ขัอธรรมที่ยังไม่เข้าใจ
ขอคำอธิบายเกี่ยวกับ อายตนะมีเท่าไหร่ ธาตุมีเท่าไหร่ อย่างละเอียดด้วยครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ก่อนอื่นเมื่อกล่าวถึงอะไร ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งนั้น คือ อะไร แม้แต่ใน
ประเด็นคำถาม คือ คำว่า อายตนะ อายตนะเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพ
ธรรมที่ประชุมกัน มีอยู่ในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว
ก็เป็นธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ
อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖
๑. จักขวายตนะ (จักขปสาทรูป) ๒. รูปายตนะ (รูปสี) ๓. โสตายตนะ (โสตปสาทรูป) ๔. สัททายตนะ (รูปเสียง) ๕. ฆานายตนะ (ฆานปสาทรูป) ๖. คันธายนะ (รูปกลิ่น) ๗. ชิวหายตนะ (ชิวหาปสาทรูป) ๘. รสายตนะ (รูปรส) ๙. กายายตนะ (กายปสาทรูป) ๑๐. โผฏฐัพพายตนะ (ดิน ไฟ ลม) ๑๑. มนายตนะ (จิต ๘๙) ๑๒. ธัมมายตนะ (สุขุมรูป ๑๖ เจตสิก ๕๒ นิพพาน)
ธาตุ คือ สภาพที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน ๑๘ อย่าง หมายถึง สภาพนามธรรม
และ รูปธรรม คือปรมัตถธรรม ๔ ซึ่งจำแนกโดยนัยของธาตุ ๑๘ ได้แก่
ปสาทรูป ๕ เป็นรูปธาตุ ๕
๑. จักขุธาตุ (จักขุปสาท) ๒. โสตธาตุ (โสตปสาท) ๓. ฆานธาตุ (ฆานปสาท) ๔. ชิวหาธาตุ (ชิวหาปสาท) ๕. กายธาตุ (กายปสาท)
วิสยรูป ๗ เป็นรูปธาตุ ๕
๖. รูปธาตุ (สี) ๗. สัททธาตุ (เสียง) ๘. คันธธาตุ (กลิ่น) ๙. รสธาตุ (รส) ๑๐. โผฏฐัพพธาตุ (ดิน ไฟ ลม)
จิต ๘๙ เป็นวิญญาณธาตุ ๗
๑๑. จักขุวิญญาณธาตุ (จักขุวิญญาณ ๒ ดวง) ๑๒. โสตวิญญาณธาตุ (โสตวิญญาณ ๒ ดวง) ๑๓. ฆานวิญญาณธาตุ (ฆานวิญญาณ ๒ ดวง) ๑๔. ชิวหาวิญญาณธาตุ (ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง) ๑๕. กายวิญญาณธาตุ (กายวิญญาณ ๒ ดวง) ๑๖. มโนธาตุ (สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑) ๑๗. มโนวิญญาณธาตุ (จิต ๗๖ ดวง)
ธัมมธาตุมีทั้งนามทั้งรูป
๑๘. ธัมมธาตุ (เจตสิก ๕๒ สุขุมรูป ๑๖ นิพพาน)
ซึ่งสำหรับสภาพธรรมที่เป็นอายตนะ 12 และ ธาตุ 18 มีข้อธรรมที่ไม่แตกต่างกันเลย คือ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ที่เป็นปรมัตถธรรม 4 คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งธาตุ 18 จะมีการแจกรายละเอียดโดยเฉพาะนามธรรมมากกว่าโดยนัยของอายตนะ ครับ
หากแต่ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยโวหารเทศนาโดยนัยต่างๆ เพื่อประโยชน์ให้สัตว์โลกที่สะสมอุปนิสัยมาแตกต่างกันได้เข้าใจ เช่น ผู้ที่ฟังธรรมโดยนัยอายตนะ 12 เข้าใจ พระองค์ก็ทรงแสดงอายตนะ ถ้าผู้ใดฟังธาตุ 18 เข้าใจพระองค์ก็ทรงแสดงโดยนัย ธาตุ 18
ซึ่งพระพุทธะเจ้าทรงแสดงเหตุผลไว้ดังนี้ ในการแสดงสภาพธรรมที่เหมือนกัน แต่แสดงโดยชื่อแตกต่างกัน คือ หากได้ศึกษาพระธรรม ก็จะเห็นชื่อต่างๆ มากมาย ทั้ง อายตนะ ขันธ์ 5 อินทรีย์ ธาตุ 18 ซึ่งเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมโดยนัยต่างๆ นั้นเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ ครับ เพราะสัตว์โลกสะสมอุปนิสัยมาแตกต่างกัน คือ พระพุทธเจ้าทรงแสดง แบ่งเหล่าสัตว์ออกเป็น 3 จำพวกดังนี้ ดังข้อความในพระไตรปิฎกที่ว่า
แบ่งสัตว์โลกเป็น 3 จำพวกดังนี้
ด้วยอำนาจความหลงงมงายในนาม ๑
ด้วยอำนาจความหลงงมงายในรูป ๑
ด้วยอำนาจความหลงงมงายในนามและในรูปทั้งสองนั้น ๑
บรรดาสัตว์ ๓ จำพวกเหล่านั้น
สัตว์ผู้งมงายในนาม จะรู้ เข้าใจขันธ์ได้ เพราะแจกนามไว้ ๔ อย่างในขันธ์นั้นๆ
สัตว์ผู้งมงายในรูป จะรู้ เข้าใจอายตนะได้ เพราะแจกรูปไว้ ๑๐ อย่าง กับอีกครึ่งอายตนะ ฯ (เพราะธัมมายตนะมีทั้งนามธรรมและรูปธรรม)
สัตว์ผู้งมงายในนามและรูปทั้งสอง จะรู้ เข้าใจธาตุได้ เพราะแจกนามและรูป แม้ทั้งสองไว้ในจำพวกธาตุนั้น โดยละเอียด
ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีจริงเพราะมีลักษณะให้รู้ได้ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง มีลักษณะให้รู้ ซึ่งก็ไม่พ้นจาก จิต เจตสิก รูป พระพุทธองค์ทรงแสดงและจำแนกหลากหลายนัยทั้งที่เป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งๆ ที่ความจริงแล้วก็คือสภาพธรรมนั่นเอง เหตุผลที่ทรงแสดงหลากหลายนัยเพราะว่าสัตว์โลกมีอัธยาศัยต่างๆ กันไป บางคนสามารถเข้าใจธรรมด้วยนัยของขันธ์ 5 บางคนก็เข้าใจด้วยนัยที่เป็นธาตุหรืออายตนะ
การอบรมปัญญาที่ถูกต้อง คือ การรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง โดยไม่ได้เลือกว่าจะรู้ขันธ์ จะรู้อายตนะ จะรู้ธาตุ เพราะขณะใดที่สติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ ขณะนั้นก็รู้ความเป็นขันธ์ ธาตุและอายตนะแล้ว ครับ
เชิญคลิกอ่านที่นี่ ครับ
ความจริงแห่งชีวิต ... ตอนที่ ๑๖๖ อายตนะ ๑๒. ธาตุ ๑๘ ฯ
ขออนุโมทนา
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่การจำได้ว่าอายตนะมีเท่าไหร่ ธาตุมีเท่าไหร่ แต่ประโยชน์อยู่ที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ถ้าไม่อาศัยพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จะไม่สามารถเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงได้เลย แม้จะมีธรรมเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ตลอดเวลาก็ตาม ทั้งอายตนะและธาตุต่างก็แสดงถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมแต่ละอย่างโดยไม่ปะปนกัน เช่น ขณะที่เห็นเพียงแค่ขณะเดียวนี้ มีสภาพธรรมประชุมพร้อมกันมากมายทีเดียว ทั้งสีที่กำลังปรากฎ จิตเห็นที่กำลังทำกิจเห็น เจตสิก ๗ ประเภท คือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการะ เกิดพร้อมกับจิตเห็นทำกิจหน้าที่ของตนๆ และจะต้องมีจักขุปสาทรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิตเห็น นี้คือ แสดงโดยความเป็นอายตนะ คือ สภาพธรรมที่ประชุมพร้อมกันในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ และสภาพธรรมแต่ละอย่างก็เป็นธาตุด้วย คือ เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นจริงแต่ละหนึ่ง โดยไม่ปะปนกัน กล่าวคือ จิตเห็นเป็นธาตุอย่างหนึ่ง สีเป็นธาตุอย่างหนึ่ง จักขุปสาทะเป็นธาตุอย่างหนึ่ง เจตสิก ๗ ประเภทก็เป็นธาตุแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ปะปนกันเลย นี้ก็เป็นการศึกษาเรื่องอายตนะ เรื่องธาตุโดยไม่ไปติดที่จำนวน ซึ่งจะเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูก ขัดเกลาความไม่รู้ ละคลายความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ครับ
... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...

