เป็นผู้นำประเทศและถูกรางวัลที่ 1 เป็นผลของอกุศลหรือไม่

 
ฉีฟ่งจื้อ
วันที่  22 เม.ย. 2560
หมายเลข  28785
อ่าน  911

เรียน ท่านวิทยากร ขอเรียนถามว่าเป็นผู้นำประเทศและถูกรางวัลที่ 1 เป็นผลของอกุศลกรรมหรือไม่ครับ ดูแล้วก็น่าจะเป็นผลของอกุศลกรรม เพราะเวลาทำบุญก็ตั้งความหวังด้วยจิตที่เป็นโลภะว่าขอให้เป็นอย่างที่ต้องการ พอได้เป็นอย่างที่ต้องการแล้วบางทีก็เป็นทุกข์ทั้งผู้นำประเทศและผู้ถูกรางวัลที่ 1 ขอท่านช่วยให้ความกระจ่างด้วยครับ ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 22 เม.ย. 2560

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ควรเข้าใจความจริงตั้งแต่ต้นว่ามีแต่สภาพธรรม เกิดขึ้นและดับไป ไม่มีเรา มีแต่ จิต เจตสิก รูป เพราะฉะนั้น กรรมและผลของกรรม ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริง คือ จิต เจตสิก รูป เมื่อพูดถึง กรรม ก็ไม่ใช่ผลของกรรมที่เป็นวิบาก กรรม มีจริงเป็นสภาพธรรมที่เป็นเจตนา ซึ่งเป็นเจตสิก เกิดกับกุศลจิต จึงเป็นกุศลกรรม และ เกิดกับ อกุศลจิต จึงเป็นอกุศลกรรม เพราะฉะนั้น เหตุ คือ กุศลกรรม อกุศลกรรม ผล คือ วิบาก ที่เป็นผลของรรม คือ ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้กระทบสัมผัส เป็นต้น เพราะฉะนั้น การถูกรางวัลที่ 1 เป็นชื่อสมมติ ที่เรียกกัน แต่ ขณะที่เห็นสิ่งที่ดี ได้ยินสิ่งที่ดี อันมีเหตุ มาจาก กรรมดีให้ผล เห้นสิ่งที่ดี ได้ยินสิ่งที่ดี ขณะนั้น มีวิบากที่ดี คือ เป็นผลของกรรม แต่ เมื่อเห็นดี ได้ยินสิ่งที่ดีแล้ว เกิดทุกข์ใจ ทุกข์ใจ ไม่ใช่ผลของกรรม ไม่ใช่วิบาก แต่เป็นอกุศลจิตที่เป็นเหตุ ครับ เพราะฉะนั้น เราต้องแยกเรื่องราว คือ การถูกหวยรางวัลที่ 1 ส่วน กรรม กับ ผลของกรรม ก็แยกกัน ที่เป็น จิต เจตสิก และมีความละเอียดตามที่กล่าวมาครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ประสาน
วันที่ 23 เม.ย. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
วันที่ 23 เม.ย. 2560

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ทำให้เข้าใจว่าการที่สัตว์ทั้งหลายได้รับสิ่งดี ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจทั้งหมด ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ที่ดี น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพราะกุศลกรรมที่ตนเคยทำไว้แล้ว แต่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า มาจากกรรมอะไรที่ทำไว้ในชาติไหน ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย เพราะเหตุว่ากรรมเป็นสภาพธรรมที่ปกปิด หรือ แม้แต่ผลของกรรม ก็เป็นสภาพธรรมที่ปกปิด เพราะไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ที่ได้รับผลของกรรมในชีวิตประจำวัน นั้น มาจากกรรมอะไรในชาติไหน กรรมที่ทำแล้วในชาติไหนๆ หรือในชาตินี้ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้อีกเหมือนกันว่า จะให้ผลในชาติไหน เมื่อไหร่ ทั้งหมดเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น หลังได้รับผลของกรรมแล้ว จะมีอกุศลตามมาอีกมายหรือมีกุศลเกิดบ้าง ก็ตามการสะสมของแต่ละบุคคล ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
worrasak
วันที่ 24 เม.ย. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wirat.k
วันที่ 29 เม.ย. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 30 เม.ย. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ํํญาณินทร์
วันที่ 1 พ.ค. 2560

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
wannee.s
วันที่ 23 พ.ค. 2560

ทุกขณะเป็นผลของกรรม เช่น เห็นสิ่งที่ดีก็เป็นกุศลวิบาก เห็นสิ่งที่ไม่ดีก็เป็นอกุศลวิบาก ในสังสารวัฏฏ์เราทำทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่ากรรมไหนจะให้ผลค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
kullawat
วันที่ 25 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ