Print 
เรื่องของพระนางมัลลิกาเทวี [ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท]
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  5 ม.ค. 2559
หมายเลข  27352
อ่าน  563

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ ๑๖๖

                     ๖.  เรื่องของพระนางมัลลิกาเทวี [๑๒๓]

                               ข้อความเบื้องต้น

         พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน          ทรงปรารภพระนางมัลลิกาเทวี    ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา "เป็นต้น.

                  พระนางมัลลิกาทำสันถวะกับสุนัข

        ได้ยินว่า    วันหนึ่ง   พระนางมัลลิกาเทวีนั้น      เสด็จเข้าไปยังซุ้มสำหรับสรงสนาน  ทรงชำระพระโอษฐ์แล้ว   ทรงน้อมพระสรีระลงปรารภเพื่อจะชำระพระชงฆ์   มีสุนัขตัวโปรดตัวหนึ่ง    เข้าไปพร้อมกับพระนางทีเดียว.   มันเห็นพระนางน้อมลงเช่นนั้น   จึงเริ่มจะทำอสัทธรรมสันถวะ.   พระนางทรงยินดีผัสสะของมัน    จึงได้ประทับยืนอยู่.   พระราชาทรงทอดพระเนตรทางพระแกลในปราสาทชั้นบน     ทรงเห็นกิริยานั้น      ในเวลาพระนางเสด็จมาจากซุ้มน้ำนั้น  จึงตรัสว่า  " หญิงถ่อย  จงพินาศ เพราะเหตุไร  เจ้าจึงได้ทำกรรมเห็นปานนี้ ? "

                       พระราชาแพรูพระนางมัลลิกา

 พระนาง.  หม่อมฉันทำกรรมอะไร  พระเจ้าข้า.
พระราชา.   ทำสันถวะกับ สุนัข.                     
พระนาง.   เรื่องนี้หามิได้ พระเจ้าข้า.
พระราชา.    ฉันเองเห็น    ฉันจะเชื่อเจ้าไม่ได้    หญิงถ่อย     จงพินาศ.
พระนาง.   ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ฯ  ผู้ใดผู้หนึ่งเข้า ไปยังซุ้มน้ำนี้ผู้เดียวเท่านั้น     ก็ปรากฏเห็นสองคน    แก่ผู้ที่แลดูทางพระแกลนี้.
พระราชา.  เจ้าพูดไม่จริง  หญิงชั่ว.
พระนาง.   พระเจ้าข้า    ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อหม่อมฉัน.    ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปยังซุ้มน้ำนั้น. หม่อมฉันจักแลดูพระองค์ทางพระแกลนี้.
   พระราชา ทรงเขลา  จึงทรงเชื่อถ้อยคำของพระนาง  แล้วเสด็จเข้าไปยังซุ้มน้ำ.  ฝ่ายพระนางเทวีนั้นแล  ทรงยืนทอดพระเนตรอยู่ที่พระแกลทูลว่า " มหาราชผู้มืดเขลา   ชื่ออะไรนั่น พระองค์ทรงทำสันถวะกับนางแพะ "   แม้เมื่อพระราชาจะตรัสว่า   " นางผู้เจริญ   ฉันมิได้ทำกรรมเห็นปานนั้น "  ก็ทูลว่า " แม้หม่อมฉันเห็นเอง  หม่อมฉันจะเชื่อพระองค์ไม่ได้ "  พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว  ก็ทรงเชื่อว่า  " ผู้เข้าไปยังซุ้มน้ำนี้   ผู้เดียวเท่านั้น  ก็ย่อมปรากฏเป็นสองคนแน่. "  พระนางมัลลิกา  ทรงดำริว่า   " พระราชานี้   อันเราลวงได้เเล้ว   ก็เพราะพระองค์โง่เขลา   เราทำกรรมชั่วแล้ว,    ก็พระราชานี้    เรากล่าตู่ด้วยคำไม่จริง    แลแม้พระศาสดา   จักทรงทราบกรรมนี้ของเรา.   พระอัครสาวกทั้งสองก็ดี   พระอสีติมหาสาวกก็ดี จักทราบ;  ตายจริง  เราทำกรรมหนักแล้ว."  ทราบว่าพระนางมัลลิกานี้   ได้เป็นสหายในอสทิสทานของพระราชา.

                        พระนางมัลลิกาเกิดในอเวจี

         ก็ในอสทิสทานนั้น  การบริจาคที่ทรงทำในวันหนึ่ง   มีค่าถึงทรัพย์๑๔โกฏิ.    ก็เศวตฉัตร   บัลลังก์ประทับนั่ง   เชิงบาตร   ตั่งสำหรับรองพระบาทของพระตถาคตเจ้า ๔ อย่างนี้  ได้มีค่านับไม่ได้.   ในเวลาจะสิ้นพระชนม์   พระนางมัลลิกานั้นมิได้ทรงนึกถึงการบริจาคใหญ่   เห็นปานนั้น     ทรงระลึกถึงกรรมอันลามกนั้นอย่างเดียว   สิ้นพระชนม์แล้ว  ก็บังเกิดในอเวจี. ก็พระนางมัลลิกานั้นได้เป็นผู้โปรดปรานของพระราชาอย่างยิ่ง.

                  พระราชาทูลถามสถานที่พระนางเกิด

  ท้าวเธออันความโศกเป็นกำลังครอบงำ      รับสั่งให้ทำฌาปนกิจพระสรีระของพระนางแล้ว    ทรงดำริว่า " เราจะทูลถามสถานที่เกิดของพระนาง "  จึงได้เสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา.   พระศาสดาได้ทรงทำโดยประการที่ท้าวเธอระลึกถึงเหตุที่เสด็จมาไม่ได้. ท้าวเธอทรงสดับธรรมกถาชวนให้ระลึกถึง   ในสำนักของพระศาสดาแล้ว    ก็ทรงลืม;   ในเวลาเสด็จเข้าไปสู่พระราชนิเวศน์  ทรงระลกได้  จึงตรัสว่า " พนาย ฉันตั้งใจว่า   ' จักทูลถามที่พระนางมัลลิกาเทวีเกิด '   ไปยังสำนักของพระศาสดาก็ลืมเสีย.  วันพรุ่งนี้   ฉันจะทูลถามอีก "  ดังนี้แล้ว   ก็ได้เสด็จไป   แม้ในวันรุ่งขึ้น.   ฝ่ายพระศาสดาก็ได้ทรงทำ   โดยประการที่ท้าวเธอระลึกไม่ได้ตลอด ๗ วันโดยลำดับ.

         ฝ่ายพระนางมัลลิกานั้นไหม้ในนรกตลอด ๗ วันเท่านั้น. ในวันที่  ๘  จุติจากที่นั้นแล้ว   เกิดในดุสิตภพ.                                          

        ถามว่า " ก็เพราะเหตุไร พระศาสดา จึงได้ทรงทำความที่พระราชานั้น   ทรงระลึกไม่ได้ ? "
     แก้ว่า " ทราบว่า  พระนางมัลลิกานั้น   ได้เป็นที่โปรดปรานพอพระทัยของพระราชานั้นอย่างที่สุด ? "   เพราะฉะนั้น    ท้าวเธอทราบว่าพระนางเกิดในนรกแล้ว  ก็จะทรงยึดถือมิจฉาทิฏฐิ   ด้วยทรงดำริว่า  " ถ้าหญิงสมบูรณ์ด้วยศรัทธาเห็นปานนี้  เกิดในนรกไซร้ เราจะถวายทานทำอะไร ? "     ดังนี้แล้วก็จะรับสั่งให้เลิกนิตยภัตที่เป็นไปในพระราชนิเวศน์เพื่อภิกษุ  ๕๐๐ รูปแล้วพึงเกิดในนรก;   เพราะฉะนั้น    พระศาสดาจึงทรงทำความที่พระราชานั้น  ทรงระลึกไม่ได้ตลอด ๗ วัน   ในวันที่  ๘    ทรงดำเนินไปเพื่อบิณฑบาต    ได้เสด็จไปยังประตูพระราชวังด้วยพระองค์เองทีเดียว.    พระราชาทรงทราบว่า  " พระศาสดาเสด็จมาแล้ว "    จึงเสด็จออก  ทรงรับบาตรแล้ว  ปรารภเพื่อจะเสด็จขึ้นสู่ปราสาท.  แต่พระศาสดาทรงแสดงพระอาการเพื่อจะประทับนั่งที่โรงรถ.     พระราชาจึงทูลอัญเชิญพระศาสดาให้ประทับนั่ง ณ ที่นั้นเหมือนกัน   ทรงรับรองด้วยข้าวยาคูและของควรเคี้ยวแล้ว  จึงถวายบังคม  พอประทับนั่ง   ก็กราบทูลว่า  " หม่อมฉันมาก็ด้วยประสงค์ว่า   'จักทูลถามที่เกิดของพระนางมัลลิกาเทวี.    แล้วลืมเสีย   พระนางเกิดในที่ไหนหนอแล ?  พระเจ้าข้า. "

         พระศาสดา.  ในดุสิตภพ  มหาบพิตร.

         พระราชา.  พระเจ้าข้า   เมื่อพระนางไม่บังเกิดในดุสิตภพ.  คนอื่นใครเล่าจะบังเกิด.  พระเจ้าข้า  หญิงเช่นกันพระนางมัลลิกานั้นไม่มี.  เพราะในที่ ๆ พระนางนั่งเป็นต้น     กิจอื่น    เว้นการจัดแจงทาน    ด้วยคิดว่า" พรุ่งนี้    จักถวายสิ่งนี้,   จักทำสิ่งนี้,    แด่พระตถาคต "    ดังนี้ไม่มีเลย,พระเจ้าข้า   ตั้งแต่เวลาพระนางไปสู่ปรโลกแล้ว  สรีระของหม่อมฉัน    ไม่ค่อยกระปรี้กระเปร่า.

                ธรรมของสัตบุรุษไม่เก่าเหมือนของอื่น

   ลำดับนั้น     พระศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า " อย่าคิดเลยมหาบพิตรนี้เป็นธรรมอันแน่นอนของสัตว์ทุกจำพวก "   ตรัสถามว่า " นี้รถของใคร ?  มหาบพิตร. "   พระราชาทรงประดิษฐานอัญชลีไว้เหนือพระเศียร แล้ว  ทูลว่า  " ของพระเจ้าปู่ของหม่อมฉัน  พระเจ้าข้า. "

   พระศาสดา.  นี้   ของใคร.
   พระราชา.    ของพระชนกของหม่อมฉัน   พระเจ้าข้า.
   เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนั้นแล้ว    พระศาสดาจึงตรัสว่า  "มหาบพิตร  รถของพระเจ้าปู่   ของมหาบพิตร  เพราะเหตุไร  จึงไม่ถึงรถของพระชนก  ของมหาบพิตร.  รถของพระชนก  ของมหาบพิต   ไม่ถึงรถของมหาบพิตร    ความคร่ำคร่าย่อมมาถึง    แม้แก่ท่อนไม้ชื่อเห็นปานนี้.ก็จะกล่าวไปไย    ความคร่ำคร่าจักไม่มาถึงแม้แก่อัตภาพเล่า ?   มหาบพิตรความจริง   ธรรมของสัตบุรุษเท่านั้นไม่มีความชรา.     ส่วนสัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่ชรา  ย่อมไม่มี " ดังนี้   แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า  

              "ราชรถ  ที่วิจิตรดี  ยังคร่ำคร่าได้แล,  อนึ่งถึง
 สรีระ    ก็ย่อมถึงความคร่ำคร่า,     ธรรมของสัตบุรุษ
หาเข้าถึงความคร่ำคร่าไม่, สัตบุรุษทั้งหลายแล  ย่อม
ปราศรัยกับด้วยสัตบุรุษ."

                                       แก้อรรถ

         ศัพท์ว่า เว   ในพระคาถานั้น เป็นนิบาต.   บทว่า สุจิตฺตา ความว่ารถทั้งหลาย   แม้ของพระราชาทั้งหลาย อันวิจิตรดีแล้วด้วยรัตนะ ๗ และด้วยเครื่องประดับรถอย่างอื่น  ย่อมคร่ำคร่าได้.

         บทว่า  สรีรมฺปิ   ความว่า  มิใช่รถอย่างเดียวเท่านั้น.     ถึงสรีระที่ประคบประหงมกันอย่างดีนี้       ก็ย่อมถึงความชำรุดมีความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น    ชื่อว่าเข้าถึงความคร่ำคร่า.

         บทว่า สตญฺจ  ความว่า    แต่โลกุตรธรรมมีอย่าง ๙   ของสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น     ย่อมไม่ทำการกระทบกระทั่งอะไร ๆ เลยชื่อว่าไม่เข้าถึงความทรุดโทรม.

         บทว่า ปเวทยนฺติ ความว่า  สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นย่อมปราศรัยกับด้วยสัตบุรุษ  คือด้วยบัณฑิตทั้งหลายอย่างนี้.

         ในเวลาจบเทศนา   ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย    มีโสดาปัตติผลเป็นต้น    ดังนี้แล.

       เรื่องพระนางมัลลิกาเทวี   จบ.            


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 1 ก.ค. 2559 20:11 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
jirat wen
jirat wen
วันที่ 1 ก.ค. 2559 22:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ