ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๒๘ ม.ค. ๒๕๕๙
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๒๒๘
~ ถ้าเป็นผู้ที่อบรมเจริญเมตตายิ่งขึ้น
อกุศลอื่นๆ ก็จะลดน้อยลง มานะ (ความสำคัญตน) ก็ย่อมจะเบาบางลงไป
เพราะเห็นว่าในขณะใดที่มีความสำคัญตน ถือตน
ในขณะนั้นไม่ได้เมตตาบุคคลนั้นเลย ถ้าเมตตาแล้ว
ต้องไม่มีการสำคัญตน
~ ต้องเห็นประโยชน์ของการฟังว่า
“การเคารพในธรรม หมายความถึงการฟังด้วยความตั้งใจ”
มีการแสดงไว้เลยว่า การเคารพในธรรมนั้นในขณะใด
ถ้าเป็นในขณะที่ฟังด้วยความตั้งใจ นั่นคือการเคารพธรรม
แต่ขณะใดก็ตามฟังแล้วไม่ตั้งใจ หรือไม่สนใจ ในขณะนั้นไม่ชื่อว่า
เคารพธรรม
~ ถึงใครจะโกรธ ก็ไม่โกรธตอบ รู้จักให้อภัย
เห็นใครกำลังโกรธ ในขณะนั้นจะไม่มีความรู้สึกขุ่นเคืองใจ
หรือไม่โกรธตอบ แต่ให้อภัยคนที่กำลังโกรธ
ความโกรธไม่ว่าจะเป็นของใคร ก็มีอาการที่ไม่สงบ ประทุษร้าย
เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นคนที่กำลังโกรธจริงๆ
เห็นอาการประทุษร้ายจิตใจที่กำลังเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น เห็นโทษทันที
เวลาที่เห็นความโกรธของบุคคลอื่น แล้วตัวเองเมื่อเห็นโทษอย่างนั้น
ยังอยากจะโกรธเหมือนอย่างนั้นหรือ ในเมื่อกำลังเห็นอาการของคนโกรธ ของความโกรธ เพราะฉะนั้น
เมตตาเกิดได้ในขณะนั้น ซึ่งควรเจริญจนกว่าจะเป็นพื้นของจิตใจ
ซึ่งสามารถที่จะให้อภัยได้
ไม่ว่าบุคคลนั้นจะกระทำการกระทำที่ไม่เหมาะสมทางกาย
หรือทางวาจาก็ตาม จะเจริญเมตตาอย่างนี้ไหม?
~ ธรรมทั้งหมดที่เป็นฝ่ายกุศลธรรมทั้งหมด
เป็นห้วงน้ำที่ไม่มีเปือกตม
เพราะสามารถที่จะชำระขัดล้างบาปธรรมซึ่งเป็นเหงื่อไคลและมลทิน
(สิ่งสกปรกของจิต) ออกได้
~ ขณะใดที่ฆ่าคนอื่น ขณะนั้นอย่าลืมว่า
ฆ่าตัวเองด้วย และฆ่าตัวเองก่อนด้วยอกุศลเจตนาที่จะฆ่าบุคคลอื่น
เป็นบาปธรรมที่ประทุษร้ายบุคคลนั้น เป็นอกุศลธรรมที่ฆ่าบุคคลนั้น
ในขณะที่เข้าใจว่า สามารถจะฆ่าบุคคลอื่นได้ ฉันใด
เวลาที่คิดจะโกรธบุคคลอื่น
ขณะนั้นก็เป็นอกุศลธรรมที่เบียดเบียนคนโกรธ
หรือคนที่คิดอย่างนั้น
~
เวลาที่อกุศลเกิด ทุกคนเป็นผู้โง่เขลา
ในขณะที่อกุศลธรรมเกิดขึ้น
~ ถ้าในระหว่างสหายทั้งหลาย
ท่านเป็นผู้ที่เมตตาต่อสหายทั้งหลายจริงๆ กาย
วาจาของท่านจะทำให้สหายของท่านรู้สึกสบายใจ รักใคร่ สนิทสนม คุ้นเคย
เป็นกันเอง ไม่มีช่องว่าง ที่กั้นด้วยสกุล ทรัพย์
หรือชาติกำเนิดทั้งสิ้น
~ การที่ท่านจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้
ต้องอาศัยคุณธรรม เจริญกุศล ขัดเกลากิเลสทุกทาง แม้แต่เรื่องของทาน
ก็ต้องเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส แม้แต่เรื่องของการฟังธรรม
ก็ต้องเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส
ข้อความในพระธรรมทั้งหมดจะไม่ส่งเสริมให้เกิดอกุศลจิต
หรือว่าสะสมเพิ่มพูนอกุศลจิต
~
การเผยแพร่มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด เป็นอกุศล
ไม่ได้เกิดประโยชน์ทั้งกับตนเองและผู้อื่น

~
ที่ว่าเป็นพาลนั้นก็เพราะเหตุว่า เป็นผู้ที่สะสมความตระหนี่
สะสมอกุศลธรรม สะสมความติดใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ในวัตถุในโภคทรัพย์ ถ้าในปัจจุบันชาติท่านสะสมอกุศลธรรม
สะสมความตระหนี่ไว้มาก ชาติหน้าจะตระหนี่น้อยลงได้ไหม?
เป็นไปไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นการสละการละก็ยากขึ้นด้วย
~
คงจะมีท่านผู้ฟังที่มีญาติมิตรสหายที่สะสมทรัพย์สมบัติไว้มาก
แล้วก็สิ้นชีวิตลงโดยไม่ได้ใช้ทรัพย์สัมบัตินั้น
เมื่อไม่ได้ให้ทรัพย์สมบัติ เมื่อไม่ได้ให้ทานในโลกนี้
ในโลกหน้าก็เอาทรัพย์สมบัติไปไม่ได้
แต่ถ้าท่านเป็นผู้ที่ขัดเกลาจิตใจ ละความตระหนี่ ท่านก็จะได้สะสมบุญ
คือการขัดเกลาจิตใจที่เบาบางจากอกุศลธรรมให้น้อยลง
ติดตามไปในโลกหน้าได้
~ ถ้าท่านมีทรัพย์มาก แต่ไม่ได้แจก
ไม่ได้แบ่งให้ใครในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนคนที่ตายแล้ว
ญาติพี่น้องจะเอาทรัพย์สมบัติข้าวของไปแวดล้อมวางไว้ใกล้ชิดสัก
เท่าไร ก็ไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาจำแนกแจกให้ว่า
ของนี้จงเป็นของท่านผู้นี้ ของนี้จงเป็นของท่านผู้นี้ได้
เพราะฉะนั้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มีโภคสมบัติ มีทรัพย์สมบัติ
แต่ไม่ได้แจก จำแนกให้กับใครเลย
ก็ย่อมเหมือนคนตายที่ไม่สามารถที่จะแจกจำแนกทรัพย์สมบัติที่มีผู้เอามาวางแวดล้อมไว้ให้ได้
~ รู้ธรรมตามความเป็นจริง ถ้าโลภะ
(ความติดข้อง) ก็ต้องเป็นโลภะ เราจะบอกว่าโลภะเป็นอโลภะ
(ความไม่ติดข้อง) ไม่ได้ เมื่อเป็นอโลภะ เราก็ต้องบอกว่า
นี่เป็นอโลภะ เราจะบอกว่าอโลภะเป็นโลภะไม่ได้
ธรรมนี่คือความตรง

~ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล
มีสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น ใครจะรู้หรือไม่รู้
ปรมัตถธรรมก็คือปรมัตถธรรม (สภาพธรรมที่มีจริง ใครๆ
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้)
~ ธรรมมีอยู่ทุกแห่ง เพราะเหตุว่าไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏทางตา ทางหู
ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่คนก็ไม่รู้ว่า
นั่นเป็นธรรม
~ มีหนทางนี้ทางเดียว คือ
ฟังเรื่องสภาพธรรมให้เข้าใจ แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องทำ
เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวตนจะไปทำ
แต่เป็นเรื่องของสังขารขันธ์ที่จะปรุงแต่งจนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้นเป็นขั้นๆ
~ คิดทุกวัน และคิดมากๆ ด้วย
แล้วไม่เคยรู้ความจริงว่า อกุศลจิต คิดไม่ดี
~ ฟังพระธรรมเพื่ออะไร
ต้องรู้จุดประสงค์ว่าเพื่ออะไร เพื่อปัญญา
ความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
จะไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเลยที่จะคิด ที่จะรู้
ที่จะเข้าใจธรรมได้ตามความเป็นจริง
~ ก่อนฟังพระธรรม
โลกของแต่ละคนเป็นโลกมืดด้วยอวิชชา ไม่สามารถจะรู้ว่า สภาพธรรมจริงๆ
เป็นอย่างไร
และที่เราเคยคิดเคยเข้าใจนั้นเป็นเรื่องราวของสภาพธรรมทั้งนั้น
เป็นสมมติ เป็นบัญญัติ เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เพราะมีจิต เจตสิก รูป
จึงมีการยึดถือว่าเป็นเราที่กำลังเห็น ที่กำลังนั่ง ที่กำลังเป็นสุข
เป็นทุกข์ต่างๆ
~
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องกุศลธรรมไว้มาก
และทรงแสดงชี้แจงเรื่องของอกุศลธรรมทั้งหมดไว้โดยละเอียด
เพื่อที่จะให้เห็นโทษของอกุศล และเห็นคุณของการอบรมเจริญกุศล
โดยประการที่จะทำให้ผู้ฟังได้พิจารณาบ่อยๆ เนืองๆ มากๆ
โดยประการทั้งปวง
เพื่อที่จะเป็นปัจจัยให้กุศลจิตเกิดขึ้น
~ จะไปโกรธเขาทำไม ไม่มีประโยชน์
ขอเชิญผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกัน (สหายธรรม) ร่วมแบ่งปันธรรมด้วยครับ
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๒๗

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...
มีหนทางนี้ทางเดียว คือ ฟังเรื่องสภาพธรรมให้เข้าใจ แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องทำ เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวตนจะไปทำ แต่เป็นเรื่องของสังขารขันธ์ที่จะปรุงแต่งจนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้นเป็นขั้นๆ ...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์วิทยากรและท่านผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน
มีหนทางนี้ทางเดียว คือ ฟังเรื่องสภาพธรรมให้เข้าใจ แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องทำ เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวตนจะไปทำ แต่เป็นเรื่องของสังขารขันธ์ที่จะปรุงแต่งจนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้นเป็นขั้นๆ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
กราบขอบพระคุณมากครับ ธรรมนี้มีประโยขน์มาก มีเพียงการฟังให้เข้าใจ แล้วไม่ต้องไปทำ แต่เป็นเรื่องของสังขารขันธ์จะปรุงแต่งจนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้นไปเป็นขั้นๆ สาธุ สาธุ สาธุ ครับ
ถึงใครจะโกรธ ก็ไม่โกรธตอบ รู้จักให้อภัย เห็นใครกำลังโกรธ ในขณะนั้นจะไม่มีความรู้สึกขุ่นเคืองใจ หรือไม่โกรธตอบ แต่ให้อภัยคนที่กำลังโกรธ ความโกรธไม่ว่าจะเป็นของใคร ก็มีอาการที่ไม่สงบ ประทุษร้าย เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นคนที่กำลังโกรธจริงๆ เห็นอาการประทุษร้ายจิตใจที่กำลังเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น เห็นโทษทันที น้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ





