ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๖
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  2 ก.ค. 2560
หมายเลข  28954
อ่าน  1,989

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้



ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๖  

 ~ความเป็นภิกษุ ต้องหมายความถึงสภาพของจิตที่สามารถจะสละความเกี่ยวข้องในเรื่องของบ้านเรือน ในเพศของคฤหัสถ์ ไม่มีการดูโทรทัศน์หรือว่าเรื่องรื่นเริงบันเทิงต่างๆ ต้องเป็นผู้สามารถตัดความผูกพันนั้นได้จริงๆ   เพราะเหตุว่าความเป็นภิกษุ ก็เป็นสภาพจิตที่สูงกว่าคฤหัสถ์

~บวชเพื่ออะไร?  ทำไมจึงบวช จริงใจหรือตรงต่อความจริงหรือเปล่าว่าต้องเป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรมและเห็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต

~ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ม่บวชเพราะสละชีวิตเพื่อการที่จะได้เข้าใจธรรม
โดยการฟัง ศึกษาพระธรรมโดยละเอียดเพื่อที่จะได้อบรมเจริญปัญญาเพื่อที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ก็ไม่ใช่ภิกษุ

~เรื่องเงินทองไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องที่ทำลายชีวิตของบรรพชิตของพระภิกษุ เพราะนำมาซึ่งความต้องการติดข้องในรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย)อันแสดงความเป็นเพศคฤหัสถ์ 

~บรรพชิต แปลว่า สละ,  เว้น  ถ้าพระภิกษุรับเงิน สละหรือเปล่า? แค่นี้ก็ตรงกันข้ามแล้ว  ไม่จริงใจ  ไม่ตรง

~พระภิกษุ ยินดีในอะไร? ยินดีในการเข้าใจธรรม ในการสละชีวิตเพื่อศึกษาธรรม และขัดเกลากิเลสต่างจากเพศคฤหัสถ์โดยต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทุกข้อ จึงจะเป็นการเคารพและจริงใจต่อการที่สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต

~อกุศล (ความชั่ว) ก็เป็นธรรม  กุศล (ความดี) ก็เป็นธรรม  ตราบใดที่ยังมีปัจจัย  ที่จะให้อกุศลซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เกิดก็ต้องเกิด  จนกว่าจะมีปัจจัยทำให้กุศลและปัญญาเจริญขึ้นเห็นตามความเป็นจริง ก็ค่อยๆ ละอกุศล  ไม่ใช่เราละ หรือไปกั้น หรือไปทำอะไร แต่ความเห็นถูกต่างหากที่รู้ว่า ทางนั้นผิด ทางนั้นไม่มีประโยชน์ ทางนั้นเป็นโทษ เพราะฉะนั้น ปัญญาก็นำไปสู่ทางที่เป็นประโยชน์

~พระพุทธศาสนาเป็นพระธรรมคำสอน ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งผู้ที่เป็นสาวก คือ ผู้ฟังพระธรรมของพระองค์ จะต้องพิจารณาให้เกิดปัญญาของตัวเอง  เพราะฉะนั้น   ถ้าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด  โดยไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  อย่างนี้  ก็ไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติ  ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย

~เมื่อไหร่จะหวนกลับมาเห็นค่าของพระธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และศึกษาให้เข้าใจว่า อะไรถูก อะไรผิดซึ่งถูก เป็นถูกไปตลอด ไม่มีทางที่จะกลับมาเป็นผิดและผิด ก็ต้องเป็นผิด จะกลับมาเป็นถูกได้อย่างไร, เกิดแล้วเป็นกุศล ก็เป็นกุศล  เกิดแล้วเป็นอกุศล ก็เป็นอกุศล  จะเอาอกุศลมาเป็นกุศลได้อย่างไร แต่ทั้งหมด เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่รู้ก็คือ หายนะ(เสื่อมจากคุณความดี)

~ตราบใดที่ยังมีอกุศล ก็ยังต้องมีทุจริต

~ถ้าพระธรรมไม่ทรงแสดงไว้โดยละเอียด   จะมีใครรู้ตัวบ้างว่า ไม่ดีเลยไม่ดีอย่างมากมายทีเดียว คนอื่นที่กล่าวว่าท่านไม่ดี  ยังไม่รู้ความจริงแท้ของใจของท่านซึ่งไม่ดีมากยิ่งกว่าที่คนอื่นเห็นหรือคนอื่นรู้  คนอื่นอาจจะเห็นเพียงบางครั้ง บางโอกาส บางเหตุการณ์  แต่ว่าใจของท่านเอง  ท่านสามารถรู้ได้จริงๆ ว่า สะสมความไม่ดีไว้มากกว่าที่คนอื่นจะเห็น  และผู้ใดยอมรับความจริงที่รู้ว่าตนเองไม่ดี ผู้นั้นก็เริ่มที่จะอบรมเจริญกุศล  ที่จะขัดเกลาอกุศลทั้งหลายให้เบาบาง แต่ตราบใดถ้ายังคิดว่าดีแล้ว  อกุศลก็จะเพิ่มมากขึ้น  เพราะเหตุว่า  ไม่คิดที่จะละอกุศลเพราะเข้าใจว่าดีแล้ว

~เพียงอกุศลธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกได้ว่า แม้อกุศลธรรมอื่นๆ ก็ยังมีอยู่มากด้วย จึงเป็นผู้ที่จะเห็นความน่ารังเกียจของอกุศลธรรมซึ่งมีอยู่ในตนได้ เพราะเหตุว่ามักจะรังเกียจอกุศลธรรมที่มีอยู่ในบุคคลอื่น แต่ว่าผู้ที่ฉลาดจะต้องเป็นผู้ที่รังเกียจอกุศลธรรมที่มีอยู่ในตน


~ถ้าเกิดหิริ ความรังเกียจในอกุศลกรรม แล้วก็เกิดโอตตัปปะ การเห็นภัย เห็นโทษของอกุศลกรรม ก็จะเป็นปัจจัยให้เจริญกุศลยิ่งขึ้น

~การอบรมเจริญปัญญาจะทำให้กิเลสอ่อนกำลังในการที่จะก่อตัวขึ้น คือ ไม่มีใครชนะกิเลสได้จริงๆ แต่ว่าการสะสมปัญญาไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้กิเลสอ่อนกำลังได้ในการที่จะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้ช้าลง หรือแทนที่จะก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง ก็ทำให้การก่อตัวนั้นลดกำลังลงได้

~พระธรรมทั้งหมดเพื่อไม่ประมาท เพื่อเข้าใจถูกว่า กิเลสมีมาก และการค่อยๆ เข้าใจธรรม เป็นหนทางดีที่ทำให้สามารถละกิเลสได้ ถ้าใครคิดว่า ละได้โดยไม่เข้าใจธรรม  ผู้นั้นเข้าใจผิด

~ธรรมเป็นเรื่องตรง และเป็นเรื่องอุปการะทุกชีวิตที่สามารถเจริญขึ้นในกุศลธรรม ด้วยปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง แต่ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้องเพราะไม่รู้ ก็ทำทุกอย่างด้วยความไม่รู้ เพราะด้วยความไม่รู้จึงเป็นโลภะบ้าง เป็นโทสะบ้าง เป็นอกุศลประเภทต่างๆ บ้าง

~ฟังธรรม เพื่อเข้าใจธรรม จนกว่าจะเข้าใจอย่างมั่นคงว่า ธรรม เป็นธรรม ไม่ใช่เรา

~ทุกคนมีทั้งกุศลและอกุศล ถ้ายังไม่เป็นพระอริยบุคคลก็มีความเป็นปุถุชน หนาด้วยกิเลสเหมือนกัน เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ดับกิเลสใดๆ เป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด) เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะมีความเข้าใจและก็เห็นใจ และอภัยให้คนที่ขณะนั้นมีปัจจัยที่จะให้อกุศลจิตเกิด และตัวเองก็ไม่เดือดร้อน เพราะเหตุว่าอภัยให้ได้

~กุศลเป็นสภาพของจิตที่ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีมานะ(ความสำคัญตน) ไม่มีทิฏฐิ(ความเห็นผิด)


~ในเรื่องการเจริญกุศลแล้วขาดวิริยะ(ความเพียร)ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าจะต้องฝืนกระแสของอกุศล ฝืนความพอใจ ความสะดวกสบายทุกประการ เพื่อที่จะให้กุศลนั้นๆ สำเร็จ

~การเจริญกุศลทุกประการด้วยความเคารพ คือ เมื่อเคารพความดีงามของสภาพธรรมที่เป็นกุศล ก็ยอมสละอกุศล ถ้าเป็นผู้ที่เคารพในกุศลธรรมจริงๆ ก็จะยอมสละอกุศลธรรมได้

~ในขณะที่กุศลก็ค่อยๆ สะสมเพิ่มพูนขึ้นทีละน้อย อกุศลที่ยังไม่ได้ดับ ก็ยังมีปัจจัยที่จะเกิด เพราะฉะนั้นผู้ที่กำลังขัดเกลากิเลสจึงเห็นกิเลส แล้วก็ขัดเกลากิเลส แล้วก็เห็นกิเลส แล้วก็ขัดเกลากิเลส ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

~สำหรับผู้มีปัญญา จะพิจารณาชีวิตของตนเองในชาติหนึ่งๆ ได้ว่า ทุกสถานการณ์ต้องมีความอดทนอย่างมาก อดทนที่จะไม่เศร้าโศก อดทนที่จะไม่ขุ่นเคืองใจ เสียใจ น้อยใจในการกระทำในคำพูดของบุคคลอื่นในทุกสถานการณ์ 

~ถ้าจะไม่ให้ความโกรธเกิดอีกเลย ต้องเป็นพระอนาคามีบุคคล ถ้ายังไม่เป็นพระอนาคามีบุคคล มีเหตุปัจจัยที่ความขุ่นเคืองหรือความโกรธจะเกิด ก็เกิด แต่ความโกรธหรือความขุ่นเคืองที่เกิดขึ้นนั้น ดับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะผูกโกรธถ้ามีเมตตาเกิดขึ้นในขณะนั้น ก็คือรู้ว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนเหมือนกัน มีความผิดพลาด ไม่ใช่ว่าเราเท่านั้นที่จะเป็นคนที่ไม่ผิด แต่ว่าเราก็ต้องผิดเหมือนกัน และเวลาที่เราผิด คนอื่นอภัยให้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อคนอื่นผิด เราก็อภัยให้เขาได้เหมือนกัน

~ถ้าสามารถที่จะอดทนได้ในขณะนั้น โทสะก็ไม่เกิด วาจาที่ไม่ดีก็ไม่มี แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มี ไม่ต้องกล่าวถึงวาจาที่รุนแรง แม้แต่เพียงคำเล็กน้อยที่เกิดจากใจที่โกรธ ก็ไม่มี

~ค่อยๆ อดทนไปทีละเล็กทีละน้อย ทีหลังก็จะเป็นผู้ที่มีความอดทนเพิ่มขึ้น แล้วอดทนดีไหม แต่ถ้าอดทนได้ดีไหม? ต้องคิดถึงประโยชน์ก่อนที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราต้องพิจารณาประโยชน์ของสิ่งนั้น เมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็จะทำให้เราค่อยๆ เพิ่มความอดทนขึ้น
 
~เป็นความละเอียดของจิต ซึ่งจะต้องระวังว่า สำหรับผู้ฟัง ถ้าฟังแล้วก็เกิดอกุศลไปใหญ่โต เพราะฉะนั้นผู้พูดก็หยุดเสีย เพื่อจะไม่ให้ผู้ฟังเกิดอกุศลมากไปอีก

~ขณะใดก็ตามที่กุศลจิตเกิดขึ้น  ขณะนั้นไม่นำทุกข์โทษภัยมาให้ใครทั้งหมด  แม้แต่ตนเองและผู้อื่น

~จะชำระเครื่องเศร้าหมอง (เครื่องเศร้าหมองในที่นี้ คือ กิเลสอกุศลทั้งหลาย) ได้ ก็ต้องเป็นผู้ที่ตรง จริงใจ และเป็นไปเพื่อละ ไม่ใช่เป็นไปเพื่ออย่างอื่น

~ความเข้าใจถูกเห็นถูกต่างหากที่ละคลายความไม่รู้และความเข้าใจผิด

~อกุศล เป็นสิ่งที่ไม่ดี  แม้เพียงเล็กน้อย ก็อย่าเห็นว่า ไม่เป็นไร   แต่เป็นสิ่งที่ควรรังเกียจ

~ประโยชน์ที่ดีที่สุดที่เกิดมาเป็นคนนี้ คือ ได้เข้าใจธรรม.

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๐๕

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
namarupa
namarupa
วันที่ 2 ก.ค. 2560

ขอบคุณและอนุโมทนาในกุศลวิริยะค่ะอ.คำปั่น

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
peem
วันที่ 2 ก.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
มกร
มกร
วันที่ 2 ก.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
thilda
วันที่ 2 ก.ค. 2560

มีประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
panasda
วันที่ 3 ก.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jaturong
วันที่ 3 ก.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 3 ก.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 4 ก.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 5 ก.ค. 2560

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
s_sophon
วันที่ 18 ก.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
มกร
มกร
วันที่ 21 พ.ค. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ