พระเทวทัต กับความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
 
Jumzper
Jumzper
วันที่  25 ก.พ. 2559
หมายเลข  27495
อ่าน  1,243

พระเทวทัต เมื่อท่านขึ้นมาจากมหานรกแล้ว ชาติใด ชาติหนึ่ง ท่านจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจริงไหม ?

ขอบพระคุณครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 26 ก.พ. 2559 11:14 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง โดยไม่ฟังจากใคร และ สามารถสั่งสอน ให้ผู้อื่นรู้ตาม และ บรรลุได้ด้วย

พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ ผู้ตรัสรู้เฉพาะผู้เดียว หมายถึง พระพุทธเจ้าผู้บำเพ็ญบารมีสิ้น ๒ อสงไขยกับ ๑ แสนกัปป์ เป็นผู้ตรัสรู้เองได้ เพราะการสะสมบารมีไม่เพียงพอที่จะรู้ทุกสิ่งเหมือนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้ตั้งศาสนาเพราะไม่สามารถบัญญัติศัพท์ที่เป็นคำพูดให้เข้าถึงสภาวธรรม ไม่สามารถกำหนดรู้อินทรีย์ของสัตว์ และไม่มีอัธยาศัยใหญ่ในการอนุเคราะห์เกื้อกูลสัตว์เหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงอุปมาตนเองเหมือนกับนอแรด คือมีนอเดียว ไม่มีกิ่งก้านสาขาอันเป็นที่เกาะเกี่ยว ไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลสกับใคร ๆ ซึ่ง ในช่วงเวลาที่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดขึ้นในโลก และ พระธรรมของพระองค์ยังไม่อันตรธาน ผู้ที่จะบรรลุเองได้อีก โดยไม่ฟังจากใคร ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะ เป็น ช่วงเวลาของการประการศพระศาสนาของพระพุทธเจ้า หากว่ามีการเกิดขึ้นของพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ก็เท่ากับว่า มีการรู้ด้วยตนเอง โดยไม่ได้ฟังจากใคร ดั่งเช่น พระพุทธเจ้าในยุคสมัยนั้น พระพุทธเจ้า ก็จะถูกติเตียน หรือ ไม่ถือว่าเป็นเลิศผู้เดียวได้ เพราะ แม้ไม่ฟัง ก็บรรลุได้ โดยไม่ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้น ช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พระศาสนายังอยู่ ย่อมไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ผู้ที่จะตรัสรู้ได้ ก็ต้องเป็น สาวก คือ ผู้ที่รู้ตามเท่านั้น 

     พระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมจะบังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ พระพุทธศาสนาอันตรธานไปแล้ว คือ พระพุทธเจ้าปรินนิพพาน และ คำสอนก็อันตรธานไปหมดสิ้นเป็นช่วงที่ว่างจากพระศาสนา พระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมบังเกิดขึ้นในโลกได้ และสามารถมีหลายพระองค์ในช่วงเวลาที่ว่างพระศาสนา แต่ สำหรับ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว อุบัติได้คราวละพระองค์เดียวในช่วงเวลานั้น ครับ

     ดังนั้น ผู้ที่จะไม่ฟัง ไม่ศึกษาพระธรรม ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะรู้ได้ด้วยตนเองและ แม้การเป็นสาวก ก็ไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะไม่ได้ศึกษา อบรมปัญญาในการฟัง ศึกษามา

     ที่สำคัญที่สุด แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก่อนจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตก็ต้องเคยฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าในอดีตมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยสะสมปัญญาการฟังมาเลยจะบรรลุเป็น พระปัจเจกพุทะเจ้าได้ครับ ดั่งเช่น พระเจ้าอชาตศัตรู และ ท่านพระเทวทัต ที่ต่อไปจะได้เป็น พระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต ท่านเหล่านี้ก็ต้องฟัง สะสมปัญญามาในอดีตชาติมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน ดังนั้น ปัญญาจะมาจากไหนหากไม่มีการสะสมอบรมจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม การคบสัตบุรุษการฟังพระธรรม จึงมีอุปการะมาก ต่อการบรรลุธรรมทั้ง การเป็นพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า และ สาวก ครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 198

ข้อความบางตอนจาก เรื่อง พระเทวทัต

พระเทวทัตถูกธรณีสูบ

        พวกสาวกพาพระเทวทัตมาวางเตียงลงริมฝั่งสระโบกขรณีใกล้พระเชตวันแล้ว ต่างก็ลงไปเพื่อจะอาบน้ำในสระโบกขรณี.

       แม้พระเทวทัตแลลุกจากเตียงแล้วนั่งวางเท้าทั้งสองบนพื้นดิน เท้าทั้งสองนั้นก็จมแผ่นดินลง. เธอจมลงแล้วโดยลำดับเพียงข้อเท้า, เพียงเข่า,     เพียงเอว, เพียงนม, จนถึงคอ, ในเวลาที่กระดูกคางจดถึงพื้นดิน ได้กล่าวคาถานี้ว่า

      "ข้าพระองค์ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ  เป็นสารถีฝึกนรชน มีพระจักษุรอบคอบ มีพระลักษณะ    แต่ละอย่างเกิดด้วยบุญตั้งร้อย ว่าเป็นที่พึ่ง ด้วยกระดูกเหล่านี้พร้อมด้วยลมหายใจ."

       นัยว่า  "พระตถาคตเจ้าทรงเห็นฐานะนี้ จึงโปรดให้พระเทวทัตบวช.      ก็ถ้าพระเทวทัตนั้น  จักไม่ได้บวชไซร้, เป็นคฤหัสถ์ จักได้ทำกรรมหนัก,    จักไม่ได้อาจทำปัจจัยแห่งภพต่อไป, ก็แลครั้นบวชแล้วจักทำกรรมหนักก็จริง, (ถึงดังนั้น) ก็จะสามารถทำปัจจัยแห่งภพต่อไปได้" เพราะฉะนั้น    พระศาสดาจึงโปรดให้เธอบวช

        จริงอยู่ พระเทวทัตนั้น  จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า  นามว่าอัฏฐิสสระ ในที่สุดแห่งแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ พระเทวทัตนั้นจมดินแล้วเกิดในอเวจี.  

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 26 ก.พ. 2559 12:12 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

แม้ว่าจะทำอกุศลกรรมที่หนัก  แต่ด้วยบารมีคุณความดีที่ได้สะสมมาในฐานะที่เป็นปัจเจกโพธิสัตว์     เมื่อบารมีถึงความสมบูรณ์พร้อมก็ทำให้ท่านพระเทวทัตถึงความเป็นปัจจกพุทธเจ้าได้  ซึ่งก็ต้องเป็นไปด้วยคุณความดี  นี้ก็แสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ เมื่อเหตุสมบูรณ์แล้ว ผลก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นไปตามควรแก่เหตุ  เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Jumzper
Jumzper
วันที่ 27 ก.พ. 2559 00:15 น.

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
thanee nakornvac
thanee nakornvac
วันที่ 27 ก.พ. 2559 00:52 น.

   สาธุ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 27 ก.พ. 2559 20:32 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jaturong
วันที่ 29 ก.พ. 2559 11:09 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
mon-pat
mon-pat
วันที่ 1 มี.ค. 2559 10:14 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 4 มี.ค. 2559 22:39 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
papon
papon
วันที่ 8 มี.ค. 2559 06:46 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
apiwit
apiwit
วันที่ 13 มี.ค. 2559 10:46 น.

ขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
mahabaramee
mahabaramee
วันที่ 17 มี.ค. 2559 17:44 น.

สาธุ  สาธุ  สาธุ อนุโมทามิ  ด้วยความขอบพระคุณครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ