พระอรหันต์
 
tonsek266
วันที่  19 ต.ค. 2555
หมายเลข  21926
อ่าน  2,317

    ผมอยากทราบว่าพระอรหันต์ จะมีถึงแค่พันปีที่ 2 จริงรึป่าวครับ แล้วอยากหาอ่าน ได้

จากไหนครับ ที่เป็นหลักฐาน    เพราะผมได้ยินมาว่า พระอรหันต์มีถึงแค่พันปีที่ 2  แต่มี

เพื่อนบอกว่า พระอรหันต์ในปัจจุบันยังมี   ขอบคุณครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 20 ต.ค. 2555 07:58 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    ในความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เป็นสังขารธรรม  คือ มีปัจจัยปรุงแต่ง จะต้องเกิด

ขึ้นและดับไป  จะต้องมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  แม้แต่พระศาสนาของพระพุทธเจ้า

ก็ย่อมจะถึงความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  ถึงการอันตรธานไปในที่สุด    เมื่อครบห้าพันปี

ดังนั้น  ความเสื่อมไปนั้น ก็ต้องค่อยๆเป็น ค่อยๆไป  ไม่ใช่จากเจริญแล้วมาเสื่อมอย่าง

รวดเร็วทันที   เพราะฉะนั้น ในยุคพันปีแรก  ก็มีพระอรหันต์ ที่ประกอบด้วยคุณธรรมสูง

เป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธิ์  มีอภิญญา  และประกอบด้วยความแตกฉานในพระธรรม  และ

การบรรลุ ก็ค่อย ๆ เสื่อมไป ๆ  จนพันปีที่สอง ก็ยังมีพระอรหันต์  แต่เพียงดับกิเลสเป็น

สุขวิปัสสกะ   แต่ไม่ถึงพร้อม ด้วยคุณธรรม  ที่เป็นการแสดงฤทธิ์ได้   ได้อภิญญาปฏิ-

สัมภิทา ครับ

    นี่แสดงให้เห็นถึงความค่อย ๆ เสื่อมไปตามลำดับ  แต่เมื่อถึงพันปีที่ 3 ก็หมดความ

เป็น พระอรหันต์ ในโลกมนุษย์  มีได้เพียงพระอนาคามี    พันปีที่ 4 ก็สูงสุดเพียง พระ

สกทาคามี  และพันปีที่ห้า พันปีสุดท้าย ก็ได้เพียงพระโสดาบัน  นี่แสดงให้เห็นความ

จริงที่เป็นสัจจะ ว่า พระพุทธศาสนา ค่อย ๆ เสื่อมไปอย่างช้า ๆ ตามลำดับ    ไม่ใช่ว่า 

พอพันปี ที่สาม  ที่สี่  ที่ห้า  ยังมีพระอรหันต์  แล้วก็หมดทันที่ ไม่มีพระอริยบุคคล  ใน

พันปีที่ห้าเลย    แต่การเสื่อมคุณธรรม  ก็ต้องเสื่อมไป ตามลำดับ  ตามระดับของพระ

อริยบุคคล ครับ

    เช่นเดียวกับ การเสื่อมของความเข้าใจพระธรรม   พันปีแรก ก็ต้องมี ผู้ที่เข้าใจพระ

ธรรมอย่างละเอียดลึกซึ้ง   และพันปีที่สอง ก็ยังคงเข้าใจละเอียดลึกซึ้งอยู่ แต่ไม่มาก

เท่าพันปีแรก  พันปีที่ 3 ก็เข้าใจน้อยลงตามลำดับ  จนถึงพันปีที่ 4  พันปีที่ 5 ก็เสื่อม

ถอยในความเข้าใจพระธรรม   จนในที่สุด แม้ได้อ่าน ได้ยิน มีพระไตรปิฎกเต็มตู้ แต่ก็

อ่านไม่เข้าใจเลย หรือเข้าใจผิด  และ ไม่สนใจก็ได้  อันแสดงถึงความอันตรธานของ

ความเข้าใจ ไปตามลำดับที่ค่อยๆ เสื่อมไป  จึงไม่ใช่ว่า พันปีที่ 3 ยังมีความเข้าใจลึก

ซึ้ง เท่ากับพันปีที่ 1  แล้วก็พอพันปีที่ 4 และ 5  ก็หายไปทันที คือ หายจากความเข้า

ใจลึกซึ้งทันที  โดยที่ไม่ได้ค่อยๆเสื่อม ก็ไม่ถูกต้องครับ   เช่นเดียวกับ การบรรลุธรรม

เป็นพระอริยบุคคลก็ค่อยๆเสื่อมไป  จนพันปีที่ 3 สูงสุดก็เพียงพระอนาคามี ครับ นี่คือ

เหตุผลของพระธรรมและเป็นสัจจะ ครับ

   พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ หน้า 554

ข้อความบางตอนจาก อรรถกถาโคตมีสูตร 

ก็คำว่า    วสฺสสหสฺส    นี้   ตรัสโดยมุ่งถึงพระขีณาสพผู้บรรลุ

   ปฏิสัมภิทาเท่านั้น    แต่เมื่อกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น  ๑,๐๐๐   ปี โดยมุ่ง   

ถึงพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสก       ๑,๐๐๐    ปี  โดยมุ่งถึงพระอนาคามี

๑,๐๐๐  โดยมุ่งถึงพระสกทาคามี     ๑,๐๐๐ ปี  โดยมุ่งถึงพระโสดาบัน

ปฏิเวธสัทธรรมถูกดำรงอยู่ได้  ๕,๐๐๐  ปี      โดยอาการดังกล่าวมานี้

 แม้พระปริยัติธรรมก็ดำรงอยู่ได้  ๕,๐๐๐  ปีนั้นเหมือนกัน.          เพราะ

 เมื่อปริยัติธรรมไม่มี          ปฏิเวธธรรมก็มีไม่ได้      แม้เมื่อปริยัติธรรม

ไม่มี         ปฏิเวธธรรมไม่มี       ก็เมื่อปริยัติธรรมแม้อันตรธานไปแล้ว

เพศ  (แห่งบรรพชิต)   ก็จักแปรเป็นอย่างอื่นไปแล.

***********************************

พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 499

แต่คำว่า  พันปี  นั้น    พระองค์ตรัสด้วยอำนาจพระขีณาสพผู้ถึงความ

แตกฉานในปฏิสัมภิทาเท่านั้น. แต่เมื่อจะตั้งอยู่ยิ่งกว่าพันปีนั้นบ้าง   จักตั้งอยู่

สิ้นพันปี  ด้วยอำนาจแห่งพระขีณาสพสุกขวิปัสสกะ,   จักตั้งอยู่สิ้นพันปี    ด้วย

อำนาจแห่งพระอนาคามี,     จักตั้งอยู่สิ้นพันปี    ด้วยอำนาจแห่งพระสกทาคามี,

จักตั้งอยู่สิ้นพันปี  ด้วยอำนาจพระโสดาบัน,  รวมความว่า พระปฏิเวธสัทธรรม

จักตั้งอยู่ตลอดห้าพันปี   ด้วยประการฉะนี้.

----------------------------------------------------

เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่ ครับ

ยุคนี้ ไม่มีพระอรหันต์แล้ว จริงเหรอ ?

ความสิ้นไปแห่งพระปริยัติธรรม [จุลลวรรค]

**************************************

    ที่สำคัญ คงไม่ได้อยู่ที่ว่า จะรู้ว่ายุคนี้ มีพระอรหันต์หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่สำคัญ

คือ  ความเข้าใจพระธรรมของตนเอง  แม้จะมีอยู่ หรือ ไม่มี   ก็ไม่สามารถทำให้เราเอง

มีปัญญาเจริญขึ้นได้ หรือ สามารถละกิเลสได้ เพราะ ปัญญาของใครก็ของคนนั้น

    แต่สำคัญที่ว่า  ควรอบรมปัญญา ความเห็นถูก ของตนเองเป็นสำคัญ   โดยเฉพาะ

การเข้าใจพระธรรมในหนทางการดับกิเลส เพราะหากมีความเข้าใจถูก ว่าหนทางการ

ดับกิเลสที่ถูกต้อง คือ อย่างไร ก็จะทำให้ ไม่เชื่อ เพียงเพราะ คำร่ำลือ หรือ เพราะคน

อื่นบอก แต่ ปัญญาของตนเอง ที่เข้าใจหนทางการดับกิเลสที่ถูกต้อง ย่อมจะรู้ว่า ผู้นี้ 

มีความเห็นถูกหรือไม่   และ ประโยชน์สูงสุดที่ได้   คือ ไม่ใช่การรู้ว่า ใครเป็นอย่างไร 

แต่การรู้จักตนเองเท่านั้น  ที่จะเป็นหนทาง การละคลายกิเลส และเจริญขึ้นของปัญ-

ญา ซึ่งการรู้จักตนเอง ก็เป็นปัญญาที่เกิดขึ้น ทำกิจหน้าที่ รู้ตามความเป็นจริงในการ

ดำเนินชีวิตประจำวันว่ามีแต่เพียง ธรรม ไม่ใช่เรา ซึ่งอยากทราบว่า มีพระอรหันต์หรือ

ไม่   ก็ต้องศึกษาพระธรรม  ฟังพระธรรมไป จนกว่าจะเกิดปัญญาเป็นของตนเอง  

                            ผู้มีปัญญาควรรู้ในสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ                              

                           ไม่ควรรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ   ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ใฝ่รู้
วันที่ 20 ต.ค. 2555 17:54 น.

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 20 ต.ค. 2555 18:04 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจริญ เพราะมี

ผู้เห็นประโยชน์ ได้ฟัง ได้ศึกษา มีความเข้าใจถูกเห็นถูก พร้อมทั้งน้อมประพฤติปฏิบัติ

ตาม ด้วยความจริงใจ        พระธรรม ย่อมไม่มีวันอันตรธานไปจากใจของผู้ที่ได้ฟัง ได้

ศึกษาอย่างแน่นอน   แต่ที่จะเสื่อมหรือจะอันตรธานไปในที่สุดนั้น ก็เพราะไม่มีผู้ศึกษา

ไม่มีผู้เข้าใจ  ไม่มีผู้น้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม      ถ้าจะกล่าวตามความเป็นจริง

แล้ว     สัตว์โลก ผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์ของพระธรรม      ย่อมเสื่อมจากพระพุทธศาสนา

คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อยู่ในใจของสัตว์โลกเหล่านั้น  ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เห็น

ประโยชน์ของพระธรรม

     คำพูดของบุคคลอื่น   ก็เป็นเรื่องของบุคคลอื่น    ถ้ามีความมั่นคง ในความถูกต้อง

ในเหตุ ในผลตามความเป็นจริง ก็จะไม่คล้อยไป ตามความเป็นผู้ที่ไม่ตรง ที่บุคคลอื่น

กล่าว  เพราะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ทั้งหมดนี้ก็มาจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม

ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

     ถึงแม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว   แต่ก็ยังมีพระธรรม-

วินัย เป็นศาสดาแทนพระองค์         และในยุคนี้สมัยนี้  เป็นยุคที่พระธรรม ยังดำรงอยู่

จึงควรอย่างยิ่ง ที่จะได้ศึกษา     เพราะยังไม่รู้      ก็จะต้องศึกษา เพื่อจะได้รู้ ได้สะสม

ความเข้าใจถูก   เห็นถูก ต่อไป      มีโอกาสที่จะได้ฟัง ได้ศึกษา   ก็ฟัง ก็ศึกษาต่อไป

สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกยิ่งขึ้น  ก่อนที่พระธรรมจะอันตรธาน   นี้แหละ คือ สิ่งที่จะ

เป็นประโยชน์สำหรับตนเองอย่างแท้จริง ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 20 ต.ค. 2555 20:52 น.

    ยุคนี้ไม่มีพระอรหันต์ แต่ยังมีพระอริยบุคคลขั้นอื่น เช่น พระโสดาบัน เป็นต้น การจะ

บรรลุเป็นพระโสดาบันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องสะสมความดีมาก สะสมบารมีมาก และสะสม

ปัญญามาก กว่าจะบรรลุก็ต้องใช้เวลาเป็นกัป ๆ เพียงขั้นการฟังให้เข้าใจยังยากเลย ก็

ต้องศึกษา ต้องฟังซ้ำ ๆ จนกว่าปัญญาค่อยๆเจริญขึ้น ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 20 ต.ค. 2555 20:54 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"อยากทราบว่ามีพระอรหันต์หรือไม่ก็ต้องศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม

ไปจนกว่าจะเกิดปัญญาเป็นของตนเอง"

"ในปัจจุบันพระอรหันต์มีอยู่ที่รูปพรหมภูมิ"

"ผู้มีปัญญาควรรู้ในสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ"

"ไม่ควรรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ"

 " มีโอกาสที่จะได้ฟัง ได้ศึกษา   ก็ฟัง ก็ศึกษาต่อไป สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก

ยิ่งขึ้น ก่อนที่พระธรรมจะอันตรธาน "

นี่จึงจะเป็นสาระที่ควรรู้ยิ่งครับ 

 ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.คำปั่น อ.ผเดิมและทุกๆท่านครับ

 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 21 ต.ค. 2555 14:54 น.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
อารทธวิริโย
วันที่ 23 ต.ค. 2555 22:26 น.

                                                        ถึงมีก็ไม่รู้

    โปรดอ่าน

ท่านผู้ใด มีปกติไม่เห็นพระอริยเหล่านั้น

และไม่ยินดีในการเห็น

ผู้นั้น พึงทราบว่า มีปกติไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ดังนี้.

และการเห็นนั้นแยกออกเป็น ๒ คือ ไม่เห็นด้วยตา ๑ ไม่เห็นด้วยญาณ ๑.

ใน ๒ อย่างนั้น การไม่เห็นด้วยญาณ ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

จริงอยู่ พระอริยะทั้งหลายถึงบุคคลจะเห็นด้วยมังสจักษุ หรือ

ทิพยจักษุ ก็ยังไม่ชื่อว่าได้เห็น เพราะจักษุเหล่านั้นรับเอาเพียงอุปาทายรูป

ไม่ใช่ยึดเอาความเป็นพระอริยะเป็นอารมณ์

 อนึ่ง แม้สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ย่อมเห็นพระอริยะทั้งหลายด้วยจักษุ

แต่ว่า สุนัขบ้านเป็นต้นเหล่านั้นจะชื่อว่าได้เห็นพระอริยะทั้งหลายหามิได้.

 ในข้อนี้ มีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์

อยู่กับพระอริยะ แต่ไม่รู้จักพระอริยะ

ดังได้สดับมา อุปัฏฐากของพระเถระผู้ขีณาสพ ผู้อยู่ในจิตตลดาบรรพต

บวชเมื่อแก่ อยู่มาวันหนึ่ง เที่ยวไปบิณฑบาตกับพระเถระ

รับเอาบาตรจีวรของพระเถระเดินตามหลังมา

ถามพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บุคคลเช่นไรชื่อว่า พระอริยะ

พระเถระตอบว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนแก่

รับเอาบาตรและจีวรของพระเถระ ทำวัตรปฏิบัติแม้เที่ยวไปกับพระอริยะ

ก็ย่อมไม่รู้จักพระอริยะ โยม พระอริยะ

ทั้งหลาย รู้ได้ยากอย่างนี้ ดังนี้.

เมื่อพระเถระแม้พูดอย่างนี้ อุปัฏฐากนั้น ก็ยังหารู้ไม่.

เพราะฉะนั้น การเห็นด้วยจักษุ ไม่ชื่อว่าเห็น

การเห็นด้วยญาณเท่านั้น ชื่อว่าเห็น.

 สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนวักกลิประโยชน์อะไรด้วยกายอันเปื่อยเน่านี้ อันเธอเห็นแล้ว,

ดูก่อนวักกลิผู้ใดแล เห็นพระธรรม ผู้นั้นชื่อว่า เห็นเราตถาคต ดังนี้.

 เพราะฉะนั้น บุคคลแม้เห็นอยู่ (ซึ่งพระอริยะ) ด้วยจักษุ

แต่ไม่เห็นอนิจจลักษณะ เป็นต้น ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นแล้วด้วยญาณ

และไม่บรรลุธรรมที่พระอริยเจ้าบรรลุแล้ว พึงทราบ

ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย

เพราะธรรมที่ทำให้พระอริยะ และความเป็นพระอริยะ

อันบุคคลนั้นยังไม่เห็น  ดังนี้.  

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

 ขออนุโมทนา

 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
อนุโมทนา
อนุโมทนา
วันที่ 21 ก.พ. 2560 21:06 น.

@ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ และเสด็จไปดีแล้ว พระองค์นั้น

@ขอกราบแทบเท้าอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยระลึกบูชาคุณเป็นอย่างยิ่ง

@ขออนุโมทนา อ.ผเดิม และคณะวิทยากรทุก ๆ ท่าน

** ในยุคนี้ สมัยนี้ พระธรรมยังดำรงอยู่ ควรฟัง ระลึกศึกษาสะสมปัญญาที่เข้าใจพระธรรม ว่าเป็นธรรม มิใช่เรา** สาธุ สาธุ สาธุ ...ถ้าสะสมปัญญาไม่พอแก่การตรัสรู้ธรรม แม้เกิดในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนอยู่ ก็ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ไม่เข้าใจคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
peem
วันที่ 22 ก.พ. 2560 05:05 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ