ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุและปัจจัย

 
papon
วันที่  19 ส.ค. 2556
หมายเลข  23410
อ่าน  2,527

อาจารย์ทั้ง 2 ท่าน กระผมได้ฟ้งพระอภิธรรมเบื้องต้นด้วยความตั้งใจจนถึงตอนที่ 200กว่า อยากเรียนถามอาจารย์ว่า ธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเป็นไปตามเหตุปัจจัย และการสะสมในอดีตที่ผ่านมา การฟังพระธรรมเพื่อให้เข้าใจในธรรมที่เกิดขึ้น และเพื่อเป็นสังขารขันธ์ในการปรุงแต่ง ให้เกิดปัญญาเจริญขึ้นๆ ใช่หรือไม่ครับ กระผมขอความเข้าใจละเอียดมากหน่อยนะ ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 20 ส.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

สภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก รูป ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นสภาพธรรมที่เป็น สังขารธรรม คือ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นและดับไปเมื่อไม่มีเหตุปัจจัย สภาพธรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลัง คิดนึก แสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เพราะ อาศัยเหตุปัจจัย คือ สภาพธรรมอื่นๆ เช่น อาศัย ตา แสงสว่าง และกรรมในอดีต เป็นปัจจัยให้มีการเห็นเกิดขึ้น แม้แต่การคิดนึก เป็นเรื่องราวต่างๆ ทั้ง กุศล อกุศล และคิดแตกต่างกันไป ก็เพราะอาศัยเหตุปัจจัย คือ การสะสมมาของสภาพธรรมที่ดี และไม่ดีที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เป็นปัจจัยให้คิดนึก เป็นไปในทางกุศลก็ได้ ในทางอกุศลก็ได้ คิดนึกเป็นไปในความเห็นถูก และคิดนึกเป็นไปในทางเห็นผิด เหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่เพราะอาศัย การที่เคยสะสมความเข้าใจพระธรรม สะสมปัญญา ก็ทำให้เกิดความคิดนึกที่ถูกต้อง ในหนทางที่ถูก เกิดปัญญาได้อีกในชาตินี้ ในขณะนี้ หรือเรียกได้ว่า ในขณะจิตนี้ที่กำลังเกิดที่กำลังปรากฎ และ การคิดนึกเป็นไปในอกุศล ก็เพราะอาศัยเหตุปัจจัยหลายๆ ประการ เพราะสะสมกิเลสมาที่ยังไม่ได้ดับ และอาศัยกิเลสที่เคยเกิดแล้ว เมื่ออาศัยการเห็น การได้ยิน ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ประชุมรวมกัน เป็นปัจจัยให้เกิดวิถีจิต เกิดจิตประเภทต่างๆ จนถึงชวนจิต ที่เป็นการเกิดขึ้นของกุศลจิต อกุศลจิต ก็ทำให้เกิดอกุศลจิต เกิดกิเลสในขณะนั้น ตามการสะสมที่เคยมีกิเลสในอดีต ในขณะจิตก่อนในชาติก่อน เพราะอาศัยทั้งปัจจัยในอดีต ปัจจัยในปัจจุบัน ในสภาพธรรมต่างๆ ก็เป็นปัจัยให้เกิดการคิดด้วยอกุศลตามการสะสมแตกต่างกันไป

และในความเป็นจริง ชีวิตประจำวัน ก็เห็นถึงการสะสมอุปนิสัยของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนชอบให้ทาน บางคนตระหนี่ บางคนมีเมตตา บางคนมักโกรธ ก็เพราะมีการสะสมอุปนิสัย คือ มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมในอดีตที่แตกต่างกันไป เพราะสะสมความโกรธ คือ เกิดความโกรธบ่อย ก็เป็นปัจจัยให้เป็นคนมักโกรธได้ เป็นธรรมดาครับ

และจากคำถามที่ว่า การฟังพระธรรมเพื่อให้เข้าใจในธรรมที่เกิดขึ้นและเพื่อเป็นสังขารขันธ์ในการปรุงแต่งให้เกิดปัญญาเจริญขึ้นๆ ใช่หรือไม่ครับ - เหตุให้เกิดปัญญา คือ การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ซึ่งหากพิจารณาโดย ความเป็นเหตุปัจจัยโดยละเอียดแล้ว สภาพธรรมที่เป็นสังขารธรรม ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย จึงเกิดขึ้น ดั่งเช่น ปัญญา ที่เป็นสภาพธรรมที่เป็นอโมหเจตสิกก็ต้องมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น ไม่มีเหตุแล้วก็เกิดไม่ได้เลย ซึ่งเหตุให้เกิดปัญญา คือ การได้ศึกษา ได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ถูกต้อง คือ พระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าใครจะกล่าวแสดงก็ตาม ดังนั้น สำคัญเริ่มแรก มงคลข้อแรก คือ การเว้นจากคนพาล คือ เว้นจากเหตุปัจจัย ที่จะทำให้เพิ่มความไม่รู้ และเพิ่มกิเลส เพราะคนพาล ย่อมแนะนำสิ่งที่ผิด แนะนำสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ อันจะเป็นปัจจจัยให้เกิดความเห็นผิด ความไม่รู้มากขึ้น และ มงคลข้อที่ 2 คือ การคบบัณฑิต คือ การเสพคุ้น คบกับผู้มีปัญญา เข้าใจธรรม แสดงพระธรรมตามที่พระพุทธเจ้าแสดงอย่างถูกต้อง มีท่านอาจารย์สุจินต์ เป็นต้น ซึ่งแสดงธรรมตรงตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

เพราะฉะนั้น ขณะใดที่ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ขณะนั้น ก็กำลังเสพคุ้นกับ บัณฑิต และกำลังสะสมเหตุให้เกิดปัญญา เพราะปัญญาจะเกิดได้ก็ด้วยการฟัง พระธรรม ศึกษาพระธรรม เพียงแต่จะต้องเข้าใจว่า ปัญญาเจริญช้า เพราะสะสม อวิชชา ความไม่รู้มามาก ดังนั้น ความอดทน และ การสะสมการฟังต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่ง คือ ค่อยๆ สะสมความเข้าใจไปทีละน้อย ก็ย่อมถึง ปัญญามากได้ในอนาคต ซึ่งผู้ถามมีความเข้าใจถูกต้องแล้วครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ หน้าที่ 585 (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถาม ปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประพฤติอะไร เสพอะไรจึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้มีปัญญา. (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต ควรเป็นนักเรียน นักสอบถาม พึงตั้งใจฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้มีปัญญา.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
วันที่ 20 ส.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง หมายความว่า เป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ พระองค์ทรงแสดงธรรมไปตามความเป็นจริง ว่า ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ก็เป็นจริงอย่างนั้น เพราะความหมายของอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นสภาพธรรมที่ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล เป็นสภาพธรรมที่บังคับบัญชาไม่ได้ ปฏิเสธต่ออัตตาอย่างสิ้นเชิง ความจริงเป็นอย่างนี้ ธรรมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยจริงๆ ไม่มีใครสามารถบังคับให้ธรรมอะไรเกิดขึ้นได้เลย บังคับให้เห็นก็ไม่ได้ เพราะเห็นเกิดเพราะเหตุปัจจัยจัยหลายอย่าง เช่น มีกรรมเป็นปัจจัย มีที่อาศัยให้จิตเห็นเกิด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นต้น แม้แต่ปัญญาเอง ซึ่งเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี ที่เข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่ามีตัวตนที่จะไปบังคับให้ปัญญาเกิดได้ ต้องอาศัยเหตุหลายอย่างหลายประการด้วยกัน ต้องมีศรัทธาที่จะฟัง ที่จะศึกษา เพราะเคยเห็นประโยชน์ของการได้เข้าใจความจริงมาแล้ว จึงทำให้เป็นผู้ที่สนใจที่จะฟัง ที่จะศึกษาพระธรรม เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง จึงฟัง จึงศึกษา เมื่อได้ฟัง ได้ศึกษา ปัญญาย่อมจะเจริญขึ้นไปตามลำดับ โดยไม่มีตัวตนที่จะไปบังคับให้ปัญญาเกิดเลย แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยจริงๆ ขอให้เข้าใจว่า ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครเจริญ ไม่มีใครทำ มีแต่ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปเท่านั้น สำคัญที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกจริงๆ ว่าเป็นธรรมที่มีจริง

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เกิดมา เพื่อสะสมความเข้าใจถูก และน้อมประพฤติในสิ่งที่ดีงามครับ

... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
วันที่ 20 ส.ค. 2556

ฟังธรรมทำให้เกิดปัญญา ทำให้เข้าใจสัจจธรรม ความเป็นธรรมทีเกิดขึ้นทางตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ ว่าเป็นธรรม และ มีปัญญาเกิดขึ้นว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
bsomsuda
วันที่ 20 ส.ค. 2556

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 21 ส.ค. 2556

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
orawan.c
วันที่ 2 ต.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
papon
วันที่ 2 ต.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
สิริพรรณ
วันที่ 3 ก.พ. 2569

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ