Print 
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๓๘
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  11 ก.พ. 2561
หมายเลข  29484
อ่าน  1,129

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

 

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๓๘

~พระภิกษุ  ไม่ใช่บวชเพื่ออาศัยผ้าเหลือง  แต่ต้องเพราะเห็นประโยชน์ของการเข้าใจพระธรรม  เพื่ออุทิศชีวิตต่อการที่จะศึกษาธรรม และขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง โดยการที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยด้วย

~พระภิกษุ   ก่อนบวช เป็นผู้ฟังพระธรรม เข้าใจพระธรรม  จึงสละทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งทรัพย์สมบัติ วงศาคณาญาติ  ที่จะฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้น ในเพศบรรพชิต

~พระภิกษุ สละเงินและทองแล้ว  จึงบวช   เมื่อบวชแล้ว จะมีเงินทองได้อย่างไร

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงรับเงินทองหรือเปล่า?  เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงไม่รับเงินทอง แล้วเพราะเหตุใดภิกษุที่ปฏิญาณว่าจะประพฤติตามพระองค์  จึงรับเงินรับทอง 

~รับเงินรับทอง  เป็นกิเลส   พระภิกษุจะขัดเกลากิเลสมิใช่หรือ  แล้วจะรับเงินทองได้อย่างไร?  

~เวลาที่กุศลจิตเกิด จะให้กล่าวคำร้ายๆ จะให้ทำสิ่งที่ชั่วๆได้ไหม?  ก็ไม่ได้

~
เป็นมิตรจริงๆต้องให้สิ่งที่ประเสริฐถูกต้อง คือ ความเข้าใจ จะมากหรือจะน้อยก็ตาม

~
ฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจ หนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์ ยังมีโอกาสได้ยินได้ฟัง

~
เมื่อโกรธเกิดขึ้นแล้ว ดีไหม? ไม่ดี, ใครเดือดร้อน โกรธเกิดที่ไหนไม่เป็นสุข จะไปทำให้คนที่มีความโกรธ เป็นสุข เป็นไปไม่ได้เลย

~ปัญหาทั้งหลาย โทษทั้งหลาย ความไม่สงบทั้งหลาย ก็เกิดจากอกุศลทั้งหมด

~ถ้าไม่ใช่ปัญญา ไม่มีทางเลยที่จะไปละ ชำระล้างอกุศลซึ่งเกาะติดแน่นอยู่ในใจ

~พระธรรมช่วยให้คนทั้งหลาย  พ้นจากความเห็นผิดความเข้าใจผิดแล้วก็เป็นผู้ที่ตรงที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ มิฉะนั้น  ก็แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลย
เพราะเข้าใจผิด คิดว่า อกุศลเป็นกุศล

~ถ้าโกรธเขา เป็นกุศลหรือเปล่า? เป็นอกุศล, ถ้าสงสารเขา เป็นกุศลหรือเปล่า? เป็นกุศล

~บูชาพระรัตนตรัย ด้วยความเข้าใจธรรม ศึกษาธรรม  แล้วก็ช่วยให้คนอื่น
ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย    ทุกครั้งที่กล่าวคำจริง เพื่อหวังประโยชน์ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง เป็นการบูชาพระรัตนตรัย

~ถ้าใครกล่าวตามพระธรรมวินัย  ควรฟังไหม ไม่ว่าใคร ไม่ว่าภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ควรฟังไหม? เพราะไม่ใช่คำของเขา แต่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น ทุกคำที่จริง

~พระธรรมทั้งหมดทรงแสดงให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ เท่าที่กำลังของสติปัญญาจะเข้าใจได้ และ อบรมต่อไป เพราะคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เปลี่ยนไม่ได้เลย เป็นความจริงถึงที่สุด

~ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกขณะ คือ ความจริง ไม่เว้นเลยสักขณะเดียว ทุกวันทุกเวลา สั้นยิ่งกว่าวินาที ก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป โดยไม่รู้เลย

~ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ย่อมไม่มีทางที่จะรู้โทษของการที่มีความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏจึงทำให้หลงพอใจ มาก จนกระทั่งเกิดความทุกข์เมื่อเกิดความพลัดพรากหรือไม่ได้ในสิ่งที่พอใจ จนกระทั่งเป็นเหตุให้กระทำทุจริตกรรม ร้ายแรงถึงกับว่าสามารถที่จะฆ่าคนอื่นได้ เอาทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตน มากมายมหาศาล

~สะสมความไม่รู้มานานแสนนาน และไม่มีวันจะหมดสิ้นไปได้ ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

~ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม(บรรพชิตหรือคฤหัสถ์) ต้องเป็นปัญญาความเห็นที่ถูกต้องเท่านั้นที่สามารถที่จะทำให้ค่อยๆละคลายความติดข้อง แม้ขณะที่กำลังฟังพระธรรมเดี๋ยวนี้  รู้ไหมว่ากำลังละคลายความติดข้อง

~ความเข้าใจเป็นธรรมที่ค่อยๆ คลายความติดข้อง เพราะค่อยๆเริ่มเข้าใจ

~เราเป็นทุกข์  เพราะความไม่รู้ และ มีกิเลส     หนทางที่จะดับทุกข์  คือ มีความรู้(ปัญญา) ที่จะดับกิเลส


~กุศล ความดีทั้งหลาย ไม่นำทุกข์โทษภัยมาให้  แต่อกุศลที่ทุกคนมีนี่แหละนำทุกข์โทษภัยมาให้  ตามกำลังของอกุศลนั้น ๆ

~มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ก็ต้องอาศัยคำของพระองค์ ไม่ใช่คิดเอง

~หนทางเดียวที่จะทำให้เป็นคนดีได้ คือ  ความเข้าใจพระธรรม

~พระธรรมเป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่งแก่การได้ยินได้ฟังด้วยความเคารพในความลึกซึ้งของผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ด้วยพระมหากรุณาที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูก ได้เห็นถูก

~ประโยชน์ของการเข้าถึงความจริงของสภาพธรรม คือ มั่นคงที่จะเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

~ธรรมเป็นปกติ คนส่วนใหญ่คิดว่า ธรรมต้องไปทำให้มีขึ้น ให้เกิดขึ้น แต่ว่าตามความเป็นจริงตลอดชีวิต ทุกชีวิตในสังสารวัฏฏ์ เป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีขณะไหนที่ไม่ใช่ธรรมเลย เพราะฉะนั้นการรู้จักธรรม ไม่ใช่ต้องไปทำอะไรให้เกิดเลย เพียงแต่ว่าสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ฟัง แล้วก็รู้ว่า ปัญญาสามารถรู้ว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นคำจริงทุกคำ

~สะสมอวิชชามาแค่ไหน มากมายในสังสารวัฏฏ์ จนแม้กำลังฟัง ก็ฟังด้วยดี และเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่า ค่อยๆเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เหมือนของที่หนัก ตอ เคลื่อนไม่ได้ มั่นคงด้วยอกุศลทั้งหลาย กว่าจะเคลื่อนไป ค่อยๆขยับให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ จะนานสักแค่ไหน คงไม่ต้องคำนึงถึงกาลเวลา เพราะเหตุว่าต้องเป็นไปตามความรู้ความเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

~การฟังธรรมก็เพื่อเข้าใจถูกต้องว่า ธรรมเป็นธรรม เกิดปรากฏแล้วดับไป ชั่วคราว ทุกอย่างปรากฏชั่วคราว ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ  ชั่วคราวทั้งนั้น

~ทั้งหมดของพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แต่ละหนึ่ง ละเอียดยิ่ง เพื่อความไม่ใช่เรา

~ไม่รู้จักธรรม  ก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~บุญ คือ สภาพธรรมที่ดีงาม   มีทุกวัน  ดีไหม?  

~เข้าใจธรรม  ก็ทำดีขึ้น  เป็นคนดีขึ้น

~อกุศลทั้งหลาย ล้อมรอบ   แต่ก็ยังสามารถมีปัญญาเข้าใจสิ่งที่มีจริงได้ 

~ไม่มีใครสามารถทำให้เกิดจิตเห็น จิตได้ยิน หรือจิตเป็นกุศล หรือจิตเป็นอกุศลได้ แต่สภาพธรรมทุกอย่างมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ซึ่งปัญญาสามารถที่จะอบรมรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมนั้นว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน

~จุดประสงค์ของการศึกษาพระธรรม เพื่อให้รู้ความจริงของสภาพธรรมว่า ไม่ใช่จะไปบังคับ แต่ว่ารู้ได้ว่า สภาพธรรมทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

~ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอนาคามีบุคคล อย่าไปถามใครเลยเรื่องวิธีอื่นที่จะทำให้ไม่มีโทสะ เพราะเหตุว่ามีวิธีเดียวเท่านั้น คือ ต้องเจริญปัญญาจนรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงขั้นพระอนาคามีบุคคลเมื่อไร เมื่อนั้นจึงจะไม่มีโทสะ

~ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ของเรา แม้แต่ความโกรธในขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา ถ้าสามารถจะรู้ตามความเป็นจริงอย่างนี้ ทุกข์ก็จะลดน้อยลง เพราะว่าไม่ยึดถือโลภะ โทสะ โมหะ และธรรมทั้งหลายว่าเป็นของเรา เมื่อไม่มีเรา ก็ไม่มีบุคคลอื่น เป็นแต่เพียงสภาพธรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

~การฟังพระธรรมมีอุปการะมาก ไม่ควรประมาทที่คิดว่า รู้แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ฟัง แต่จะเห็นได้ว่า ขณะใดที่ไม่ฟัง เพราะอะไร ขณะนั้นต้องเป็นเพราะอกุศลจิตที่เกิด แต่ขณะที่ฟัง ขณะนั้นก็เป็นกุศล และเมื่อฟังแล้วเข้าใจ ก็จะยิ่งเห็นประโยชน์ว่า ไม่ควรที่จะขาดการฟังเลย ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง และหนทางเดียวที่จะเกื้อกูลให้โยนิโสมนสิการ(การใส่ใจอย่างถูกต้องแยบคาย)เจริญได้จริงๆ ก็คือฟังพระธรรมให้เข้าใจละเอียดขึ้น

~ใครไม่ดีนั้น เรื่องของคนอื่นทั้งหมด ถ้าสามารถจะอนุเคราะห์เกื้อกูลได้ ควรทำ แต่ถ้าไม่สามารถจะอนุเคราะห์เกื้อกูลได้ แม้ว่าจะไม่ใกล้ชิด แต่ก็มีเมตตาได้ การใกล้ชิดอาจจะทำให้เกิดอกุศลมากมายเพิ่มขึ้น แต่ว่าถ้าไม่ใกล้ชิดแล้วมีเมตตา เวลาที่ถึงกาลที่จะอนุเคราะห์ ก็อนุเคราะห์ด้วยเมตตาได้

~ไม่รู้ มานานเท่าไหร่ แล้วจะให้รู้เร็วๆ เป็นไปได้หรือ

~ถ้ายังไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และมีแต่อกุศลมากๆ ไม่มีกุศลหรือการขัดเกลาหรือการบำเพ็ญกุศลอื่นเลย จิตใจก็ยอมคล้อยตาม เป็นไปตามอกุศล

~แต่ละคนเป็นแต่ละหนึ่ง แต่ก็สามารถทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาได้   เริ่มด้วยการศึกษาธรรมด้วยความเคารพ และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ดำรงรักษาคำสอนที่ถูกต้อง ทำทุกอย่างด้วยความไม่หวั่นเกรง เพราะเหตุว่า ด้วยความหวังดี สิ่งใดที่ถูกต้อง ก็แสดงให้คนอื่นได้ฟังได้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

 

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
วันที่ 11 ก.พ. 2561 18:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 11 ก.พ. 2561 19:08 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 11 ก.พ. 2561 19:09 น.

เราเป็นทุกข์ เพราะความไม่รู้ และ มีกิเลส หนทางที่จะดับทุกข์ คือ มีความรู้(ปัญญา) ที่จะดับกิเลส *** สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
panasda
วันที่ 11 ก.พ. 2561 19:19 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 11 ก.พ. 2561 21:13 น.

   อกุศลทั้งหลาย ล้อมรอบ แต่ก็ยังสามารถมีปัญญาเข้าใจสิ่งที่มีจริงได้

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Nataya
วันที่ 11 ก.พ. 2561 21:40 น.

                      กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
peem
วันที่ 11 ก.พ. 2561 21:59 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
thilda
thilda
วันที่ 11 ก.พ. 2561 22:17 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
siraya
วันที่ 12 ก.พ. 2561 07:47 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
kullawat
วันที่ 12 ก.พ. 2561 07:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 12 ก.พ. 2561 09:20 น.

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 12 ก.พ. 2561 09:22 น.

โดยเฉพาะข้อความนี้ ประทับใจมากๆ 

ถ้ายังไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และมีแต่อกุศลมากๆ ไม่มีกุศลหรือการขัดเกลาหรือการบำเพ็ญกุศลอื่นเลย จิตใจก็ยอมคล้อยตาม เป็นไปตามอกุศล...

ที่น่ากลัวคือ สะสมอกุศลไปอีกเรื่อยๆ วนอยู่อย่างนี้...

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
jaturong
วันที่ 12 ก.พ. 2561 09:58 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 13 ก.พ. 2561 06:42 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ