ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ศรีลังกาและอินเดีย ๑๖ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ [ตอนที่ ๖ โคลอมโบ-Kerala อินเดีย]

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  12 ธ.ค. 2558
หมายเลข  27297
อ่าน  2,177

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เช้าวันอังคาร ที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ณ โรงแรม Cinnamon Citadel Kandy เป็นยามเช้าที่ดูน่าสดชื่นรื่นรมย์อีกวันหนึ่งของการเดินทางมายังประเทศศรีลังกา พร้อมกับคณะของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ หลังจากที่เมื่อวานตอนค่ำได้ไปกราบสักการะพระเขี้ยวแก้วและกลับมาพักค้างคืนที่โรงแรมแสนสวยริมฝั่งแม่น้ำ Mahaweli กลางกรุงโคลอมโบแห่งนี้ ซึ่งห้องพักของข้าพเจ้าอยู่ติดกับสนามหญ้าริมน้ำของโรงแรม เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาก็สามารถเดินออกไปนั่งที่ระเบียงห้อง จิบกาแฟชมสวนยามเช้าอย่างสบายใจมากๆ ครับ

และในตอนที่ ๖ นี้ จะขออนุญาตนำภาพการเดินทางของวันที่ ๒๐-๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ มานำเสนอ ประกอบกับข้อความการสนทนาธรรมเป็นการส่วนตัวในห้องพักของท่านอาจารย์ ณ โรงแรม Kingsbury Colombo กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อบ่ายของวันที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมือง Munna รัฐ Kerala ของประเทศอินเดียในวันรุ่งขึ้น

เป็นการสนทนาที่ท่านอาจารย์มีเมตตาสนทนากับคุณณภัทร เรืองจันทฤทธิ์ คุณกุ้ง (ทัศนีย์) และคุณติ๊ก (อมรรัตน์) ซึ่งมีกุศลศรัทธาเดินทางติดตามมาด้วยตนเองจากกรุงเทพฯ และมีความปรารถนาที่จะมาร่วมในกิจกรรมการเจริญกุศลกับคณะของท่านอาจารย์ขณะที่อยู่ที่เมืองแคนดี้และสิ้นสุดที่โคลอมโบในวันนี้ โดยคาดว่าจะได้ร่วมฟังการสนทนาธรรมในช่วงบ่ายของวันที่เดินทางมาถึงโคลอมโบ ซึ่งวันรุ่งขึ้น คณะของท่านอาจารย์ก็จะเดินทางไปยัง Kerala ประเทศอินเดียดังได้กล่าวแล้ว ส่วนคุณณภัทรและเพื่อนๆ ก็จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่กำหนดการสนทนาธรรมดังกล่าวในวันนี้ถูกยกเลิก เนื่องจากทางโรงแรมจัดหาห้องสำหรับสนทนาให้ไม่ได้ ท่านอาจารย์จึงเมตตาถามคุณณภัทรว่า หากใคร่ที่จะสนทนากับท่าน ก็ขอเชิญที่ห้องพักได้ เป็นโชคดีที่ข้าพเจ้าอยู่ร่วมในกลุ่มพอดี จึงมีโอกาสได้ฟังและนำความมาฝากทุกๆ ท่าน

ซึ่งก็ใคร่เรียนทุกท่านว่า ความการสนทนาที่นำมาประกอบนี้ เป็นความพิเศษและหาฟังที่ไหนไม่ได้แน่นอนเช่นเคย เมื่อขณะที่กำลังถอดความลงกระทู้นี้ ก็มีความรู้สึกว่า ไม่เพียงเฉพาะข้อความที่ท่านอาจารย์สนทนาเรื่องของสติปัฏฐานที่ละเอียด ลึกซึ้ง ด้วยถ้อยคำที่เป็นกันเอง ใกล้ชิด ซึ่งสำหรับข้าพเจ้าแล้ว เมื่อได้มาทบทวนซ้ำอีก ก็มีความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมอย่างวิเศษ กับทั้ง ท่านอาจารย์ได้เล่าถึงการเดินทางมาศรีลังกาครั้งนี้ในบางมุม ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกว่า เป็นโอกาสดี เป็นสิ่งดี ที่ควรที่จะได้มีการบันทึกไว้ด้วยเช่นกัน

เพราะเป็นสิ่งที่ท่านพูดถึงประวัติและเหตุการณ์ของการเดินทางมาเผยแพร่พระธรรมที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งจะเป็นหลักฐานต่อไปในอนาคต สำหรับผู้สนใจที่สามารถค้นคว้าหาได้ในภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนี้ จึงรีบย้อนขึ้นมาเขียนบันทึกนี้ไว้ทันที เพราะกลัวว่าจะลืมไปเสียก่อน เนื่องจากเป็นคนไม่ค่อยจะจำอะไรได้นาน (ซึ่งที่จริงก็คือ วิตักกะเจตสิก ไม่ตรึกถึงสิ่งที่ได้จำไว้นั่นเอง ที่ว่าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ก็เพราะความเป็นอนัตตาของธรรม ซึ่งไม่มีใครไปบังคับวิตักกะเจตสิก ให้ตรึกถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เคยจำไว้ด้วยความต้องการได้) อนึ่ง ข้าพเจ้าได้แนบลิงค์วีดีโอที่ได้บันทึกมาสั้นๆ แต่เต็มไปด้วย "คำ" ที่ท่านจะประทับใจไม่รู้ลืม เป็นสิ่งที่ขอเรียนว่า ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งที่จะเปิดชมและฟัง นะครับ

ท่านอาจารย์ กว่ามันจะคลายไปได้ ความไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ แสนโกฏิกัปป์ ติดหนึบเลย ท่านอุปมา สนิมเหล็กอย่างนี้ ออกได้อย่างไร มันอยู่ติดเลย ฉาบทาไว้อย่างนี้ ชนิดเหนียวๆ เสียด้วย

คุณณภัทร ตอนก่อนที่ยังไม่ได้ฟังท่านอาจารย์ ก็คิดว่าเข้าใจ ฟังแล้วแต่ไม่ได้ละเอียดลึกซึ้งเพราะว่าเผิน รู้เลยว่า พอมาฟังท่านอาจารย์ ความละเอียดมีมากขึ้น และเข้าใจมากขึ้น ก็เลยเห็นความต่างระหว่างก่อนฟัง กับหลังจากที่ได้ฟังแล้วครับท่านอาจารย์

ยิ่งฟังไป ยิ่งฟังไป ก็รู้เลยว่า เป็นเรื่องยาก ยากจริงๆ ไม่ใช่ว่าเราจะไปบอกคน อธิบายให้คนฟังแล้วเขาจะเข้าใจ เป็นสิ่งที่ยากมาก ยากจริงๆ

ท่านอาจารย์ ฟังไม่ออก ฟังไม่ออก ไม่รู้เรื่อง พูดอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) พูดอะไรกันนี่ พวกเรานี่ (หัวเราะ)

คุณณภัทร เพราะความเป็นเรา ที่ท่านอาจารย์บอก มันเป็นสนิมเกาะ ฉาบทา

ท่านอาจารย์ คือ อย่างไรๆ ก็รู้ว่า ทางเดียว คือ "ฟังไว้" ฟังแล้วก็เก็บๆ ไว้ เพราะปัญญาเขาทำหน้าที่ของเขา มันยิ่งกว่าโลภะกับอวิชชา แต่ว่ากว่าจะเก่งอย่างนี้ได้ จากการ "เริ่มทีละน้อย" (ลากเสียงยาว) ทีละน้อย แล้วก็ โดยความเป็นอนัตตา สองอย่างนี่ก็สุดยากแล้ว ถึงได้นานแสนนาน

ทีนี้ ถ้าสมมติว่า ตัวโลภะเขาล่อไป ให้ไปที่อื่น ให้ไปทำอย่างอื่น ให้ไปรู้อย่างอื่น พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า "เห็น" ขณะนี้เกิดดับ ไม่ใช่เรา (แล้ว) เมื่อไหร่มันจะมาประสาน สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ไม่มีทาง!!!

เพราะฉะนั้น เพียงแค่ได้ยินว่า "เพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏ" แล้วท่านใช้คำภาษาบาลี อย่าง จักขุวิญญาณ แล้วก็ รูปารมณ์ แค่นี้เราก็ผ่านแล้ว เหมือนเรารู้ "เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้" แต่ในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ มันไม่มีอะไร (หัวเราะ) มันไม่มีคน ไม่มีอะไร แต่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งหมดประมวลมาเป็นธาตุหมดเลย

เพราะฉะนั้น ถ้ายังเป็นเรา ก็ฟังไป สะสมไป เพราะว่า ไม่มีอะไรที่เป็นรัตนะยิ่งกว่าอื่น ที่เราจะได้ เพราะล้ำค่าจริงๆ ความรู้กับปัญญา มันสามารถที่จะดับความไม่รู้ ว่า เดี๋ยวนี้กำลังอยู่ที่นี่ เหมือนกับ จมอยู่ในมหาสมุทรของความมืด สุขไป ทุกข์ไป โน่นนี่ไป ไม่ตื่น เหมือนกับที่ว่า ถ้าเราฝันแล้วไม่ตื่นเลย เราจะรู้ไหมว่าเราฝัน?

เพราะฉะนั้น เวลานี้ ถ้าเทียบอวิชชาแล้ว เหมือนอย่างนั้นเลย ถ้าเราไม่ได้ฟังคำ เราจะรู้ไหม ว่าเราอยู่ในอวิชชา "ใน" เลยแหละ โอฆะ ท่านใช้คำอุปมามากมายที่จะให้เราสำนึกและเข้าใจความลึกซึ้งของธรรมะ เพราะว่า กว่าพระองค์จะตรัสรู้ ก็บำเพ็ญบารมีเหนือใครๆ หมดเลย เราไม่ต้องทุกข์ทรมานถึงอย่างนั้นก็ได้ใช่ไหม? ถ้าเราเข้าใจ แล้วก็เข้าใจในความอดทน บารมี ๑๐ อดทนจริงๆ

คุณณภัทร ท่านอาจารย์ครับ อย่างเราฟังเรื่องปัจจัย มันจะเป็นพื้นฐานต่อการเกื้อกูลต่อความเข้าใจ คือที่ผมถาม หมายความว่า เราฟังเรื่องปัจจัย ๒๔ แล้วในเวลาที่ปัญญาเขาพิจารณา เขาจะพิจารณาจากสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟัง ว่าอันนี้ เป็นอารัมณาธิปติปัจจัย.....

ท่านอาจารย์ ที่ท่านว่า การศึกษาธรรมะ มันไม่ใช่มีแต่ผลดี นะคะ ดาบสองคม และ การปริยัติ นี้มีสาม ไม่อย่างนั้นท่านจะมานั่งบอกเราทำไม อันหนึ่ง เหมือนจับงูพิษข้างหาง มันจะกัดเรา ใช่ไหม? อันที่สอง ก็เป็นสรณะสำหรับเป็นที่พึ่งที่เราจะได้ติดตามไป ค่อยๆ ดำเนินไปตามอันนั้น คือความลึกซึ้งของธรรมะนี่ คนจะคาดไม่ถึงว่า ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เราคิด ก็นี่ พูดอย่างนี้ แล้วมันก็เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ แล้วก็ไม่เห็นรู้สักที แล้วก็หาทาง พล่านกันไปเลย จะรู้ให้ได้!!! เป็นไปได้อย่างไร? พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้นอย่างไร อันที่สาม คือ พระอรหันต์ ขนาดหมดกิเลส (ยัง) ฟังพระธรรม เพราะไม่รู้จะทำอะไรกัน เพื่อเก็บรักษาเป็นขุนคลัง รักษาพระธรรมไว้ แสดงว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ที่นี้ คำถามของคุณณภัทร

คุณณภัทร ก็คือว่า การที่เรามาเรียน มาฟัง อย่างเรื่องปัจจัย ๒๔ เราฟัง แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจไป แล้วในขณะที่เรา.....

ท่านอาจารย์ "ทำความเข้าใจ" นี่ก็ไม่ถูกต้องแล้ว เราเก็บไว้ทีละคำสองคำ ทีหลัง คำพวกนี้จะหลุดจากเราไปเลย แต่ว่า ตราบใดที่มันเป็นเรานี่ เราจะเก็บเอาคำพูดอย่างนี้ มันก็ไม่ออกไปเสียที หนึ่ง "ทำความเข้าใจ" นี่ก็คือว่า ยังไกล คือ ยังมีตัวเราที่ ยัง "ทำ"

คุณณภัทร ถ้าอย่างนั้น พูดใหม่ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์ (หัวเราะกันครืน) พูดใหม่นี่ไม่สำคัญเท่ากับไม่พูด หมายความว่า "คำนี้" เราไม่พูดอีกแล้ว เพราะเราเข้าใจ

ทีนี้ พูดถึงว่า การศึกษา เป็นอันตรายที่ว่า เราไม่รู้หรอกว่าโลภะนี่เขาเก่ง เก่งระดับไหน ทีนี้ เรียนไป เราจะไม่รู้เลยว่าเราเรียนเพื่อรู้และเข้าใจจริงๆ ว่าเข้าใจธรรมะ เราลืมว่า เรามีกิเลสที่สะสมมามาก

เพราะฉะนั้น การเรียนของเขา มันแบบที่ว่า เรียนเอาตัวหนังสือ จำได้ อะไรได้ แต่ว่าเขาไม่เข้าใจ แม้แต่คำว่า รอบรู้ในปริยัติ ปริยัติ นี่คือ ต้องเป็นพระพุทธพจน์แน่นอน แต่นี่ก็ คำไหนก็เป็นพระพุทธพจน์ ที่เขาไปเขียนตำรา ไปสำนักปฏิบัติอะไร เขาก็เอาพระพุทธพจน์ตามไปด้วย แต่เขาไม่เข้าใจ!! และความเข้าใจ ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็คือว่า เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ว่า ผิดจากขณะนี้ปกติ ไม่ได้!! อันนี้ ต้องยืนยันมั่นคงเลยว่า ขณะนี้เป็นธรรมะ!! และ เกิดแล้วด้วย!! ไม่มีใครไปทำด้วย!!

คือ ทุกคำ ต้องมาให้ตรง!!! อย่างเราเรียนเรื่องปัจจัย เราเรียนทำไม?

คุณณภัทร ก็ ให้เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ ว่ามีสมุฏฐาน หรือว่า มีเหตุที่ทำให้เกิดอย่างไร

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น โลภะเขาค่อยๆ จูงเราไป เนียนสนิทเลย ไม่ใช่ห้ามไม่ให้เราเรียนปัจจัย แต่ทุกคำ เป็นคำที่เราเข้าใจแค่ไหน?

อย่างขณะนี้ที่เห็น "เห็น" เกิดเองไม่ได้ ต้องมีปัจจัยที่ทำให้ "เห็น" เกิด ยังไม่เอ่ยชื่อสักปัจจัยเดียว แต่รู้ว่าต้องมี อยู่ดีๆ เกิดไม่ได้แน่ๆ ใช่ไหม? ต้องมี ทีนี้ มีอะไร? เมื่อมีจิตเป็นธาตุรู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ คู่กัน อารัมณปัจจัย มาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ให้เราไปศึกษาอารัมณูปนิสสยปัจจัย อารัมณาธิปติปัจจัย อะไรต่ออะไรพวกนั้น แต่ลืมที่จะค่อยๆ ล้าง ความที่เราไม่รู้ว่า ขณะนี้ แม้เดี๋ยวนี้ ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย!!!

เพราะว่า ทั้งหมดของทุกคำ ของพระพุทธพจน์ เพื่อละความไม่รู้และความติดข้อง และ สองอันนี้ ความไม่รู้และความติดข้อง จะละด้วยอะไร? ถ้าเราไปเรียนปัจจัยแบบนั้น ก็เหมือนเราเรียนจิต มีเท่านั้น เท่านี้ เหมือนกันไปเลย

ทีนี้ เราจะเห็นความต่าง ว่า คนในครั้งนั้นบางคน สะสมมาที่จะเจริญปัญญาในเพศบรรพชิต ก็เป็นพระวินัยไป ทีนี้ สำหรับพระสูตร เขาสะสมมามากแล้วโดยการฟังอย่างนี้ แล้วเขาก็มีความเข้าใจอย่างนี้ ไม่ต้องพูดถึงปัจจัยเลย แต่เขารู้ความต่างของ "เห็น" กับ "สิ่งที่ปรากฏ"

เพราะฉะนั้น ที่เราฟังมาทั้งหมดในชีวิต จะไม่เห็นเลยว่า พระพุทธพจน์ตรัสพระสูตรเรื่องของปัจจัย แบบนั้น แบบนี้ จะมีคำว่า ขันธ์ อายตนะ แล้วก็ ธาตุ ปฏิจจสมุปปาท อริยสัจจะ แต่ไม่มีปัจจัยแทรกเข้ามาเลยสักอัน ในของพระสูตร เพราะเหตุว่า ท่านเหล่านั้น สะสมการฟัง-เข้าใจ

ส่วนใครที่จะเรียนมากน้อยสักแค่ไหน ไม่มีปัญหา เพราะเหตุว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้หมด และเมื่อทรงแสดงธรรมะกับพระพุทธมารดา ท่านรู้อัธยาศัยของคนฟัง และท่านแสดงสลับพระอภิธรรมกับภัทเทกรัตตสูตร หมายความว่า เดี๋ยวนี้เลย!! ที่กำลังมี กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้!!! ความเข้าใจธรรมะ ต้องเข้าใจสิ่งที่มี เดี๋ยวนี้!!!

ไม่ว่าจะพูดถึงปัจจัยอะไรทั้งสิ้น แต่คนยุคนี้ที่เรียนอภิธรรมแบบเอาชื่อ จำได้ ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ สอบได้ (ทุกคนหัวเราะ) สอบได้!!! โลภะชัดเจน ตัวโตๆ ขนาดนี้ยังมองไม่เห็นเลย!!! (หัวเราะ) ใช่ไหม? เรียนแล้วสอบได้ คนเขาก็ขำ

เหมือนอย่างที่เราไปสนทนาธรรมที่ท่านออลคอต คือ มาคราวนี้ ก็คือ ได้รู้จักคนในครั้งโน้นตั้ง ๔๐ ปี หรือกี่ปี คือ เป็นคนจำปีไม่ได้ ที่เขาเชิญมา แล้วคุณออลคอตคนนี้เขามีหน้าที่การงาน แล้วเขาเคยไปเมืองไทย ยูเนสโก้อะไร แล้วเขาก็ศึกษาธรรมะละเอียด ขั้นที่ว่า เขารู้ว่าชวนจิตก่อนตาย มี ๕ ขณะ ก็แสดงว่าคนนี้ละเอียดพอสมควร ก็เลยคิดถึงเขาว่า เอ...เราก็คงจะไม่มาศรีลังกาอีก น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย น่าจะได้พบเขา เพราะดูเหมือนกับว่า เขาสามารถที่จะเข้าใจได้ (กราบท่านอาจารย์ในความเมตตา ขอรับ)

แต่ปรากฏว่า ช้าไป พอมา เขาบวชไปแล้ว ๓ เดือน น่าเสียดายที่สุด ถ้าเรามาก่อน ได้คุยกันแบบนี้ อย่างนี้ มันก็ยังดี นี่มันคนละแบบเลย แล้วก็ ที่เราหว่านพืชไว้ที่ศรีลังกาคราวโน้น ขนาดที่ว่า คนนี่ตามไปเลย หมายความว่า คุณวชิรานี่ คนอื่นพูดนี่ โกรธเลย ออกไปข้างนอกเลย ก็แบบนั้นกัน คือว่า เขาไม่เคยได้ยินได้ฟังคำที่มีเหตุมีผล เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ศึกษาได้ ในปัจจุบัน

แต่คนเหล่านี้ ป่านนี้เราก็ตามไม่เจอแล้ว เราก็เห็นคุณออลคอตคนเดียว ก็พยายาม คุณเอ็ม (วรศักดิ์ ราชตา) ก็เก่ง ติดต่อหาจนเจอคุณออลคอต เขาก็กลายเป็น หนังสือพิมพ์ลงเรื่องราวเขาสำคัญใหญ่โต ว่าครอบครัวอนุญาตให้เขาบวชได้ แล้วก็บวชมาแล้ว ๓ เดือน ฟังแล้วก็อยากจะล้มเลิก แต่ก็เอาเถอะ ไป คุณแก้ว (พี่แก้วตา อเนกพุฒิ) ก็ไปด้วย

เขาก็อุตส่าห์ เราไปถึงก่อนเวลาก็ไม่ได้ วนก่อน วนก่อน (หัวเราะ) เขายังไม่เสร็จ แล้วเขาก็มีพวกศรีลังกายืนเป็นแถว แล้วก็มีดอกบัวมาให้ ต้อนรับอย่างดี สนทนาธรรมอย่างดี โดยเสนอหัวข้อก่อนเรามา ขอให้สนทนา อานาปานสติสูตร และสุดท้ายก่อนจบ ๓๐ นาที ขอให้ปฏิบัติอานาปาฯ ด้วย (หัวเราะ)

เราก็รู้แล้วคงยาก ใช่ไหม? แต่เราก็ยืนยัน แล้วท่านก็ให้พูดนำก่อน ก็ให้คุณนีน่าเป็นคนพูด บอกว่า ที่มาสนทนาคราวนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "เข้าใจธรรมะ" ก็บอกไปตรงๆ ตั้งแต่ต้น เหมือนกับว่า เราไม่สนใจอานาปานสติสูตรหรืออะไรทั้งหมด ขอให้สนทนาเพื่อได้เข้าใจธรรมะ เข้าใจพระธรรม

พอพูดเสร็จ ท่านก็ดี พูดสั้นๆ หมายความว่า เปิดพิธีการนิดหน่อยสั้นๆ แล้วก็ให้ถามเลย คนก็ถาม เราก็พูด ไม่มีเรื่องอานาปานฯ (หัวเราะกันสนุก) ก็ยังดี พอเราไม่นำไป คำถามเขาก็มา แต่ว่า เราก็ให้เขาเข้าใจไป อะไรอย่างนี้ ก็เป็นอันว่าจบไปด้วยอานาปานะไม่มี ตอนจบ ท่านหัวหน้าวัด เจ้าอาวาส ก็ขอให้พวกเรา อะไรนะ แผ่เมตตากันสักหน่อยหนึ่ง พอแผ่เสร็จ "หยุดแผ่เมตตา" แล้ว (ท่านอาจารย์หัวเราะ ขำ) หมายความว่าจบแล้ว ขอให้เราเจริญเมตตากัน ๑๕ นาที เราก็มานั่งขำกัน คุณโจนาธานบอก ผมขำที่ว่า อยู่ดีๆ ให้เจริญเมตตา แล้วถึงเวลาก็หยุด (หมายความว่า ต่อไปไม่เมตตาแล้วหรืออย่างไร? จึงว่าหยุดแผ่เมตตา จบการแผ่เมตตา)

อ.อรรณพ แปลว่า หลังจากนั้น ไม่ต้องเมตตา...

ท่านอาจารย์ พระออลคอตญาณสิงหะ ท่านก็มอบหนังสือที่ท่านเขียนมาให้ คุณซาร่าห์ก็เอามาพลิกดู โอ...แต่ละเรื่อง เกี่ยวกับอิงพระธรรม พระธรรมจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ต่อปัญหา ต่ออะไรๆ อย่างนี้ มันก็...เพราะเขาไม่รู้...

แต่พวกศรีลังกาเป็น Scholar (นักวิชาการ,นักการศึกษา,ผู้คงแก่เรียน) ตำราทั้งหลายที่มีชื่อ เขียนเป็นเล่มๆ แต่ละคน เก่งมาก แต่ไม่เข้าใจธรรมะ!!!

เพราะฉะนั้น มาถึงคำถามของคุณณภัทร ถ้าพวกเขารู้ปัจจัย ญาณโกลิตะ เขียนหมดเลย ปัจจัย ๒๔ โดยละเอียด อย่างไรๆ ๆ ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจธรรมะ

เพราะฉะนั้น เราเรียนธรรมะ เราต้องรู้เลย เราจะเรียนไปทำไม? ถ้าเราเรียนเพื่อให้เห็นว่า ความลึกซึ้งของธรรมะมาก ละเอียดยิบ แสดงไว้หมด แต่เราจะเอาเวลาของเราทั้งหมด ไปทุ่มเทกับการศึกษาในรูปแบบนั้นหรือ? หรือว่า พอถึงโอกาสที่เราจะเข้าใจ เราไม่ได้เข้าใจเฉพาะตัวชื่อ เดี๋ยวนี้ อารัมณปัจจัย ใช่ไหม? เพราะว่า ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏ จิตเกิดไม่ได้ ทางตา ถ้าไม่มีสิ่งที่กระทบตาได้ "เห็น" ก็เกิดไม่ได้ ใช่ไหม?

ถ้าเราจะศึกษาอย่างนั้น ก็มี อารัมณาธิปติปัจจัย คือ ปัจจัย อารมณ์คำเดียว สิ่งที่ปรากฏทางตาอย่างเดียว แต่ว่า ความละเอียดมากมาย อย่างธรรมะ จิตแต่ละหนึ่ง เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย "จิตเห็น" เมื่อกี้นี้ก็หมดไป เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับ เดี๋ยวนี้เห็นใหม่ ก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับ คือ มันไม่มีของเก่ากลับมา

เราฟังทำไม? อย่างนี้!! ฟัง ไม่ใช่ให้เราสำเร็จ บรรลุ แล้วก็ประจักษ์การเกิดดับ แต่ "เก็บไว้,สะสมไว้" เพราะแค่นี้มันไม่มีกำลัง!! เป็นปัญญาที่อ่อน!! เพราะเหตุว่า เป็นขั้นปริยัติ จนกว่าปัญญานี้ถึงขั้นดับกิเลสได้ แต่ต้องมาจาก "ความตรง" แล้วก็การรู้ประโยชน์ว่า ทั้งหมด "ไม่ใช่เรา"

ทีนี้ ถ้าเราจะไปศึกษาพระธรรม มุ่งมั่น มันก็เป็นด้วยความเป็นตัวตน แน่นอนอยู่แล้ว ใช่ไหม? แต่ถ้าเราศึกษาและเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า พระองค์ทรงแสดงอารัมณปัจจัย แล้วก็ยังทรงแสดง อารัมณาธิปติปัจจัย หมายความว่า อารมณ์ที่เป็นใหญ่ "อธิปติ" เป็นใหญ่ มันก็จริงใช่ไหม? สิ่งที่ปรากฏเยอะแยะ แต่ทำไมเราชอบดอกสีเหลือง ดอกไม้สีเหลือง หรือดอกไม้ต้องเป็นดอกทิวลิป หรือว่าต้องเป็นอะไร ทำไมเราไม่เหมือนกัน ใช่ไหม?

อาหารบนโต๊ะมีตั้งเยอะเลย อารัมณาธิปติเรา ตรงไหน เราก็เอื้อมไปตรงนั้น หมายความว่า อารมณ์นั้นเป็นใหญ่ เป็นใหญ่ที่ทำให้เราไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้ง

ฟังธรรมะ ต้องค่อยๆ เข้าใจ มันละเอียดลึกซึ้ง แล้วมันสัมพันธ์กันยิ่งกว่านี้ แต่ทีนี้ เราคนใหม่ๆ ฟังก็แค่ให้เข้าใจ สำหรับรู้กำลังของเราเอง ว่ากำลังของเรา สามารถที่จะเข้าใจระดับไหน? และการที่จะเข้าใจไปลึกซึ้งถึงความละเอียด มันจะมีประโยชน์ หรือว่า มันจะทำให้เราไม่สามารถเข้าใจ ละเลยสิ่งที่ควรรู้ คือ สิ่งที่กำลังปรากฏ!!!

เพราะว่า จุดประสงค์จริงๆ ก็คือ ให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้!!! เพราะหนึ่งขณะ มันไม่กลับมาอีก ฟังอย่างนี้ ฟังอย่างนี้ไป ให้รู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะไปละกิเลสได้ นอกจากปัญญา!!

แต่ทีนี้ ความเป็นตัวตนมันมาก จนเอาตัวตนมาทำหมดเลย รูปแบบต่างๆ จะศึกษาอย่างโน้น อย่างนี้ อะไรต่ออะไร ไม่อย่างนั้นจะไม่มีที่เขาศึกษาแบบ Scholar กัน แต่นี่เราก็เห็นว่า แบบนั้นน่ะ ศึกษาไปเถอะ ถามว่าเดี๋ยวนี้ธรรมะอยู่ไหน? ตอบไม่ได้!!! มีแต่ตำราออกมาทั้งหมดเลย

ทีนี้ พอ อารัมณาธิปติ บ่อยๆ ที่เราได้รับ มันเป็น อุปนิสสยปัจจัย เป็น อารัมณูปนิสสยปัจจัย "นิสสย" แปลว่า ที่อาศัย "อุป" แปลว่า ที่มีกำลัง และ อารมณ์ที่เป็นที่อาศัยที่มีกำลัง ที่ทำให้จิตนึกถึงอารมณ์นั้นจนกระทั่งเป็นนิสัย ที่จะชอบสิ่งนั้น เพราะตัวอารมณ์มันไม่มีอะไรเลย มันเกิดแล้วมันก็ดับไป แต่ว่า ถึงมันจะเป็นใหญ่อย่างไร เว้นบางอารมณ์ "นิพพาน" เห็นไหม? แต่เขาเป็นใหญ่กับใคร กับ "ปัญญา" ไม่ใช่กับ "อวิชชา" ใช่ไหม? นี่ค่ะ มันละเอียดมากๆ มากๆ (ลากเสียงยาว) จนกระทั่ง ถ้าไม่เข้าใจ ศึกษาพระไตรปิฎก เข้าใจผิดร้อยเปอร์เซนต์ ง่ายๆ ตื้นๆ

เพราะฉะนั้น ทุกคำที่มีอยู่ในที่นั้น เราก็รู้เลยว่า ทรงแสดงกับบุคคลในครั้งโน้น ท่านเป็นใคร? ฟังแล้ว ท่านรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระโสดาบันก็ได้ พระอรหันต์ก็ได้ แล้วแต่ปัญญา

แต่ถ้าไม่มีปัญญาแล้ว ฟังแบบนี้ แบบนี้ มาตลอด แล้วจะไปฟังเข้าใจตอนนั้น แล้วปัญญามีกำลังถึงขั้น พอฟังแล้วก็เกิดขึ้นละกิเลสได้อย่างไร? อย่างท่านพระสารีบุตรฟังท่านพระอัสสชิ เราเอาตัวเราไปเปรียบกับท่านเหล่านั้นได้ไหม? ไม่มีทาง!!!

เพราะฉะนั้น การศึกษา เราก็มองเห็น อย่างพม่าอย่างนี้ ท่องพระไตรปิฎกได้ เขาท่องได้ เขาเก่งอย่างไร? เก่ง ท่องเก่งจริงๆ (หัวเราะ) ท่องได้อย่างไร ๓ ปิฎก แต่เขาไม่รู้เรื่อง เขามีสำนักปฏิบัติ ตั้งแต่พองยุบ มาจนถึงรูปนั่ง รูปนอน จนกระทั่งถึง ลมหายใจ อะไรต่ออะไร

พวกนี้ก็อ้างเลย ใช่ไหม? มหาสีสยาดอ คนเวียดนามที่จัดให้เราสนทนาธรรมกับพระ อีกอันหนึ่ง (ที่เชิญท่านอาจารย์มาสนทนาล่วงหน้าก่อนคณะฯจะเดินทางตามมา) พอไปถึง ไม่ใช่กับคุณออลคอต ที่เราไปนี่ เราสนทนา ๒ พวก พวกหนึ่งคือพวกของคุณพอล พวกเวียดนามที่เขามาทำปริญญาเอกทางภาษาบาลีด้วย พุทธศาสนาด้วย เขาเป็น (ฆราวาส) คนเดียว นอกนั้นเป็นพระหมด ก็คิดดูก็แล้วกัน ว่าจะไปไหนกัน!!! ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในภาษา อยู่ในคำ ซึ่งตัวเองเข้าใจว่าเปรื่องปราด แต่ไม่มีความเข้าใจว่าเป็นธรรมะ!!!

เพราะฉะนั้น จึงมีการศึกษายุคนี้ โดยไม่เข้าใจธรรมะ กับมีการศึกษาธรรมะ ที่ศึกษาแล้วเข้าใจ แต่ไม่ได้ไปพะวงถึงจะไปนู่น นี่ นั่น อย่างคำถาม นี่เป็นอย่างไร? ถ้าตอบไม่ได้ก็แปลว่า ฉันไปหาคนอื่นที่เขาตอบได้ แต่เขาตอบแล้ว คุณรู้หรือ? คุณเข้าใจหรือ?

และคุณควรจะรู้อย่างนั้น หรือคุณควรจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ!! แล้วพาคุณเฉออกไปนี่ เขาเป็นเพื่อนที่ดีหรือเปล่า? แทนที่จะให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พูดถึงธรรมะเดี๋ยวนี้!!!!

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ

.........

ขอเชิญคลิกชมตอนที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ...

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ศรีลังกาและอินเดีย ๑๖ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ [ตอนที่ ๑ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง]
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ศรีลังกาและอินเดีย ๑๖ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ [ตอนที่ ๒ โปลอนนารูวา]
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ศรีลังกาและอินเดีย ๑๖ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ [ตอนที่ ๓ มหินตาเล-อนุราธปุระ]
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ศรีลังกาและอินเดีย ๑๖ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ [ตอนที่ ๔ พระมหาเจดีย์รุวันเวลิสยะ]
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ศรีลังกาและอินเดีย ๑๖ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ [ตอนที่ ๕ สิกิริยา-พระเขี้ยวแก้ว]


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 12 ธ.ค. 2558

หาฟังได้ยากจริงๆ ครับ ท่านอาจารย์อธิบายได้ละเอียดลึกซึ้ง ขอบพระคุณพี่วันชัยที่ถอดเทปการสนทนาส่วนตัวแต่มีคุณค่า พร้อมภาพประกอบที่สวยงามจริงๆ ขออนุโมทนาครับ

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
วันที่ 12 ธ.ค. 2558

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ภู่งามเป็นอย่างยิ่ง

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
napachant
วันที่ 12 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Boonyavee
วันที่ 12 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wirat.k
วันที่ 13 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ํํญาณินทร์
วันที่ 13 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ปาริชาตะ
วันที่ 13 ธ.ค. 2558

กราบขอบพระคุณทุกๆ คำและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jirat wen
วันที่ 13 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
JANYAPINPARD
วันที่ 14 ธ.ค. 2558

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
j.jim
วันที่ 14 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ปวีร์
วันที่ 18 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ