ความละอาย และ ความเกรงกลัวต่อบาป
 
Guest
วันที่  4 ก.ค. 2558
หมายเลข  26726
อ่าน  16,686

       หิริ (ความละอายต่ออกุศล) และ โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่ออกุศล) ต่างก็เป็นสภาพธรรมฝ่ายดีด้วยกันทั้งคู่  เกิดพร้อมกันทุกครั้ง  เป็นความละอาย และความเกรงกลัวต่ออกุศล  กลัวต่อผลของบาปอกุศลที่จะเกิดขึ้น  เพราะบาปอกุศลนำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนในภายหลัง  ขณะใดที่เว้นจากความชั่ว บาป อกุศล ทุจริตทั้งปวง  แม้ว่าจะเล็กน้อยสักเพียงใด ขณะนั้นก็เป็นเพราะหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นสภาพที่รังเกียจ ละอาย กลัว และเกรงโทษของบาป เป็นสิ่งที่พอจะเห็นได้ว่าแม้ว่าทั้งหิริและโอตตัปปะจะเกิดร่วมกันก็จริง แต่ว่าขณะใดที่เกิดละเว้นอกุศลชนิดหนึ่งชนิดใด ขณะนั้นก็พอที่จะสังเกตสภาพของจิตได้ว่าในขณะนั้นจริง ๆ ละเว้นเพราะรังเกียจ หรือว่าละเว้นเพราะกลัว เกรงโทษเกรงภัยของอกุศล      
     ถ้าพิจารณาโดยละเอียด จะเห็นระดับของหิริโอตตัปปะว่ามีหลายขั้น  ขณะที่ละเว้นจากทุจริต ขณะนั้นก็เป็นหิริโอตตัปปะขั้นหนึ่ง  ระดับที่ละเว้นทุจริตกรรมเป็นหิริ โอตตัปปะขั้นหยาบขั้นหนึ่ง แต่ว่าขั้นละเอียดกว่านั้นอีก คือเห็นโทษของอกุศล คือ แม้ว่าจะไม่กระทำทุจริตกรรม แต่ก็ยังเห็นว่าอกุศลจิตที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ควรละอาย ควรรังเกียจ
      เพราะฉะนั้น หิริโอตตัปปะของแต่ละบุคคล ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าในระดับไหน ในขั้นไหน ตามกำลังของปัญญา  สำหรับผู้ที่ไม่กระทำชั่ว  มีเหตุที่จะให้ละเว้นความชั่วซึ่งเป็นภายในเป็นสมุฏฐาน คือ มีตนเป็นใหญ่ ดังต่อไปนี้

     ประการที่ ๑  คือ ไม่ทำชั่ว เพราะนึกถึงชาติ คือ การเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม  ย่อมเป็นผลของกุศลกรรม และรู้ได้ว่า บุญญกิริยาวัตถุ (การกระทำความดีประการต่าง ๆ) เป็นมนุษยธรรม เพราะฉะนั้น ขณะใดที่มีการระลึกถึงชาติ คือ การเกิดเป็นมนุษย์  ในขณะนั้นก็เป็นเหตุที่จะให้ละการกระทำทุจริต เพราะเห็นว่าการกระทำทุจริต การทำชั่ว  เป็นการกระทำที่ต่ำทราม  ไม่ใช่เป็นธรรมของมนุษย์ เมื่อระลึกได้อย่างนี้ ก็จะไม่ทำทุจริต ไม่ล่วงศีล  

     ประการที่ ๒ คือ ไม่กระทำชั่วเพราะระลึกถึงวัย  เห็นว่าการทำชั่วเป็นเรื่องของเด็กหรือว่าผู้เยาว์ คือ ผู้ที่ยังไม่สามารถมีสติปัญญาพิจารณาความถูก  ความควรได้โดยละเอียด  เพราะฉะนั้น  ถ้าเป็นผู้ที่พ้นจากวัยเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่รู้เรื่องที่ควร  ไม่ควรแล้ว ก็ควรจะเป็นผู้ที่ระลึกได้ว่า สิ่งใดไม่ควรจะกระทำ  ในขณะนั้นก็เว้นความชั่ว เพราะระลึกถึงวัย รู้ว่า สิ่งใดที่เหมาะ สิ่งใดที่ควรแล้ว ก็ไม่อาจที่จะทำสิ่งซึ่งเด็กที่เยาว์วัยกระทำได้เลย

    ประการที่ ๓ คือ  ไม่กระทำชั่วเพราะระลึกถึงความแกล้วกล้า เพราะเหตุว่า คนขลาดย่อมทำอกุศล แต่ว่าคนแกล้วกล้านี้ กล้าที่จะทำกุศลและไม่ทำอกุศล เพราะฉะนั้น ต้องเป็นคนกล้าหาญ ที่จะไม่ทำอกุศล คนขลาดทำอกุศล เพราะเหตุว่ากลัวลำบากบ้าง กลัวยากจนบ้าง กลัวความทุกข์ต่าง ๆ บ้าง จึงเป็นเหตุให้กระทำทุจริต แต่คนกล้าหาญ แม้ว่าจะลำบาก แม้ว่าจะขัดสน แม้ว่าจะยากจน แต่ก็จะไม่ทำทุจริต คนแกล้วกล้านั้นกล้าละเว้นทุจริตได้ โดยไม่กลัวความลำบากต่าง ๆ

     ประการที่ ๔ คือ ไม่กระทำชั่ว เพราะเห็นว่า คนทำชั่วเป็นคนไม่ฉลาด  บุคคลใดก็ตามที่ทำชั่ว  บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ฉลาด ถ้าทุกคนคิดได้อย่างนี้ ระลึกได้อย่างนี้  ก็จะไม่มีการทำทุจริตกรรมใด ๆ เลย  ธรรม ๒ ประการนี้ คือ หิริ และ โอตตัปปะ จึงเป็นธรรมคุ้มครองโลก  เป็นเครื่องเกื้อกูลให้สัตว์โลกอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สงบร่มเย็น ปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันโดยประการทั้งปวง.  ...ฯลฯ...



  ความคิดเห็นที่ 2  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 13 มี.ค. 2559

ขอขอบพระคุณ และขออนุโมทนาสาธุครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 16 มี.ค. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 16 มี.ค. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
p.methanawingmai
p.methanawingmai
วันที่ 27 ต.ค. 2560

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ