Print 
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่ ประเทศญี่ปุ่น ๒๗ มี.ค. - ๓ เมษายน ๒๕๕๘
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  3 เม.ย. 2558
หมายเลข  26416
อ่าน  1,941

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ถึง วันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้รับเชิญจาก คุณเบญจวรรณ รัศมีสุวรรณกุล เพื่อไปท่องเที่ยวและพักผ่อนเป็นการส่วนตัว ณ เมือง Nagoya-Hiroshima-Beppu-Kumamoto และ เมือง Fukuoka ประเทศญี่ปุ่น 

แม้ว่าการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นของท่านอาจารย์และคณะฯในครั้งนี้ จะเป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวและพักผ่อน เป็นการส่วนตัวก็ตาม แต่เป็นที่ทราบดีว่า ไม่ว่าท่านอาจารย์จะอยู่ ณ สถานที่ใดก็ตาม ท่านไม่เคยละโอกาสที่จะให้ความเมตตา เกื้อกูล ความเข้าใจธรรมะแก่ทุกๆคน ที่อยู่แวดล้อมใกล้ชิดโดยเสมอๆ

ข้าพเจ้าได้รับความเมตตาจากพี่แก้วตา อเนกพุฒิ ที่ส่งภาพของการเดินทางมาให้ชมทางไลน์ ซึ่งก็ไม่ได้คิดมาก่อน ว่าจะเขียนกระทู้รายงานการเดินทางของท่านอาจารย์และคณะฯในครั้งนี้ เนื่องจากทราบว่าเป็นการเดินทางไปพักผ่อนของท่านอาจารย์เป็นการส่วนตัว แต่เมื่อพี่แก้วตา ได้ส่งไฟล์บันทึกเสียงการสนทนาธรรม ณ โรงแรมที่พักจากประเทศญี่ปุ่นมาให้ ซึ่งเป็นการสนทนาธรรม ณ โรงแรมในเมือง Bepphu และ Nagasaki 

เมื่อได้ฟังแล้ว มีความรู้สึกคิดถึงท่านสมาชิกทุกๆ ท่าน ประกอบกับพี่แก้วตาได้แจ้งว่า ท่านอาจารย์ท่านมีความสุขมาก กับการเดินทางไปท่องเที่ยวและพักผ่อนในครั้งนี้ และ อนุญาตให้เผยแพร่ภาพการเดินทางของท่านในครั้งนี้ได้ 

อนึ่ง ข้าพเจ้าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับพี่แก้วตาเมื่อคณะของท่านอาจารย์ได้เดินทางกลับมา พี่แก้วตาได้กล่าวชื่นชม คุณเบญจวรรณ รัศมีสุวรรณกุล เป็นอย่างมาก ที่ได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์และคุณป้าจี๊ด ไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ซึ่งท่านได้กล่าวว่า เป็นการไปพักผ่อนที่มีความสุขและเป็นครั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง เลยทีเดียว โดยได้รับการดูและเอาใจใส่จากทางเจ้าหน้าที่บริษัทนำเที่ยว ทั้งที่เดินทางไปพร้อมกันจากไทย และ คุณวีกิจ ไกด์หนุ่มคนไทย ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพี่แก้วตากล่าวว่า คุณวีกิจ เป็นผู้ที่ได้สะสมมาดี เมื่อได้สนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ไม่นาน ก็มีความเข้าใจและสามารถตอบคำถามได้ดี ทั้งยังมีความอ่อนน้อม เป็นที่น่าอนุโมทนา

และประการสำคัญที่สุด ที่พี่แก้วตากล่าวชื่นชมไม่ขาดเลย คือ การดูแลเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนจากคุณเบญจวรรณ ท่านเจ้าภาพที่เชิญท่านอาจารย์ไปในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการดูแลเอาใจใส่ที่ทำให้ทุกคน มีความสุข ซึ่งข้าพเจ้าเองก็รับทราบได้ ถึงความละเอียดและเอาใจใส่เช่นนี้ เมื่อครั้งที่คุณเบญฯ กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ไปสนทนาธรรมที่ ตลาดบางหลวง ก็ขอกราบอนุโมทนาคุณเบญจวรรณ รัศมีสุวรรณกุล มา ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านที่สนใจ สามารถคลิกชมได้ตามลิงค์ด้านล่างนะครับ
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ตลาดบางหลวง ร.ศ. ๑๒๒ วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๘

การที่ท่านอาจารย์ ได้มีเมตตากล่าวอนุญาตให้เผยแพร่ภาพการเดินทางของท่านใครั้งนี้ได้ จึงเป็นโอกาสของข้าพเจ้า ที่จะนำภาพและความการสนทนาธรรม ที่ยากที่จะหาฟังได้มาฝากเป็นบรรณาการแก่ทุกๆท่าน ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยที่จะถึงนี้พอดีเลยนะครับ แม้ว่าคุณภาพของเสียงที่บันทึก จะเบาและมีเสียงอื่นรบกวนบ้างในบางขณะ ข้าพเจ้าก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะฟังและถอดความให้ครบถ้วนที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ พร้อมทั้งมีของฝากที่น่าประทับใจอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่ง จากบริเวณสะพานคินไตเคียว ที่ท่านอาจารย์และคณะไปเยี่ยมชม คือ คลิปวีดีโอสั้นๆ ที่พี่แก้วตาได้บันทึกไว้ ขณะที่ท่านอาจารย์และคุณป้าจี๊ด น้องสาวของท่าน เห็นหญิงชราชาวญี่ปุ่นกำลังขนของจัดร้านเพื่อเปิดร้านในตอนเช้า เมื่อท่านอาจารย์และคุณป้าจี๊ดเห็น จึงเข้าไปช่วยขนของด้วย 

แม้ว่าจะเป็นคลิปวีดีโอเพียงสั้นๆ แต่แสดงให้เห็นถึงคำและความหมายของท่าน ผู้ไม่เพียงมอบวลีที่มีค่ายิ่ง สำหรับ ชมรมบ้านธัมมะ มศพ. เท่านั้น ท่านยังเป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับทุกคนอีกด้วย ในคำที่ว่า " ทำดี และ ศึกษาพระธรรม " เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ที่จะตราตรึงอยู่ในใจของทุกคนไปตราบนานเท่านาน

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่แก้วตา อเนกพุฒิ ทั้งขอขอบพระคุณและอนุโมทนาภาพบางส่วน จาก อ.สงบ เชื้อทอง อ.เผดิม ยี่สมบุญ และ คุณมลฑา วิเศษสุมน เพื่อประกอบในกระทู้นี้ด้วยครับ อนึ่ง ท่านอาจารย์ทราบข่าวการเสียชีวิตกระทันหันด้วยโรคหัวใจของคุณสมศิลป์ วินิจฉัยกุล สามีของคุณสุภาพ วินิจฉัยกุล(พี่ติ๋ว) เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ที่ผ่านมา ในตอนต้นของการสนทนา ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงพี่สมศิลป์และพี่สุภาพด้วย ครับ

 

ท่านอาจารย์    กับคุณสุภาพ นี่ ทำทุกอย่างที่มูลนิธิฯสมัยที่ยังมีอาหาร อยู่ในครัวตลอดเลย ประมาทไม่ได้ คือ มันไม่เหลือ มันไม่เหลือที่จะเป็นคนนี้ เดี๋ยวนี้ มันก็เป็นแล้ว แต่ว่า ร่างกายนี่ ยังมีจิตใจที่อาศัยเกิดอยู่ ใช่ไหม? แล้วดูคุณสมศิลป์สิ พอไม่มีจิต เหลือแต่สิ่งที่ไม่ใช่คุณสมศิลป์ เพราะฉะนั้น ระหว่างที่คิดว่า มีคุณสมศิลป์ ก็ไม่ใช่คุณสมศิลป์ แต่เป็น "จิต" เป็น "ธาตุ"

เพราะฉะนั้น ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่มีอะไรเหลือที่เป็นคุณสมศิลป์ ก่อนนั้น ก็ไม่มี!!! มีแต่ "ธาตุ" ที่จะทำให้รูปเป็นไป แต่ธาตุนั้น ก็ไม่ใช่คุณสมศิลป์ เพราะ คุณสมศิลป์อยู่ไหน??? เดี๋ยวนี้??? เห็นไหม? เปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนแล้ว!!! ตามสังขารขันธ์ ที่ปรุงแต่ง!!!

พลอากาศตรีหญิงกาญจนา   ขออนุญาตเล่าให้ท่านที่มาทีหลังฟังนะคะ เมื่อกี้พูดถึงเรื่องทหารที่โดนกัมมันตภาพรังสีแล้วหายเข้าไปในหิน เหลือแต่เงา ท่านอาจารย์บอก แม้ขณะนี้!!! ก็เป็นอย่างนั้น!!! เหลือแต่เพียงนิมิตของสิ่งที่ปรากฏก็ไม่เหลืออะไร เหลือแต่นิมิต เหมือนเงาเหมือนกัน

ท่านอาจารย์   ของเขา ไม่สามารถที่จะละความเป็นทหาร ที่นั่งอยู่ตรงนั้น!!! เขายังจำ ว่าเป็นทหารที่นั่งอยู่ตรงนั้น! แต่ พระธรรม สามารถที่จะเห็นได้เลยว่า "ไม่มีเรา" แม้แต่ทหารที่นั่งอยู่ตรงนั้น!!! ไม่มี!! ไม่อย่างนั้น จะละความเป็นตัวตน ไม่ได้ ถ้าละความเป็นตัวตนไม่ได้ ก็ละกิเลสไม่ได้!!! เพราะว่า ตัวรากสำคัญก็คือว่า "ไม่เข้าใจความจริง" ว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ตัวตน หรือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มันเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป

เพราะฉะนั้น การรู้  "ต้องรู้จริงๆ"  เหมือนเราเรียนหนังสือ "รู้จริงๆ" เราไปที่ไหน เราก็รู้ว่า นั่นคืออะไร นี่คืออะไร ก ไก่ ข ไข่ อยู่ตรงไหน หนังสือเล่มไหน? ต่อให้ไปอยู่สวีเดน หรือในพิพิธภัณฑ์ เพราะฉะนั้น "แต่ละชาติ" ถ้าอบรมจริงๆ เข้าใจจริงๆ แค่ได้ยิน "คำ" ก็รู้แล้ว!!! เพราะว่า ความรู้ มันต้องมาจากที่สะสม แล้วก็อยู่ในใจ ไม่ใช่ไปเกิด ตอนกำลังฟัง !!! แต่ มีมาแล้ว เข้าใจแล้ว เพียงแต่ว่า ยังไม่ได้อาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้คิดถึง นี่ค่ะ ก็คือ ธรรมดา แล้วก็ "ไม่มีเรา" คือ ใกล้ที่จะถึงเวลา ที่จะแสดงความชัดเจนว่า "ไม่มี"

อย่างคุณสมศิลป์ ไปเป็นอะไร? เป็นนก? หรือ เป็นไก่? หรือเป็นพรหม? เป็นพรหมนี่ไม่ได้แล้ว หรือ เป็นเทวดา? แล้วก็ ไม่มีใครไปจำเขาได้เลย ไม่มีใครไปจำเขาได้ อีกต่อไป!!! เพราะฉะนั้น ก็จำ เพียงแค่ชาติเดียว  และ ชาติก่อนๆ ไม่มีทางที่จะกลับมาอีกเลย ฉันใด ชาตินี้ แต่ละวัน กลับมาอีกไม่ได้!!! ภพภูมิของทุกขณะจิต ข้อสำคัญคือ "จิต" เป็นสภาพที่ไม่มีรูปร่าง มองไม่เห็น แต่ เก็บทุกอย่างไว้ ละเอียดลออ  โกรธโผล่ขึ้นมา ถ้าไม่มีในจิต แล้วจะมาจากไหน?

เพราะฉะนั้น ตัวจิตนี้ น่าอัศจรรย์ "ธาตุรู้" "จิต" ก็ไม่ใช่ ปัญญา ที่ท่านอบรมมาที่จะตรัสรู้ แม้นามธาตุ ซึ่งมองไม่เห็น แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งขณะ แล้วก็ แยกสภาพที่เป็นธาตุรู้ ตัวจิต  กับ เจตสิก "ปัณฑระ" ของเขาแท้ๆ คือ "ธาตุรู้" เราเข้าใจได้ แต่มันไม่ได้ปรากฏ ถ้าปรากฏคือมันไม่มีอะไรเลย นอกจาก "ธาตุรู้" คิดดูแล้วกัน คือ ตัวของเขาแท้ๆ ขณะนั้น เจตสิก ก็ไม่ได้ปรากฏ!!! ถึงจะเป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่อย่างนั้น ถ้ามีเจตสิกอื่นมา มันก็ไม่ใช่จิตตานุปัสสนาฯ หมายความว่า ทุกคำที่เราได้ยินมา มันไม่ปรากฏ แต่มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มี!!!
 

เพราะฉะนั้น มันปรากฏได้ ต่อเมื่อ ความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น คือ อวิชชา มันน้อยลง เพราะเวลานี้ ความไม่รู้ มันยึดขันธ์ ๕ เลย ทั้ง ๕ ขันธ์ ไม่เว้นสักนิดเดียว!!! แม้แต่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  แล้วมันเป็นอย่างนี้ มานานเท่าไหร่??? เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม เริ่มจาก "ความเข้าใจ" นี่ ก็ "เริ่มเห็นทาง"  ใช้คำนี้เลย!!! "เห็นทาง" ที่จะออกจากสังสารวัฏฏ์!!! แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญา ยังไม่ถึงการที่จะเห็นประโยชน์ของการออกจากสังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่ปัญญา มันก็ต้องติด!! ต้องข้องอยู่!!! ใช่ไหม?

เพราะความจริง ต้องเข้าใจจริงๆไปหมด "แต่ละคำ" อย่าง "สัมปชัญญะ"  ความรู้ตัวทั่วพร้อมก็ต้องไปคล้องกับ "อสัมโมหะสัมปชัญญะ" ของสัมปชัญญะ ๔ คือ ทุกอย่างนี่จะกลมกลืน สอดคล้องกันไปหมด เมื่อถึงแต่ละคำที่ตรัสเอาไว้ เพราะฉะนั้น เราฟังขณะนี้ บอกมีสติ แล้วกุศลจิตเกิด กำลังฟังเข้าใจ แต่ ไม่ใช่สติสัมปชัญญะ เพราะเหตุว่า ไม่ใช่การ รู้ตัวที่ตัวนี่ "รู้ตัว" คือ "รู้ลักษณะ ที่ไม่ใช่ตัว" แต่มันอยู่ตรง "ตัว" ตรงนี้แหละ ไม่ได้อยู่ข้างนอกตัว ใช่ไหม?

"ทุกคำ" โดยนัยยะไหน มันก็คือ ความเข้าใจถูก ในสิ่งที่มี พอเข้าใจถูกแล้ว เราก็ไม่สนใจหรอก ว่าเราจะใช้คำไหน อย่างไร ใช่ไหม? เพราะว่า ความเข้าใจ

เพราะฉะนั้น อย่างนี้ "แข็ง" เมื่อไหร่จะไม่ใช่ "มือ"  ไม่ใช่ "นิ้ว" ไม่ใช่ "เรา" ที่กำลังรู้กระทบ "แข็ง" ทั้งหมดนี้ จากการที่ใจ เขาเก็บสะสมความเห็นผิด ความเป็นเรา ค่อยๆ ชำระล้าง ด้วยความเข้าใจขึ้น!!! ในวันหนึ่ง กว่าเขาจะปรุงไปเป็นอย่างนั้น อย่างนั้นเลย!!! เมื่อสภาพธรรมะปรากฏ!!! ธรรมดา อย่างนี้!!!! แต่อย่างนั้นเลย ตัวละ ตัวรู้ อยู่ตรงนั้น!!! ต้องเป็น "อนัตตา" และ  ต้องเป็น ปกติ !!!

 เพราะฉะนั้น พูดได้เลยค่ะ  สำนักปฏิบัติ คือ สำนักที่ทำลายคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!! เขามีปัญญารู้อะไร? มีปัญญารู้อะไร? ยังไม่รู้เลย ว่าขณะนี้เป็นธรรมะ !!! ทางตา หู จมูก....อุปาทานอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้!!!! ไม่รู้สักอย่าง!!! มีแต่ "โลภะ" พาไป!!! แล้วจะไม่ทำลายคำสอนได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น เราพูดได้ ด้วยความหวังดี ที่จะดำรงพระพุทธศาสนา ใครจะว่าเราผิด  ไหน? ผิดตรงไหน? เอามาดูสิ พระไตรปิฎก!!! และ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า เพื่อเกื้อกูล ทุกคน ที่จะปฏิรูป หรือ ทำลายคำสอน??? ไม่อย่างนั้น ก็งงๆ ขณะนี้ ก็ งงๆ !!!! ตอนนี้ มีกาแฟคนมีบุญ!!! เห็นหรือยัง? ในโทรทัศน์ !! เพราะเหตุว่า วัดนี้ มีอุบาสก อุบาสิกา ไปทำบุญ พระท่านก็เลย ชงกาแฟ !!! พระนะ !! ชงกาแฟ สำหรับคนมีบุญ ที่ไปทำบุญ !!! มีรายการเลือกได้ จะเอากาแฟประเภทไหน? ลาเต้ อะไรต่ออะไรหมด  แล้วในโทรทัศน์ที่เขาถ่ายมา ก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง คล้ายๆจะไปทำ พระท่านก็ให้เขาออกไปแล้วตัวท่านก็ทำเอง !! ชงเสร็จ ฝีมือกาแฟคนมีบุญ !!!!

แล้วก็ ขนมปังพระทำ ทำจริงๆ รูปหนึ่งนวด อีกรูปหนึ่งผสมแป้ง เข้าเตาอบ สำหรับที่ ที่เขาเอามาเลี้ยงปลา พระท่านเกิดหัวใส คิดขึ้นมา จะให้ญาติโยมไปทำทำไม? ท่านทำเองดีกว่า ซื้อกันตรงนี้แหละ!!! นี่ค่ะ ยังไงคะ? คุณสงบ (อ.สงบ เชื้อทอง) ไม่ช่วยกันได้อย่างไร? ต้องช่วย!!! ต้องช่วยเต็มที่ ที่จะพูดความจริง!!! ต้องกล้าพอ ที่จะพูดความจริง!! เพื่อประโยชน์ ไม่ใช่ว่าเพื่อทำลาย  ใช่ไหม?

เพราะว่า ประโยชน์นี้ จะช่วยรักษาพระธรรม เขาคิดว่าทำลาย แต่ความจริง เพื่อรักษาพระธรรม กล้าพอ ที่จะพูดความจริงความจริงพูดไปเถอะ โดยเฉพาะ เพื่อประโยชน์ เรื่องใครชอบ ใครชัง ไม่สำคัญเลย !!! 

(สนทนาธรรม ที่ โรงแรม ANA CROWNE PLAZA 2 - NAGASAKI)

 อ.สงบ    ขออนุญาตท่านอาจารย์ครับ แต่ละขณะ ที่ท่านอาจารย์เน้น ก็คือ เดี๋ยวนี้ !!! รวมลงทุกอย่าง เป็น เดี๋ยวนี้

ท่านอาจารย์   ใช่ อายตนะ ธาตุ อริยสัจจะ อะไรทั้งหมด !!! ต้องมี ในสิ่งที่มีจริงๆ เพราะว่า เดี๋ยวนี้ มีจริง !!! เพราะฉะนั้น การที่เราเคยยึดถือไว้ ว่าเป็นเรานี้ กว่าจะค่อยๆ คลาย จะต้องโดยธรรมเทศนา หลากหลายมาก !!! แล้ว เราเหมือนคนที่เพิ่งได้ยินได้ฟังเอง อย่างนั้น เหมือนเด็กเล็กๆ เหมือนดอกไม้ ที่เริ่มจะผลิ ตูมออกมาหน่อยเดียว หรือ เอากิ่งก็ได้ ยังไม่เป็นดอก ก็ต้องอาศัย การที่จะได้ฟังบ่อยๆ ไตร่ตรอง รดน้ำ พรวนดินไป จนกระทั่ง มีความเข้าใจ มั่นคงขึ้น

เพราะว่า "ไม่ใช่เรา"  แม้แต่ความเข้าใจ ก็ไม่ใช่เรา เขาไม่มีใช่ไหม? สำหรับคนที่ไม่เคยฟังธรรมะเลย  จะบอกว่า คนที่ไม่เคยฟังธรรมะมีปัญญา นี่ผิด!!! ไม่มีทางเป็นไปได้เลย !!! ไม่รู้แม้แต่คำว่า ธรรมะ คือ อะไร? สิ่งที่มี ที่เคยเกิด ทุกชาติ !!! ที่ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เคยรู้เลย !! แล้วจะบอกว่า รู้จักธรรมะ ได้อย่างไร? "คิดเอง" ว่าธรรมะ คือ ชื่อ อย่างนั้น อย่างนี้ !!! แต่ "ตัวธรรมะ" คือ สิ่งที่กำลังมี !!!

อ.สงบ   ถ้ารู้เดี๋ยวนี้ ว่าไม่ใช่เรานี่....

ท่านอาจารย์   อันนี้ กระโจนไปแล้ว !!! แล้วเราจะไปคิดของเราเรื่อยๆ ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ !!! มันก็เอาเวลา ที่ควรจะเข้าใจธรรมะ ไปทิ้งกับเรื่องที่ "ถ้า" แล้วมันเป็นไปไม่ได้ด้วย !!! ฟังไปเรื่อยๆ ความรู้  "ต้องตามลำดับ"

อ.สงบ   ประเด็นที่ท่านอาจารย์ "เน้น" เป็นประจำ โดยสรุป เท่าที่ได้ประมวลแล้ว ก็คือ เดี๋ยวนี้ !!!  ท่านอาจารย์จะเน้น "เดี๋ยวนี้ !!!"

ท่านอาจารย์   ใช่

อ. สงบ   คราวนี้ เดี๋ยวนี้ ก็คือ สอดคล้องกับ ก็คือ อริยสัจจสี่นั่นแหละ แค่ใส่ชื่อ ก็คือ.....

ท่านอาจารย์   เดี๋ยวก่อน นะคะ เราจะเอาชื่อ อริยสัจจ์ หรือ เราจะเอา "ความเข้าใจ" ??? โดยเราจะต้องรู้ว่า สัจจะ คือ ความจริง เราไม่ต้องไปเอา "ชื่อ" เลย แต่ เอาความถูกต้อง ที่ว่า แปลงชื่อออกจากภาษาหนึ่ง มาเป็นอีกภาษาหนึ่ง ให้ "ถึงตัวธรรมะ" "ความจริง" เดี๋ยวนี้ มีไหม? ถ้ามี แล้วรู้ความจริง แท้ๆ ถึงที่สุด นั่นคือ "อริยะ" ประเสริฐมาก ที่สามารถจะรู้ความจริงนั้นได้ และ การรู้ความจริงนั้นก็ "ปัญญา" นั้นแหละ ถึงความเป็น "อริยะ" ไม่มีใครหรอก ที่จะไปถึง นอกจาก "ปัญญา" เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องของ "ปัญญา" โดยตลอด !!!

อ.สงบ   รวมลงแล้ว ทุกสิ่ง คือ ความเข้าใจ เดี๋ยวนี้ !!!!

ท่านอาจารย์   แน่นอน !!! แน่นอน !!! ถ้าไม่มี หมดทาง !!!

อ.สงบ   ถ้าประจักษ์แจ้ง ก็คือ ประจักษ์แจ้งได้???

ท่านอาจารย์   แน่นอน !!! แน่นอนค่ะ... อย่างนี้เลย !!! เพราะ มีเดี๋ยวนี้ !!! ไม่ใช่มีอันอื่น ใช่ไหม? จาก ไม่รู้เลย ในสิ่งที่มี เดี๋ยวนี้ !!! เป็น ค่อยๆ ฟัง ในสิ่งที่มี เดี๋ยวนี้ ค่อยๆ เข้าใจ จากการฟัง  ไปถึงการที่ "เข้าใจ" "ตัวเดี๋ยวนี้" "ปริยัติ" ไปถึง "ปฏิบัติ"

ไม่ใช่ว่าง่ายเลย ที่ว่า "เห็น" เกิดแล้วดับ และ "เห็น" เป็น "ธาตุรู้" จาก "ปริยัติ" กว่าจะไปถึง "ปฏิปัตติ" เราจะมีความเข้าใจ "ปัญญา" เขาจะรู้ความต่างว่าขณะนี้ที่เข้าใจ มีหมดเลย ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ โสภณเจตสิก สติก็มี ศรัทธาก็มี แต่ไม่ใช่ ขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจ "ตัวธรรมะ" มันเป็นขั้นๆ ไป แล้ว "เริ่มเข้าใจตัวธรรมะ" "ปัญญา" เขารู้เลย นี่ไม่ใช่ขั้นนั้น เพราะ ลักษณะของสติสัมปชัญญะ เกิด ถ้าไม่เกิด จะรู้ได้อย่างไร? ว่านี่แหละ เป็นสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่เรา !!!

เพราะฉะนั้น "ฟัง" จนกระทั่งสติปัฏฐานเกิด ลักษณะของสติสัมปชัญญะก็เริ่มรู้ว่า ต่างกับขั้นฟัง แล้วก็ยังไม่ใช่ปฏิเวธ พอถึง "ปฏิเวธ" มีหรือ ที่ปัญญาจะไม่รู้? เขาอบรมมาตั้งแต่ "ขั้นฟัง"  จนกระทั่ง "เริ่มเข้าใจ" แม้แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สติสัมปชัญญะ" มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ความเข้าใจในสิ่งนั้น "แค่ไหน?" คิดดู !!! ไม่อย่างนั้น จะไม่มีสติปัฏฐาน ไม่มีอินทรีย์ ๕ ไม่มีพละ ๕  ทั้งหมดนี้ ต้อง "ตามลำดับ" จากการที่เขาค่อยๆ เจริญขึ้น !!!

อ.สงบ   แต่มันคือ เดี๋ยวนี้ !!

ท่านอาจารย์   ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แล้วจะเอาอะไรมารู้???

อ.สงบ   จะเข้าใจ ก็เข้าใจเดี๋ยวนี้  ถ้าไม่เข้าใจ ก็เป็นเราเข้าใจ กลายเป็นเรื่องแล้ว ไปสู่อวิชชาอันเดิมแล้ว เป็นเราเข้าใจ

ท่านอาจารย์   เพราะฉะนั้น แค่ฟัง นี่ก็รู้แล้ว "เดี๋ยวนี้" ผ่านไปกี่เดี๋ยวนี้แล้ว??? โดย "ไม่รู้"

คุณภาณี   อาจารย์คะ อย่างเดี๋ยวนี้ อย่างนานๆด้วย ที่ได้ยินหรือว่าไม่ต้องได้ยิน แต่เมื่อมีอะไรมากระทบ แล้วเริ่มเข้าใจสิ่งที่กระทบ  ลักษณะของสิ่งที่กระทบ....

ท่านอาจารย์   แล้วไงคะ?

คุณภาณี   แล้วก็สะสมไป

ท่านอาจารย์   เพราะฉะนั้น คนนั้นรู้ !!! ไม่ใช่ถามใคร ไม่ใช่ถามใครเลย !!!

คุณภาณี   ที่น้อยเรียนถามท่านอาจารย์ เพราะว่า เวลาสนทนาธรรมกัน จะเข้าใจแค่ชื่อและเรื่องราวตรงนี้

ท่านอาจารย์   เพราะฉะนั้น คนที่มาฟังที่มูลนิธิฯ ไม่มีโอกาสจะใกล้ชิด อย่างนี้ !!! ไม่มีโอกาส จะแจงให้เขารู้ว่า ที่จริง เขามาฟัง เหมือนกับว่า คล้ายๆให้เขาไปรู้ แต่ เปล่าเลย !!! ให้เข้าใจ !!! แล้วก็ ไม่มีเขา ที่จะต้องไปทำอะไรเลย !!!! "ฟัง" เพื่อ "เข้าใจ"

และ ขณะไหน ที่ "โลภะเกิด" ก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ? ว่ามันมีจริงๆ !!! แต่กว่ามันจะ "ไม่ใช่ตัวตน" กว่าจะ "ไม่ใช่เรา" เห็นไหม? ก็ "ฟัง" จนกระทั่ง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น !!!

คุณภาณี   แต่อาจารย์ขา หนูก็ไม่ได้ทิ้งคำว่า "อนัตตา" ที่จะสังเกตุ.....

ท่านอาจารย์   หนูทั้งนั้นแหละ !!!

คุณภาณี   ไม่ใช่ค่ะ หมายถึงว่า เวลาตอนนี้ค่ะ เวลาที่ฟังเข้าใจ

ท่านอาจารย์   คือ อย่างนี้ นะคะ จะบอกให้ฟังว่า เราฟังธรรมะนี่ เราจะไม่มี "ตัวเรา และ คำถามเรา" มาเลย "ฟังเข้าใจ" คือ ต่างคนต่างรู้ว่า เข้าใจแค่ไหน? นั่นแหละ !!!

คุณภาณี   ที่หนูเรียนท่านอาจารย์  เวลาสังเกตุ ก็ไม่ใช่มีเราจ้องที่จะสังเกตุ.....

ท่านอาจารย์   ไม่รู้ละ พูดไปเถอะ !!!! อะไร อะไร ทั้งหมดน่ะ บุคคลนั้น รู้เอง !!!

และ ขณะนี้ ไม่ต้องบอกใคร !!! แล้วก็ ไม่ต้องถามใคร !!! เพราะว่า ความเข้าใจตรงนั้น เขาก็ตามลำดับขั้น  เราจะสงสัย เราจะแน่ใจ คือ ตรงนั้นหมด !!! มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว จริงๆ

เพราะฉะนั้น ฟัง ฟัง ฟัง ฟัง อย่างพวกที่ฟังพระพุทธเจ้า ก็ฟังกันทั้งนั้นแหละ !!! สาวกตั้งเท่าไหร่ !!! ต่างคน ก็ ต่างอบรมเจริญปัญญา แต่ก็ไม่มาบอกว่า เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ มันเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้  กำลังคิดอย่างนี้ มันเกิดมา เป็นสติ เป็นสัมปชัญญะอะไร  กำลังรู้ลักษณะอะไร ไม่ต้องมานั่งบอก !! ไม่ต้องมานั่งบอก !!!!!

..........ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ประเทศญี่ปุ่น.........

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณเบญจวรรณ รัศมีสุวรรณกุล
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาพี่แก้วตา อเนกพุฒิ สำหรับภาพและไฟล์เสียงการสนทนาธรรมที่ยังความปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งมาสู่สหายธรรม ที่ไม่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปด้วย และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paew_int
paew_int
วันที่ 3 เม.ย. 2558 12:21 น.

 

                      อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 3 เม.ย. 2558 12:37 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณเบญจวรรณ รัศมีสุวรรณกุล

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาพี่แก้วตา อเนกพุฒิ

สำหรับภาพและไฟล์เสียงการสนทนาธรรม(เป็นประโยชน์มาก ๆ)

ที่ยังความปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งมาสู่สหายธรรม ที่ไม่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปด้วย

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ภู่งาม เป็นอย่างยิ่ง 

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ปวีร์
วันที่ 3 เม.ย. 2558 12:46 น.

เตือนใจได้ดีมากๆเลยครับ

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
napachant
napachant
วันที่ 3 เม.ย. 2558 12:48 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 3 เม.ย. 2558 13:35 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 3 เม.ย. 2558 13:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
กรกนก
วันที่ 3 เม.ย. 2558 14:03 น.

   ขอขอบคุณ คุณพี่วันชัยที่นำภาพมาให้พวกเราได้ชม ขออนุโมทนาในกุศลทุกประการค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 3 เม.ย. 2558 15:47 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณเบญจวรรณ รัศมีสุวรรณกุล

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณแก้วตา อเนกพุฒิ

สำหรับภาพและไฟล์เสียงการสนทนาธรรม(เป็นประโยชน์มาก ๆ)

ที่ยังความปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งมาสู่สหายธรรม ที่ไม่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปด้วย

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของคุณวันชัย ภู่งาม เป็นอย่างยิ่ง 

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Noparat
วันที่ 3 เม.ย. 2558 17:21 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pulit
วันที่ 3 เม.ย. 2558 17:51 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 3 เม.ย. 2558 20:24 น.

สาธุ  อนุโมทนา  และ ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
thilda
thilda
วันที่ 3 เม.ย. 2558 23:06 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Boonyavee
วันที่ 3 เม.ย. 2558 23:07 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
ธุลีพุทธบาท
ธุลีพุทธบาท
วันที่ 4 เม.ย. 2558 05:12 น.

ขอกราบนมัสการอย่างสูงสุดแด่พระรัตนตรัย

ที่ใดที่มีการสนทนาธรรมให้เกิดความเข้าใจ ที่นั่นเป็น "ประเทศที่สมควร" จริง ๆ ครับ.

กราบเท้าบูชาพระคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพอย่างสูงยิ่ง

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาอย่างยิ่งในกุศลศรัทธาทุกประการ

ของคุณน้าเบญจวรรณ รัศมีสุวรรณกุล ครับ.

ขอบพระคุณและอนุโมทนาคุณอาแก้วตา อเนกพุฒิ และคุณอาวันชัย ภู่งาม เป็นอย่างยิ่ง 

ที่ทำให้มีโอกาสได้อ่าน ได้ศึกษาพระธรรม ไปทีละคำ ด้วยความแช่มชื่นใจ

ที่ได้เข้าใจขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย จากวาจาสัจจะ ที่มีค่าทุกคำ

ซึ่งท่านอาจารย์ไม่เคยละเลยโอกาสที่จะให้พวกเราได้เข้าใจพระธรรมเลยจริง ๆ ครับ.

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่าน ครับ.

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
peem
วันที่ 4 เม.ย. 2558 11:14 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 4 เม.ย. 2558 19:07 น.

         อนุโมทนาในกุศลจิิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
Jans
Jans
วันที่ 5 เม.ย. 2558 17:23 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
tusaneenui
tusaneenui
วันที่ 7 เม.ย. 2558 12:50 น.

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลทุกประการค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
panya13
panya13
วันที่ 8 เม.ย. 2558 14:09 น.

 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
pamali
วันที่ 9 เม.ย. 2558 15:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 17 เม.ย. 2558 00:33 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
papon
papon
วันที่ 17 เม.ย. 2558 12:23 น.

                                                  กราบอนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ