Print 
การไม่คบพาลเป็นมงคล [มงคลสูตร]
 
เมตตา
เมตตา
วันที่  24 ธ.ค. 2557
หมายเลข  25956
อ่าน  775

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้อความบางตอนจาก   มงคลสูตร

พรรณนาคาถาว่าอเสวนา

     พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับคำของเทพบุตรนั้น อย่างนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า อเสวนา จ พาลานํ เป็นต้น. ในพระคาถานั้น บทว่า อเสวนา ได้แก่ การไม่คบ ไม่เข้าไปใกล้.

     บทว่า พาลานํ ความว่า ชื่อว่าพาล เพราะเป็นอยู่ หายใจได้ อธิบายว่า เป็นอยู่โดยเพียงหายใจเข้าหายใจออก ไม่เป็นอยู่โดยความเป็นอยู่ด้วยปัญญา. ซึ่งพาลเหล่านั้น.

     บทว่า ปณฺฑิตานํ ความว่า ชื่อว่าบัณฑิต เพราะดำเนินไป อธิบายว่า ดำเนินไปด้วยคติ คือความรู้ในประโยชน์ที่เป็นปัจจุบันและภายภาคหน้าซึ่งบัณฑิตเหล่านั้น.

     บทว่า เสวนาได้แก่ การคบ การเข้าใกล้ ความมีบัณฑิตนั้นเป็นสหาย มีบัณฑิตนั้น เป็นเพื่อน ความพรักพร้อมด้วยบัณฑิตนั้น.

     บทว่า ปูชาได้แก่ การสักการะ เคารพนับถือ กราบไหว้.

     บทว่า ปูชเนยฺยานํแปลว่า ผู้ควรบูชา.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171

     บทว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประมวลการไม่คบพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาผู้ที่ควรบูชา ๑ ทั้งหมด จึงตรัสว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตม. ท่านอธิบายว่า คำใดท่านถามว่า โปรดตรัสบอกมงคลอันอุดมเถิด ท่านจงถือคำนั้นว่า มงคลอันอุดม ในข้อนั้นก่อน นี้เป็นการพรรณนาบทแห่งคาถานี้. ส่วนการพรรณนาความแห่งบทนั้น พึงทราบดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับคำของเทพบุตรนั้นอย่างนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า อเสวนา จ พาลานํ  เป็นต้น. ในคาถานั้น คาถามี ๔ คือ ปุจฉิตคาถา อปุจฉิตคาถาสานุสันธิกคาถา อนนุสันธิกคาถาบรรดาคาถาทั้ง ๔ นั้น คาถาที่ทรงถูกผู้ถามถามแล้ว จึงตรัสชื่อว่า ปุจฉิตคาถา ได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า ปุจฺฉามิตํ โคตมภูริปญฺญกถํ กโรสาวโก สาธุโหติ ท่านพระโคดม ผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ข้าพเจ้าขอถามท่าน สาวก ทำอย่างไรจึงเป็นคนดี และประโยคว่า กถํนุตฺวํ มาริสโอฆมตริ ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านข้ามโอฆะอย่างไรเล่าหนอ. คาถาที่พระองค์ไม่ได้ถูกถาม แต่ตรัสโดยพระอัธยาศัยของพระ องค์เอง ชื่อว่า อปุจฉิตคาถา ได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า ยํปเรสุขโตอาหุ ตทริยาอา หุ ทุกฺขโต คนอื่นๆกล่าวสิ่งใดว่าเป็นสุข พระอริยะทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์. คาถาของพระพุทธะทั้งหลายแม้ทั้งหมด ชื่อว่า สานุสันธิกคาถา เพราะบาลีว่า สนิทา นาหํ ภิกฺขเวธมฺมํ เทเสสฺสามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรม มีนี้ท่านคือเหตุ ดังนี้. ที่ชื่อว่า อนสุสินธิคาถา คาถาไม่มีเหตุ ไม่มีในศาสนานี้ ก็บรรดาคาถาเหล่านี้ ดังกล่าวมานี้ คาถามีชื่อว่า ปุจฉุตคาถา เพราะเป็นคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเทพบุตรทูลถามแล้วจึงตรัสตอบ. ก็คาถานี้ บอกคนที่ไม่ควรคบ ในคนที่ควรคบและไม่ควรคบ แล้วจึงบอกคนที่ควรคบ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ฉลาดรู้จักทาง รู้จักทั้งที่มิใช่ทาง ถูกถามถึงทาง จึงบอกทางที่ควรละเว้นเสียก่อน แล้วภายหลังจึงบอกทางที่ควรยึดถือไว้ ว่าในที่ตรงโน้นมีทางสองแพร่ง. ในทางสองแพร่งนั้น พวกท่านจงละเว้นทางซ้ายเสียแล้ว ยึดถือเอาทางขวา ฉะนั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเสมือนบุรุษผู้ฉลาดในทาง อย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนติสสะคำว่าบุรุษผู้ฉลาดในทางนี้

เป็นชื่อของตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

จริงอยู่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น 

ฉลาดรู้โลกนี้ ฉลาดรู้โลกอื่น 

ฉลาดรู้ถิ่นมัจจุ ฉลาดรู้ทั้งมิใช่ถิ่นมัจจุ 

ฉลาดรู้บ่วงมาร ฉลาดรู้ทั้งมิใช่บ่วงมาร.

     เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสบอกถึงบุคคลที่ไม่ควรคบก่อน จึงตรัสว่า การไม่คบพาล การคบบัณฑิต ความจริงคนพาลทั้งหลายไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ เหมือนทางที่ควรละเว้น แต่นั้น ก็ควรคบ ควรเข้าใกล้แต่บัณฑิต เหมือนทางที่ควรยึดถือไว้. ผู้ทักท้วงกล่าวว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสมงคล จึงตรัสการไม่คบพาลและการคบบัณฑิตก่อน ขอชี้แจงดังนี้ เพราะเหตุที่พวกเทวดาและมนุษย์ยึดความเห็นว่า มงคลในสิ่งที่เห็นแล้ว เป็นต้นนี้ ด้วยการคบพาล ทั้งการคบพาลนั้น ก็ไม่เป็นมงคล ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงติเตียนการสมคบกับคนที่มิใช่กัลยาณมิตร ซึ่งหักรานประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า และทรงสรรเสริญการสมาคมกับกัลยาณมิตร ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์ในโลกทั้งสอง จึงตรัสการไม่คบพาลและการคบบัณฑิตก่อน แก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น.

     สัตว์ทั้งหลายทุกประเภท   ผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ   มีปาณาติบาตเป็นต้น   ชื่อว่าพาล   ในจำนวนพาลและบัณฑิตนั้น.   พาลเหล่านั้น   จะรู้ได้ก็ด้วยอาการทั้งสาม   เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้.   พระสูตรว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พาลลักษณะของพาล ๓ เหล่านี้.   อนึ่ง ครูทั้ง ๖ มีปูรณกัสสป เป็นต้น และสัตว์อื่นๆ เห็นปานนั้นเหล่านั้น คือ เทวทัต   โกกาลิกะ  กฏโมทกะ  ติสสขัณฑาเทวีบุตร  สมุทททัตตะ  นางจิญจมาณวิกา เป็นต้น และพี่ชายของทีฆวิทะ  ครั้งอดีตพึงทราบว่าพาล.

     พาลเหล่านั้น   ย่อมยังตนเองและเหล่าคนที่ทำตามคำของตนให้พินาศ   ด้วยทิฏฐิคตะความเห็นที่คนถือไว้ไม่ดี   ดังเรือนที่ถูกไฟไหม้   เหมือนพี่ชายของทีฆวิทะ   ล้มลงนอนหงาย   ด้วยอัตภาพประมาณ ๖๐ โยชน์   หมกไหม้อยู่ในมหานรก อยู่ถึงพุทธันดร   และเหมือนตระกูล ๕๐๐ ตระกูล   ที่ชอบใจทิฏฐิความเห็นของพี่ชายของทีฆวิทะนั้น   เข้าอยู่ร่วมเป็นสหายของพี่ชายของทีฆวิทะนั่นแหละ   หมกไหม้อยู่ในมหานรกฉะนั้น.   สมจริงดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 24 ธ.ค. 2557 13:03 น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไฟลามจากเรือนไม้อ้อหรือเรือนหน้า

ย่อมไหม้แม้เรือนยอดซึ่งฉาบไว้ทั้ง ข้างนอก ข้างใน

กันลมได้ลงกลอนสนิทปิดหน้าต่างไว้  เปรียบฉันใด  

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภัยทุกชนิดย่อมเกิดเปรียบฉันนั้น

เหมือนกันภัยเหล่านั้น  ทั้งหมดเกิดจากพาล  ไม่เกิดจากบัณฑิต.

 อุปัทวะทุกอย่างย่อมเกิดฯลฯ

อุปสรรคทุกอย่างย่อมเกิดฯลฯ  ไม่เกิดจากบัณฑิต.

 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดังนั้นแล  พาลเป็นภัย

บัณฑิตไม่เป็นภัย  พาลอุบาทว์บัณฑิตไม่อุบาทว์

พาลเป็นอุปสรรค  บัณฑิตไม่เป็นอุปสรรค  ดังนี้.

     อนึ่ง   พาลเสมือนปลาเน่า   ผู้คบพาลนั้น   ก็เสมือนห่อด้วยใบไม้ที่ห่อปลาเน่า   ย่อมประสบภาวะที่วิญญูชนทอดทิ้ง   และรังเกียจ.   สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ปูติมจฺฉํกุสคฺเคนโยนโรอุปนยฺติ

กุสาปิปูตีวายนฺติเอวํพาลูปเสวนา.

นรชนผู้ใดผูกปลาเน่าด้วยปลายหญ้าคา

แม้หญ้าคาของของนรชนผู้นั้นก็มีกลิ่นเน่าฟุ้งไปด้วย

การคบพาลก็เป็นอย่างนั้น.

     อนึ่งเล่า   เมื่อท้าวสักกะจอมทวยเทพประทานพรแก่กิตติบัณฑิต   ก็กล่าวอย่างนี้ว่า

พาลํปสฺเสสุเณพาเลนสํวเส

พาเลนลฺลาปสลฺลาปํกเรโรจเย.

ไม่ควรพบพาล  ไม่ควรพึง  ไม่ควรอยู่ร่วมกับพาล

ไม่พึงทำการเจรจาปราศรัยกับพาล  และไม่ควรชอบใจ.

ท้าวสักกะ ตรัสถามว่า

กินฺนุเตอกรํพาโลวทกสฺสปการณํ

เกนกสฺสปพาลสฺสทสฺสนํนาภิกงฺขสิ.

ท่านกัสสปะทำไมหนอพาลจึงไม่เชื่อท่าน

โปรดบอกเหตุมาสิ  เพราะเหตุไร  ท่านจึงไม่อยากเห็นพาลนะท่านกัสสปะ.

อกัตติบัณฑิตตอบ

อนยํนยติทุมฺเมโธอธุรายํนิยุญฺชติ

ทุนฺนโยเสยฺยโสโหติสมฺมาวุตฺโตปกุปฺปติ

วินยํโสชานาติสาธุตสฺสอทสฺสนํ.

คนปัญญาทรามย่อมแนะนำข้อที่ไม่ควรแนะนำ

ย่อมประกอบคนไว้ในกิจที่มิใช่ธุระ

การแนะนำเขาก็แสนยาก

เพราะเขาถูกว่ากล่าวโดยดีก็โกรธ

พาลนั้นไม่รู้จักวินัย  การไม่เห็นเขาเสียได้ก็เป็นการดี.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงติเตียนการคบพาลโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้

จึงตรัสว่าการไม่คบพาลเป็นมงคล

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ