กิเลสสะสมเป็นปกติ แต่ควรสะสมเหตุที่จะทำให้ละกิเลส
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่  22 ส.ค. 2557
หมายเลข  25373
อ่าน  566

   สืบเนื่องจากกระทู้.. กิเลสที่มีมาก มีกำลัง มาจากการสะสมไปทีละเล็กทีละน้อย สำหรับปุถุชน เป็นเรื่องแน่นอนที่กิเลสสะสมเป็นปกติ และเพิ่มขึ้นตลอดเวลาในสังสารวัฏฏ์ ไม่มีวิธีการใดๆ ที่จะไม่ให้กิเลสเกิด นอกจากการสะสมปัญญาที่ละเล็กละน้อย นี่คือข้อสรุปบางส่วนจากที่ท่านวิทยากรเขียนตอบไว้ หากมีส่วนที่เข้าใจผิดพลาดกรุณาช่วยแก้ไขครับ

   กว่าจะมีปัญญาที่จะดับกิเลสได้ก็คงอีกยาวนาน ยาวนานเกินกว่าที่จะคาดคะเนได้ การดับกิเลสต้องเป็นไปตามลำดับขั้นใช่ไหมครับ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ที่เริ่มศึกษาพระธรรม ที่จะไม่ไปแสวงหาหนทางที่ไม่ถูกต้องในการละกิเลส ขอท่านวิทยากรกรุณาให้ความเข้าใจว่า ปัญญาเท่านั้นที่ทำหน้าที่ละกิเลสตามลำดับขั้นอย่างไร


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 22 ส.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

   กิเลสต้องละตามลำดับ คือ ละความเห็นผิด ทึยึดถือว่าเป็นเราเป็นสัตว์บุคคล เห็นถึงความสำคัญของการอบรมปัญญาว่า ไม่ใช่การก้าวกระโดดที่จะไม่พอใจ ไม่ยินดี ติดข้องในสิ่งต่างๆ แต่กิเลสจะต้องละเป็นลำดับ ปัญญาจะต้องละเป็นลำดับ การอบรมปัญญา จึงเป็นการเจริญสติปัฏฐานในชีวิตประจำวันที่เป็นปกติ ใช้ชีวิตเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนเป็นผิดปกติที่จะต้องหลีกเร้น หาสถานที่ หรือ แต่งชุดสีขาว เป็นต้น เพื่อละกิเลส แต่กิเลสจะละได้ต้องเป็นไปตามลำดับและด้วยปัญญา ซึ่งจะต้องละความเห็นผิด ถึงความเป็นพระโสดาบันก่อน ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ใช้ชีวิตเป็นปกติที่เคยเป็นมา
  แต่เริ่มมีความเห็นถูก เข้าใจชีวิตขึ้นตามความเป็นจริง ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์บุคคล นี่คือข้อปฏิบัติสายกลางกลาง เพราะมีปัญญา ไม่สุดโต่ง จึงถึงการดับกิเลสได้ในที่สุด ครับ ซึ่งกว่าที่จะไปถึงการดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด ไม่มีการเกิดอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ เป็นการดับทุกข์ ดับวัฏฏะได้อย่างเด็ดขาด (อามิสในโลก คือ วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓) นั้น ต้องอาศัยการอบรมเจริญปัญญา เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และเป็นเรื่องที่ไกลมาก ที่สำคัญจึงต้องเริ่มสั่งสมด้วยความเข้าใจธรรมที่ถูกต้องไปตามลำดับ ครับ

ขออนุโมทนา

 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 22 ส.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   กิเลสเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต กิเลสมีหลายระดับขั้น มีทั้งขั้นหยาบ ขั้นกลาง และขั้นละเอียด   จะเห็นได้ว่า กิเลสที่ปรากฏให้รู้ได้ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นกิเลสขั้นกลาง กับขั้นหยาบ  และที่รู้ว่ายังมีกิเลสขั้นละเอียดอยู่ ก็เพราะมีกิเลสขั้นกลาง  คือ  ขณะที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต และกิเลสขั้นหยาบคือ ล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรมทางกาย ทางวาจานั่นเอง,  เพราะยังมีกิเลสขั้นละเอียด  จึงเป็นเหตุให้มีกิเลสขั้นกลางและกิเลสขั้นหยาบ, กิเลสขั้นละเอียดจะหมดไปได้นั้นเมื่อมีการอบรมเจริญปัญญา รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏตามความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ  
   เมื่อปัญญารู้แจ้งอริยสัจจธรรม กิเลสขั้นละเอียดก็จะหมดสิ้นไปเป็นประเภท  และหมดไปตามลำดับมรรค (โสตาปัตติมรรค เป็นต้น) ด้วย กว่าจะดำเนินไปถึงการดับกิเลสได้นั้น ต้องเริ่มที่การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมสะสมปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ไม่ขาดการฟังพระธรรมและจะต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการอบรมเจริญปัญญา  หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญาเท่านั้นที่จะเป็นเหตุให้ดับกิเลสได้ ครับ.

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 22 ส.ค. 2557

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 23 ส.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ