ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม...ครั้งที่ ๕๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  19 ส.ค. 2555
หมายเลข  21590
อ่าน  1,152

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)    ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่าน

อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์   ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ  เหมาะ

สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย      เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม

(ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง   ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น    แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์

อยู่ในตัว    ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง   ดังนี้

       [ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๒]

  พระธรรม  เตือนให้เข้าใจว่า  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน

  เรื่องของการที่จะไปทำอะไรที่ผิดปกติ ด้วยความจดจ้องต้องการ  เป็นเรื่องของ

ความไม่รู้  ความไม่รู้ทำให้กระทำในสิ่งที่ผิดๆ   มากมาย

  คิดผิดมานานแสนนาน  จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมให้เข้าใจ

  ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา (ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัวตน)  ซึ่งคำว่าทั้งปวง

นั้น  ไม่มีเว้นเลย  สิ่งที่มีจริง ไม่มีแม้แต่อย่างเดียวที่เป็นอัตตา (ตัวตน)

  สภาพธรรมปรากฏอยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ถ้าไม่ได้อาศัยพระธรรม

คำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

  พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทั้งหมด  เพื่อความเข้าใจสภาพธรรม

ตามความเป็นจริง

  อวิชชา เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้ธรรมตามความเป็นจริง  การที่จะขัดเกลาอวิชชา

ได้  ก็ต้องด้วยธรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับอวิชชา  คือ  ปัญญา 

  เห็น แล้วก็ติดข้อง  ได้ยิน แล้วก็ติดข้อง  เพราะยังละความติดข้องไม่ได้

  ละความติดข้อง และความไม่รู้ได้  ด้วยปัญญา  จะให้ละ ด้วยความที่ไม่เข้าใจ 

ย่อมเป็นไปไม่ได้

  จากที่เคยเป็นลิงติดตัง(ยางเหนียว)  ก็จะสามารถค่อยๆ แกะตัวเองออกจากตัง

ได้   แต่ต้องด้วยความเข้าใจพระธรรม

  เมื่อมีโลภะ  สะสมโลภะมากขึ้น  ก็มีการแสวงหามีการขวนขวายกระทำทุกอย่าง

เพื่อตนเอง   เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนเองต้องการก็จะเกิดโทสะ  เกิดความไม่พอใจ  และ

สามารถที่จะกระทำทุจริตกรรมทุกอย่างได้

  โลภะ เกิด   ก็ลำบากแล้ว    ต้องขวนขวายแสวงหาในสิ่งที่ตนเองต้องการ

  สิ่งที่มีจริงในขณะนี้    ปัญญาสามารถรู้ตามความเป็นจริงได้  เพราะหนทางที่จะ

ทำให้รู้ความจริงของสภาพธรรม ก็คือหนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา

  เข้าใจบ่อยๆ   เข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   ในที่สุดก็จะสามารถ ละ ความติดข้อง

และความไม่รู้ได้ 

  แต่ละคนแตกต่างกันตามการสะสม  เสียงเดียวกัน  บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ 

กลิ่นเดียวกัน บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ

  ตราบใดที่ไม่มีปัญญา  บริสุทธิ์ไม่ได้  

  ติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด  จะโทษสิ่งนั้นก็ไม่ได้    เพราะสิ่งนั้นไม่ได้บอกว่าให้มา

ติด   แต่ที่ติดข้องก็เพราะกิเลสของตนเอง

  ตั้งแต่เช้ามานี้ เคยรู้ไหมว่า  ตกเป็นทาสของโลภะอยู่(เกือบจะ)ตลอดเวลา

  ฟังพระธรรม  เพราะเห็นประโยชน์ของการได้เข้าใจความจริงซึ่งเป็นสิ่งที่คิดเอา

เองไม่ได้ 

  แทนที่จะชวนกันให้ไปทำอย่างอื่น    ก็ชวนกันให้ได้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงใน

ขณะนี้

  ธรรม  เป็นจริงแต่ละหนึ่งไม่ปะปนกัน  ขณะนี้  เป็นธรรม  เห็น เป็นอย่างหนึ่ง 

ได้ยินเป็นอย่างหนึ่ง  สี เป็นอย่างหนึ่ง  เสียงเป็นอย่างหนึ่ง  เป็นต้น  เกิดแล้วดับแล้ว

ไม่กลับมาอีกเลย    และสิ่งที่เกิดแล้วดับไป  ใครจะเป็นเจ้าของได้  

  จะประมาทไม่ได้   กิเลสยิ่งมากก็ยิ่งเป็นเครื่องกั้น   เพราะกิเลสทั้งหลายไม่

สามารถทำให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ได้เลย

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียด  ตลอด ๔๕ พรรษา  เพื่อ

ให้ผู้มีโอกาสได้ฟัง  ได้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง  เป็นทางที่จะทำให้ผู้นั้น

ถึงความเป็นผู้ปลอดภัยจริงๆ   คือ  สามารถดับกิเลส ได้

  ปริยัติ  เป็นการรอบรู้เข้าใจในพระธรรมคำสอน  ไม่ใช่จำคำบาลีได้แล้วก็พูด

คำที่ไม่รู้จัก

   "ศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจ"   คำนี้ ต้องไม่ลืม  

  ผ่านไปแล้วชาติแล้วชาติเล่า  สะสมอะไรไว้  ระหว่างปัญญา กับ  อวิชชา?

   

   ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่  ๕๑  ได้ที่นี่ครับ
 
   ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๑ 

    ...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

   และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


Tag  ข้อคิด ประทับใจ วาทะ เก็บไว้ในหทัย เตือน เตือนใจ
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 20 ส.ค. 2555

  ปริยัติ  เป็นการรอบรู้เข้าใจในพระธรรมคำสอน  ไม่ใช่จำคำบาลีได้แล้วก็พูด

คำที่ไม่รู้จัก

   "ศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจ"   คำนี้ ต้องไม่ลืม

...ขอบพระคุณ และขออนุโมทนา อ. คำปั่น อย่างยิ่งค่ะ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 20 ส.ค. 2555

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตร่วมปันธรรม ด้วยครับ

-ความจริง ที่ว่าไม่ใช่ตัวตน นั้น ตอนแรกยังรู้ไม่ได้เพราะเราสะสมอวิชชา และ ความ

เห็นผิดไว้มากแต่จากการอ่าน การพิจารณาและการสนทนากันเราก็จะค่อยๆ เข้าใจ

เรื่องของสภาพธรรมมากขึ้นทีละน้อยๆ  ซึ่งเป็นปัจจัย ที่ทำให้ สติ เกิดขึ้น ระลึกรู้

สภาพธรรมและ ปัญญา ก็จะเจริญขึ้นๆ ตามลำดับและในที่สุด ปัญญาก็จะรู้สภาพ

ธรรมที่ปรากฏตามปกติ ตามความเป็นจริง

- การศึกษาธรรมจะเห็นผลทันทีไม่ได้หรอก  แต่ เมื่อปัญญาเจริญขึ้น ก็จะมั่นใจ

ขึ้น...และจะเข้าใจเพิ่มขึ้น ว่าทำไม จึงรู้สึกทุกข์  สุข  และสามารถที่จะเผชิญกับ

ความทุกข์ได้มากขึ้น ด้วย ความรู้  ความเข้าใจ ที่เจริญขึ้น จากการอบรมเจริญ

ปัญญาและจะเห็น คุณค่าของการอบรมเจริญปัญญา ยิ่งขึ้น

- จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของพระพุทธศาสนาไม่ใช่ เพื่อให้คิดไตร่ตรองเรื่องโลกและ

สร้างเป็นเรื่องราวของโลก และผู้คนต่างๆ จุดมุ่งหมาย คือ ให้อบรมเจริญปัญญาเพื่อ

รู้สภาพธรรมทั้งหลาย เช่น การเห็น  การได้ยิน  การได้กลิ่น

-การลิ้มรส  การสัมผัส และ การคิดนึกรวมทั้ง สี  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ(สิ่งที่

กระทบสัมผัส)และ อารมณ์ที่ปรากฏได้ทางใจ (ทางมโนทวาร)สภาพธรรมเหล่านี้

เป็นสิ่งที่เราสามารถ พิสูจน์ได้จริง  เมื่อปรากฏทีละขณะๆ

- คุณช่วยให้เขา เห็นประโยชน์ของการเป็นคนดีได้  เพื่อเขาจะได้ทำดีกับคนอื่นๆ

แล้วเขาก็จะมีความสุข แทนที่จะมีความทุกข์  ดิฉันรู้สึกว่า คนเราต้องการ ผลที่ดี  คือ

ความเป็นสุข  แต่ เขาไม่รู้ เหตุอันแท้จริง"ที่จะทำให้เกิดผลเช่นนั้น  ถ้าคุณบอกเขา

ว่าผลที่ดี และ ผลที่เสีย เกิดมาจากเหตุที่สมควรแก่ผลนั้นๆ เขาก็จะ เข้าใจ ได้ดีขึ้น

ความเข้าใจเช่นนี้ เป็น ปัจจัย ที่ทำให้เกิด การสะสมกุศล  ซึ่งเป็น เหตุที่ทำให้เกิดผล

ที่ดีต่อไป.

- คำสอนในพระพุทธศาสนา ทั้งหมดไม่ได้มีคำแนะนำให้ทำ  แต่ เป็นเรื่องของบุคคล

ผู้ศึกษานั้นเอง ที่ควรเข้าใจตั้งแต่ต้น ว่าตนเองได้ รู้จัก พระพุทธศาสนาแล้วหรือยัง

ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ทรงสอนอะไร ทรงสอน ให้ เข้าใจสัจจธรรม  ไม่ใช่สอน

ให้ทำ โดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลย  ทรงสอนให้เข้าใจว่า ขณะนี้มีสภาพธรรมที่กำลัง

ปรากฏซึ่งตั้งแต่เกิดจนตายก็เกิด-ดับ-สืบต่อ-ตลอดเวลา-ไม่ขาดสายแต่ไม่เคยรู้จัก

สภาพธรรมนั้นๆ ตามความเป็นจริง ว่า สภาพธรรมที่กำลังปรากฏนั้น คือ อะไร และ

มีการยึดถือสภาพธรรมเหล่านั้นว่าเป็นตัวตนซึ่งหากจะเข้าใจจริงๆ ว่า ขณะไหนเป็น

เรา เป็นตัวตนก็คือ เมื่อได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระองค์  เมื่อได้ฟังแล้ว เกิดความ

เข้าใจ ก็จะทราบตามความเป็นจริง ว่า ไม่มีสิ่งที่เคยยึดถือ ว่า เป็นตัวตน  เป็นเราเป็น

สัตว์  บุคคล มีแต่สภาพธรรมที่เกิด-ดับ-สืบต่อ-ตามเหตุ ตามปัจจัย ซึ่งหมายถึงสภาพ

ธรรม ที่มีจริงๆ แต่ละขณะเท่านั้น.

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 20 ส.ค. 2555

"คุณช่วยให้เขาเห็นประโยชน์ของการเป็นคนดีได้  

เพื่อเขาจะได้ทำดีกับคนอื่นๆ

แล้วเขาก็จะมีความสุขแทนที่จะมีความทุกข์ 

ดิฉันรู้สึกว่าคนเราต้องการผลที่ดี  คือความเป็นสุข 

แต่เขาไม่รู้เหตุอันแท้จริงที่จะทำให้เกิดผลเช่นนั้น 

ถ้าคุณบอกเขาว่าผลที่ดีและผลที่เสีย เกิดมาจากเหตุที่สมควรแก่ผลนั้นๆ

เขาก็จะเข้าใจได้ดีขึ้น

ความเข้าใจเช่นนี้เป็น ปัจจัยที่ทำให้เกิดการสะสมกุศล 

ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลที่ดีต่อไป"

 

เห็นได้ถึงความละเอียดลึกซึ้งของท่านอาจารย์สุจินต์ที่ท่านเน้นทำประโยชน์แก่

คนทั้งหลาย ด้วยการให้เข้าใจเหตุ มากกว่าจะมุ่งไปที่ผล โดยไม่สนใจถึงเหตุเลย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ที่เคารพยิ่งครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์คำปั่น อาจารย์ผเดิม พี่เมตตา และทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 20 ส.ค. 2555

ขออนุโมทนา..khampan.a..ในกุศลวิริยะปันธรรมให้ใด้อ่านโดยสม่ำเสมอค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jaturong
วันที่ 20 ส.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nong
วันที่ 20 ส.ค. 2555

  เข้าใจบ่อยๆ   เข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   ในที่สุดก็จะสามารถ ละ ความติดข้อง

และความไม่รู้ได้ 

   ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Graabphra
วันที่ 20 ส.ค. 2555

  ขอบพระคุณอาจารย์คำปั่น และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kinder
วันที่ 20 ส.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
pat_jesty
วันที่ 20 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 20 ส.ค. 2555

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนากับทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 21 ส.ค. 2555

"...จากที่เคยเป็นลิงติดตัง(ยางเหนียว) ก็จะสามารถค่อยๆ แกะตัวเองออกจากตังได้

  แต่ต้องด้วยความเข้าใจพระธรรม..."

ขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนาในกุศลจิต และ กุศลวิริยะ ของคุณคำปั่น อักษรวิลัย

ที่มีข้อความเตือนใจจากท่านอาจารย์มาฝากโดยสม่ำเสมอ

การได้อ่านบ่อยๆ ทำให้ได้พิจารณาบ่อยๆ เข้าใจบ่อยๆ และ เก็บไว้ในหทัยบ่อยๆ

เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Noparat
วันที่ 21 ส.ค. 2555

  ผ่านไปแล้วชาติแล้วชาติเล่า   สะสมอะไรไว้ ระหว่างปัญญา กับ อวิชชา? 

  -การศึกษาธรรมจะเห็นผลทันทีไม่ได้หรอก แต่ เมื่อปัญญาเจริญขึ้น   ก็จะมั่นใจขึ้น...

และจะเข้าใจเพิ่มขึ้น ว่าทำไมจึงรู้สึกทุกข์   สุข และสามารถที่จะเผชิญกับความทุกข์ได้

มากขึ้น ด้วยความรู้ ความเข้าใจที่เจริญขึ้น จากการอบรมเจริญปัญญาและจะเห็นคุณค่า

ของการอบรมเจริญปัญญายิ่งขึ้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 21 ส.ค. 2555

-ความจริง ที่ว่าไม่ใช่ตัวตน นั้น ตอนแรกยังรู้ไม่ได้เพราะเราสะสมอวิชชา และ ความ

เห็นผิดไว้มากแต่จากการอ่าน การพิจารณาและการสนทนากันเราก็จะค่อยๆ เข้าใจ

ในที่สุด ปัญญาก็จะรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามปกติ ตามความเป็นจริง

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
natural
วันที่ 21 ส.ค. 2555

อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
ประสาน
วันที่ 22 ส.ค. 2555

ธัมมะเตือนใจของอาจารย์สุจินต์ "ลืมว่าเป็นธัมมะ" เป็นต้น ผมก็นำมาคิดพิจารณาต่อว่า อาจารย์กำลังบอกอะไรแก่เราหนอ  พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิสูจน์จนรู้จริง เห็นจริง จึงจะเชื่อ หลักในการพิสูจน์ของผมคือ ต้องใช้กับชีวิตประจำวันได้ ที่นี่เดี๋ยวนี้ เมื่อกระทำไปแล้วเป็นประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นด้วย ส่วนจะทำได้เมื่อไร?? ก็คงต้องขึ้นอยู๋กับเหตุและปัจจัยที่สะสม

ขอยกพระสูตรของพระพุทธเจ้าคือโอวาทปาฎิโมกข์ ๓

๑การไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง)

๒การทำกุศลให้ถึงพร้อม(กุละลัสสูปะสัมปะทา)

๓การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วขาวรอบ(สะจิตตะปะริโยทะปะนัง)

ธรรมทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย(เอตัง พุทธานะ สาสะนัง)

ผมก็นำใช้ในชีวิตประจำวันว่า ๑ อย่าทำผิด ๒ เมื่อทำผิดก็แก้ไขให้ถูก ให้ดี ๓ เมื่อทำถูก ทำดีได้แล้วต้องประกอบด้วยจิตที่มีพรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุตฑิตา อุเบกขา)ด้วย

ทั้งนี้ที่มีความคิดเช่นนี้ได้ก็เพราะได้ฟังธรรม ศึกษาธรรมจากอาจารย์สุจินต์ที่ว่า ธัมมะคือชีวิตประจำวัน "ลืมว่าเป็นธัมมะ" จีงทดลองด้วยการประยุกต์ใช้ในการทำงานในชีวิตประจำวัน จึงรู้จริง เห็นจริง ใช้ได้ผล เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่น ได้จริงๆ แต่ยังไม่สามารถละกิเลสได้ เพียงแต่ชีวิตครอบครัวดีขึ้น การทำงานก็ดีขึ้น ในอดีตผมเป็นคนโกรธง่ายหายยาก  ปัจจุบันผมโกรธยากหายง่าย (ปัจจัตตัง) ตามเหตุตามปัจจัย ในอนาคตถ้าผมได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมต่อ........ผมคงข้ามพ้นความเป็นปุถุชน ไปเป็นกัลยาณชน สักชาติหนี่ง ตามเหตุตามปัจจัยตามการสะสม จีงขอเชิญชวนกัลยาณมิตรที่ยังไม่ค่อยเข้าใจธรรม ต้องพิสูจน์ลองผิดลองถูกด้วยตัวท่านเอง (ปัจจัตตัง) ถ้าท่านเพียงแต่ฟัง ศึกษาเพียงอย่างเดียว ไม่ทำไม่ปฏิบัติไม่พิสุจน์ธรรมท่านไม่มีทางเข้าใจธรรมได้  เมื่อไรที่ท่านสามารถนำธัมมะของพระพุทธเจ้าไปในชีวติประจำวันได้ ครอบครัวดีขึ้น การงานดีขึ้น ท่านจะฟังธรรม ศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าที่ ๑คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ๒ทุททสา (เห็นตามได้ยาก) ๓ทุรนุโพธา(รู้ตามได้ยาก) ๔สันตา (สงบ)๕ปณีตา (ประณีต) ๖ อตักกาวจรา(จะคาดคะเนด้นเดามิได้) ๗นิปุณา (ละเอียด) ต่อไปแน่นอน

ด้วยจิตที่เบิกบานในกุศล ไม่ใช่เบิกบานในกองขยะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพ

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
mild
วันที่ 22 ส.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง

ไม่มีคำว่าบังเอิญในความจริง และความจริงก็ไม่บังเอิญ การได้พบกัลยาณมิตรเช่นท่านอ.สุจินต์ ท่านอ.คำปั่นก็ไม่บังเอิญ เหตุเพราะกุศลที่ทำมาดีแล้วให้ผล และขณะนี้ก็เป็นการสะสมเหตุเช่นอดีตที่ผ่านมา จึงตรงกันกับที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า "ละไม่ได้เลย" จึงขอเพียรที่จะสะสมต่อไป ดังคำว่า บุคคล่วงทุกข์ได้ด้วความเพียร  กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
rrebs10576
วันที่ 23 ส.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 30 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
aurasa
aurasa
วันที่ 4 ก.ย. 2555

 

ผ่านไปแล้วชาติแล้วชาติเล่า 

สะสมอะไรไว้  ระหว่างปัญญา กับ  อวิชชา?

 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
boonpoj
วันที่ 8 เม.ย. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ