศีล การสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น   กาย และใจปิดกั้นไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นที่เป็นการสำรวมอินทรีย์ ก็เป็นศีล , ในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นพร้อมด้วยองค์มรรค ทั้ง ๘ องค์ ซึ่งมีองค์ของศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา-อาชีวะ) ด้วย ก็เป็นศีล ที่เป็นโลกุตตรศีล

     ศีล มีทั้งที่ประกอบด้วยปัญญา และ ไม่ประกอบด้วยปัญญา  การแสดงถึงเรื่องการรักษาศีล  ศาสนาไหนก็มี ที่มีการสอนให้งดเว้นจากทุจริตประการต่าง ๆ แต่ในขณะนั้นไม่มีปัญญาที่เข้าใจความจริง    ไม่ได้เห็นโทษเห็นภัยของกิเลสอกุศลที่เกิดขึ้นเป็นไป เพียงแต่มีการงดเว้น อาจจะทำตาม ๆ กันเท่านั้น แต่ถ้าจะเป็นศีลที่ประกอบด้วยปัญญา มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น  เมื่อมีการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม มากยิ่งขึ้น เข้าใจเพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้มีการงดเว้นจากทุจริตประการต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง  ไม่ใช่เราที่รักษาศีล แต่เป็นธรรมฝ่ายดีที่เกิดขึ้นเป็นไปเท่านั้น เป็นศีลที่ประกอบด้วยปัญญา  ศีลจะบริสุทธิ์ขึ้นเพราะมีความเข้าใจถูกเห็นถูกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริง ๆ ครับ. "

จากกระทู้ด้านล่างค่ะ ขอเชิญอ่าน ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

ศีลทีประกอบด้วยปัญญาเจริญอย่างไร

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 19 มี.ค. 2561 13:44 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ