ละกิเลส หรือ ละความไม่รู้ ละอะไรก่อน
 
chatchai.k
วันที่  26 ต.ค. 2558
หมายเลข  27150
อ่าน  916

ท่านที่หันมาสนใจในพระพุทธศาสนา มักคิดว่าต้องเริ่มด้วยการลด หรือละกิเลสในน้อยลงก่อนสิ่งอื่นใด เรียนขอความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้ครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 26 ต.ค. 2558

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระพุทธศาสนา เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำที่พระองค์ตรัสนั้น เป็นไปเพื่อปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ซึ่งเมื่อได้ยินคำไหน ก็ค่อยๆเข้าใจไปในแต่ละคำ อย่างเช่น คำว่า กิเลส กิเลสคืออะไร  เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่ใช่เรา
     กิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต เมื่อกิเลสเกิดขึ้นย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง โลภะ เป็นสภาพที่ติดข้อง ผูกพัน ยินดีพอใจ ชอบใจ ในชีวิตประจำวันเรามีโลภะเป็นปกติ โลภะมีทั้งระดับที่เกิดขึ้นพอใจชอบใจเป็นปกติ และมีทั้งระดับที่มีกำลังแรงกล้าถึงขั้นที่ล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรม ทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน, โลภะเป็นกิเลส  ต่างกันกับอโลภะ ซึ่งเป็นกุศลธรรม เราไม่สามารถบังคับไม่ให้โลภะเกิดขึ้นได้  เพราะว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่ถ้าเป็นผู้มีปกติอบรมเจริญปัญญา ก็สามารถรู้ลักษณะของโลภะเมื่อโลภะเกิดขึ้นปรากฏได้      
     โทสะ เป็นสภาพที่ประทุษร้าย ขุ่นเคือง ไม่พอใจ โกรธ หงุดหงิด  ทั้งหมดเป็นลักษณะของโทสะ โทสะมีหลายระดับขั้น ในชีวิตประจำวันโทสะก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ เช่นในขณะที่โกรธไม่พอใจบุคคลบางคนแล้ว กล่าวคำที่ไม่น่าฟังกับบุคคลนั้นออกไป ขณะนั้นก็รู้ได้ว่าเป็นโทสะ นอกจากนั้นแล้วขณะที่น้อยใจ หรือ กลัว ไม่ว่าจะเป็นกลัวภัยในชีวิต กลัวอันตรายต่าง ๆ กลัวความเจ็บป่วยเป็นต้น ก็เป็นกิเลสประเภทโทสะ เพราะเป็นลักษณะที่ไม่ชอบในอารมณ์ 
     โมหะ เป็นความหลง เป็นความไม่รู้ ขณะที่โมหะเกิดขึ้นย่อมเป็นความมืดบอดเป็นความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจกุศลไม่เข้าใจอกุศล ไม่เข้าใจกรรมและผลของกรรม ไม่เข้าใจหนทางที่จะเป็นไปเพื่อการดับกิเลส พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าโมหะ (หรืออวิชชา) เป็นมูลรากของอกุศลธรรมทั้งหลาย
     กิเลสไม่ได้มีเพียงแค่นี้  ยังมีมิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิด)  มานะ (ความสำคัญตน) อหิริกะ(ความไม่ละอายต่อบาป)  อโนตตัปปะ(ความไม่เกรงกลัวต่อบาป)  อุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่านไม่สงบ)ถีนะ(ความท้อแท้ท้อถอยหดหู่) และวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัยในสภาพธรรม)
     กิเลสทั้งหลายทั้งปวงนี้ จะละได้ด้วยปัญญาขั้นที่เป็นโลกุตตระ และละได้ตามลำดับมรรค กล่าวคือ มรรคเบื้องต้น คือ โสตาปัตติมรรค ละความเห็นผิด  และละความสงสัยในสภาพธรรม  ส่วนกิเลสที่เหลือยังละไม่ได้, ปัญญาขั้นอนาคามิมรรค ละโทสะได้ ละความติดข้องยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ได้  กิเลสที่เหลือต้องอาศัยปัญญาขั้นอรหัตตมรรคจึงจะละได้  
      เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว คือ กิเลสทั้งหมดจะถูกละได้ตามลำดับขั้น อันดับแรกจะละโลภะ โทสะ โมหะ ยังไม่ได้  ต้องละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนสัตว์บุคคลก่อน  กิเลสที่เหลือจะละได้เมื่อปัญญาขั้นสูงกว่านั้น ทั้งหมดทั้งปวงนั้นจะขาดปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ต้นไม่ได้ เลย  ขณะที่เข้าใจ ก็ละความไม่เข้าใจ  
      ดังนั้น จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ก็เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก  ขัดเกลาละคลายความไม่รู้และกิเลสทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่ด้วยความหวังความต้องการ หรือ ด้วยความเป็นตัวตนที่ไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นกิจของปัญญาที่ทำกิจหน้าที่ จนกว่าจะถึงความสมบูรณ์พร้อมในที่สุด  ถ้าไม่มีปัญญา ก็ไม่สามารถละความไม่รู้และกิเลสทั้งหลายได้  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
peem
วันที่ 27 ต.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
swanjariya
วันที่ 28 ต.ค. 2558

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
สิริพรรณ
วันที่ 28 ต.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Guest
วันที่ 29 ต.ค. 2558

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในพระสัทธรรมด้วยความเคารพยิ่งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 30 ต.ค. 2558

สาธุ อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
umpai
umpai
วันที่ 31 ต.ค. 2558

"กิเลสทั้งหมดจะถูกละได้ตามลำดับขั้น อันดับแรกจะละโลภะ โทสะ โมหะ ยังไม่ได้  ต้องละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนสัตว์บุคคลก่อน  กิเลสที่เหลือจะละได้เมื่อปัญญาขั้นสูงกว่านั้น ทั้งหมดทั้งปวงนั้นจะขาดปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ต้นไม่ได้ เลย  ขณะที่เข้าใจ ก็ละความไม่เข้าใจ  
      ดังนั้น จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ก็เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก  ขัดเกลาละคลายความไม่รู้และกิเลสทั้งหลาย  ซึ่งไม่ใช่ด้วยความหวังความต้องการ หรือ ด้วยความเป็นตัวตนที่ไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด  แต่เป็นกิจของปัญญาที่ทำกิจหน้าที่ จนกว่าจะถึงความสมบูรณ์พร้อมในที่สุด  ถ้าไม่มีปัญญา ก็ไม่สามารถละความไม่รู้และกิเลสทั้งหลายได้"

 

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 1 พ.ย. 2558

เราสะสมกิเลสมานับชาติไม่ถ้วน   เมื่อเริ่มสนใจศึกษาธรรมจะละกิเลสเพียงชาติเดียวหรือสองชาติไม่ได้  ต้องอาศัยการอบรมปัญญาที่ยาวนานนับชาติไม่ได้ จนกว่าจะบรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ และก่อนอื่นการศึกษาธรรมเพื่อละความไม่รู้ ละความเห็นผิด ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 26 ก.พ. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ