นำคนพาไปในทางผิด
 
amornrat44
วันที่  28 เม.ย. 2556
หมายเลข  22815
อ่าน  829

เรียนท่านวิทยากร

เนื่องจากก่อนที่จะได้มาศึกษาที่บ้านธัมมะ ก็เคยไปสำนักปฏิบัติมาก่อน และได้ชักชวนคนเข้าด้วยเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หลังจากที่ได้ศึกษามาระยะหนึ่ง ก็รู้ตัวว่าที่ทำมานั้นผิดได้ถอนตัวออกมา แต่ก็ไม่สามารถนำคนที่เคยชักชวนออกมาได้ เนื่องจากผู้นั้นได้ติดการทำสมาธิและปฏิบัติที่ผิด อย่างนี้จะทำให้เราได้รับอกุศลวิบากนี้ในอนาคตกาลหรือไม่อย่างไร


  ความคิดเห็น 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 เม.ย. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เป็นธรรมดา เมื่อยังมีอวิชชา ความไม่รู้ ความเห็นผิด ที่ยังไม่ได้ดับ ก็ยังจะต้องเขวไปตามอกุศล ที่ทำให้เดินไปตามทางที่ผิด คือ ทางของกิเลส ที่เป็นทางที่ไม่ตรงได้เป็นธรรมดา แม้แต่พระโพธิสัตว์ ก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็เป็นธรรมดาที่อาจจะหลงทางไปในทางที่ผิดบ้าง แต่เพราะเคยสะสมความเห็นถูกมา ก็ทำให้ท่านกลับมาสู่ความเห็นถูกได้ และสามารถบรรลุธรรม

แม้แต่อริยสาวกในอดีต ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ก็เคยเกิดเป็นมารมากไปด้วยอกุศล แต่ส่วนของกุศลคือปัญญาที่เคยอบรมมาในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก็ไมได้หายไปไหน ทำให้กลับมาสู่ความเห็นถูกได้ และบรรลุธรรมในชาติสุดท้าย แม้ชาติก่อนๆ ก็เคยเขวไปตามอกุศลได้เป็นธรรมดา

แต่เราทั้งหลาย ที่มากไปด้วยอกุศล ความไม่รู้ความเห็นผิด ก็เป็นธรรมดา ที่จะเข้าใจธรรมที่ผิด สำคัญว่าถูก เพราะพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดลึกซึ้ง ยากแก่การเข้าใจ ก็ทำให้เมื่อได้ยินธรรมที่ผิด ก็ทำให้เข้าใจว่าถูกได้เป็นธรรมดาอีกเช่นกัน และก็ทำให้ มีการชักชวนคนอื่น เพราะสำคัญว่า สิ่งที่ชักชวนเป็นสิ่งที่ถูกได้ ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นอย่างนั้น และเกิดแล้วด้วย ตามเหตุปัจจัย เมื่อเข้าใจผิด ชักชวนในสิ่งที่ผิดอกุศลก็ต้องเป็นอกุศลไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้ในอนาคตกาล ก็ย่อมจะทำให้มีการถูกชักชวนในทางผิดได้ จะเห็นนะครับว่า บางบุคคล ได้มีโอกาสฟังพระธรรมในหนทางที่ถูกโดยที่ไม่ได้เคยไปปฏิบัติที่ผิดไหนมาก่อนเลย ไม่ได้ถูกชักชวนในทางที่ผิดจากใครเลย ก็ได้ฟังสิ่งที่ถูกแล้ว และก็เห็นถูกในหนทางที่ถูกด้วย แต่บางคนก็ถูกชักชวนไปในทางที่เห็นผิดมากมาย นับไม่ถ้วน กว่าจะได้กลับมาหนทางที่ถูก ก็หลงทางไปหลายสิบปีก็มี นี่แสดงถึงความต่างกันแล้ว ต่างกันของกรรม ทำไมอีกคนไม่มีคนชวนในทางที่ผิดเลย ทำไมอีกคนมีคนชวนไปในทางเห็นผิดมากมาย เหตุก็ต้องมี เพราะเคยไปแนะนำ ชักชวนในหนทางที่ผิดมาในอดีตนั่นเอง จึงเป็นปัจจัยให้ ถูกชักชวนในทางที่ผิดในอนาคตได้ ครับ

แต่อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นอกุศลที่ชักชวน และต่อไป ก็อาจจะถูกชักชวนในทางที่ผิดในอนาคต แต่อย่างน้อย จะเห็นถึงกำลังของกุศล ปัญญาที่สะสมมา ที่ทำให้บุคคลนั้น แม้จะถูกชักชวนในทางที่ผิด เคยเข้าใจผิดมาก่อน แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนได้ มาในหนทางที่ถูก เพราะได้เคยสะสมบุญเก่า คือ การได้ฟัง ได้ศึกษาพระธรรมในหนทางที่ถูกต้องไว้นั่นเอง แม้ในอนาคต กรรมที่เคยชักชวนในทางที่ผิดให้ผล ทำให้ถูกชักชวนในทางที่ผิด และก็อาจหลงทางไปบ้าง แต่ก็สามารถกลับมาสู่ความเห็นถูกได้ เพราะสะสมความเห็นถูกมาแล้ว ครับ

ส่วนคนอื่น ก็แล้วแต่การสะสมมาของแต่ละคน เพราะไม่ได้สะสมความเห็นถูกมาเลย และถูกอกุศล ตักเตือน ทำให้ถูกชักชวนไปในทางที่ผิด ก็ย่อมไหลไปตามความเห็นผิดที่สะสมมามาก ซึ่งแต่ละคน ก็แต่ละหนึ่ง ไม่เหมือนกันเลยครับ

ที่สำคัญ ทุกอย่างก็ผ่านไปหมดแล้ว สำคัญ คือ ขณะนี้ที่จะเริ่มสะสมความเห็นถูกให้มากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตที่เหลือน้อย เป็นสำคัญ ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 28 เม.ย. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"ประพฤติปฏิบัติหนทางใดๆ ด้วยความไม่รู้ หนทางนั้นไม่ใช่หนทางของปัญญา เป็นหนทางแห่งความเห็นผิด คือ มิจฉาทิฏฐิ"

อ้างอิงจาก ... ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๕

เป็นปกติธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังละกิเลสอะไรๆ ไม่ได้ ก็ย่อมจะมีเหตุปัจจัยให้กิเลสประเภทนั้นๆ เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ความเห็นผิด ก็เช่นเดียวกัน ก็เพราะยังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ก็ย่อมจะมีความเข้าใจผิด เห็นผิด ยึดถือในข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด และเมื่อเห็นผิดแล้วการชักชวนก็ย่อมจะชักชวนผู้อื่นไปในทางผิดๆ คล้อยตามความเห็นที่ผิด ด้วย ในเบื้องต้นนี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ความเห็นผิด อันตรายมาก เป็นโทษแก่ตนเอง แล้วยังก่อให้เกิดโทษแก่คนอื่นด้วย แต่ละคนสะสมมาไม่เหมือนกัน สะสมมาทั้งส่วนที่ไม่ดีและส่วนที่ดี เพราะเคยได้ยินได้ฟังพระธรรมมาแล้ว เคยเห็นประโยชน์ของพระธรรมมาแล้ว การสะสมฝ่ายดีนี้ ไม่สูญหายไปไหน ทำให้มีการพิจารณาไตร่ตรองว่า เหตุกับผลไม่ตรงกัน เมื่อเหตุผิดแล้ว ผลจะถูกไม่ได้ ก็ทำให้ถอยกลับจากหนทางที่ผิดนั้น ในเมื่อเป็นสิ่งที่ผิด ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะยึดถือไว้ ควรที่จะทิ้งได้ในทันที

ท่านอุปติสสะ (พระสารีบุตร) และ โกลิตะ (พระมหาโมคคัลลานะ) ก่อนที่จะได้เข้ามาสู่พระธรรมวินัยนี้ ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของสัญชัยปริพาชก ท่านทั้งสองพิจารณาแล้วว่า คำสอนของอาจารย์ไม่ได้เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ เป็นคำสอนที่ไม่เป็นไปกับด้วยสาระ ก็ไม่ได้อยู่ในสำนักนั้นอีกต่อไป ถอยกลับจากที่นั้น แล้วออกแสวงหาหนทางที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น จนกระทั่งท่านทั้งสองได้เข้ามาสู่พระธรรมวินัยนี้ ได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

สำหรับประเด็นเรื่องการชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติผิด ตอนหลังได้เข้าใจถูกต้องเห็นว่าไม่ใช่หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จากที่เคยชักชวนให้ปฏิบัติผิด ก็เป็นการชักชวนให้เข้ามาสู่หนทางที่ถูกต้อง คล้อยตามความเข้าใจที่ค่อยๆ เจริญขึ้น แต่ผู้ที่ถูกชักชวน ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมมาด้วยนั้น ก็แสดงถึงการสะสมมาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่ขณะนี้ได้เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ไม่เข้าใกล้ในสิ่งที่ผิดแล้ว และเราก็ได้ทำหน้าที่ของมิตร ที่ควรที่จะกระทำสิ่งที่ดีให้แก่กันและกัน แต่ผู้นั้นไม่ยอมรับ ซึ่งใครๆ ก็ช่วยไม่ได้

ความเข้าใจพระธรรมจะทำให้เรามีความเบาสบายไม่หวั่นไหวไปด้วยอำนาจของอกุศล พร้อมกับมีความมั่นคงยิ่งขึ้นที่จะฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา ต่อไป ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็น 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 28 เม.ย. 2556

ตราบใดที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ก็ยังเห็นผิดได้ทุกคน การที่เราแนะนำสิ่งที่ผิด แล้วภายหลังแก้ไข ก็เป็นบัณฑิต ถ้าเราแนะนำสิ่งที่ถูกแล้ว เขาไม่เชื่อก็เป็นกรรมของเขาที่สะสมมาที่จะเห็นผิดอย่างนั้นค่ะ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 29 เม.ย. 2556

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 5  
 
amornrat44
วันที่ 29 เม.ย. 2556

เข้าใจมากขึ้น ขอบพระคุณมากค่ะ

 
  ความคิดเห็น 6  
 
kinder
วันที่ 29 เม.ย. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 7  
 
nong
วันที่ 1 พ.ค. 2556

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 8  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 5 พ.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ