กาลเวลา
 
อรรถวาที
วันที่  11 ก.ค. 2555
หมายเลข  21392
อ่าน  1,546

กาลเวลาคือสิ่งที่มีค่า มนุษย์ต้องทำงานแข่งกับเวลา แล้วอย่างนี้เราจะมีเวลาทำความดี ในช่วงเวลาอันน้อยนิดได้อย่างไรครับ 


  ความคิดเห็น 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 11 ก.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ที่กล่าวว่า มีการสมมติว่าเป็นกาลเวลา ที่เป็นวินาที เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายๆ ปี ก็เพราะมีการเกิดดับสืบต่อกันของสภาพธรรมที่มีจริง คือ ตามที่จิตเกิดดับ ทีละขณะ สืบต่อกันไปนั่นเอง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว แต่ละชีวิตที่ดำเนินไป ก็เป็นไปอย่างนี้ ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรมที่มีจริงเลย ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นจะเห็นคุณค่าของการได้สะสมความดี เห็นคุณค่าของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก มากน้อยแค่ไหน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เป็นไปตามการสะสมของแต่ละบุคคลจริงๆ

ซึ่งจะเห็นได้จริงๆ ว่า แต่ละคนมีความประพฤติเป็นไปตามการสะสมจริงๆ ถ้าเป็นผู้เห็นประโยชน์ของการสะสมความดีแล้ว เห็นว่า ชีวิตของทุกคนเกิดมาแล้ว ในที่สุดก็จะต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าไปตลอด ในที่สุดแล้วก็จะต้องละจากโลกนี้ไปด้วยกันทั้งนั้น แต่ก่อนที่จะละจากโลกนี้ไปควรที่จะทำอะไร? จึงมีอัธยาศัยน้อมไปในการสะสมแต่สิ่งที่ดี คือ กุศลธรรม สะสมเป็นที่พึ่งให้กับตนเองต่อไป ซึ่งจะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับบุคคลผู้ประมาทมัวเมา ไม่เห็นคุณของกุศล ไม่เห็นคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง แต่ละคนจึงไม่เหมือนกันจริงๆ ตามการสะสม

ความเข้าใจพระธรรมเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้เป็นผู้น้อมไปในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น ขัดเกลาละคลายกิเลสของตนเอง กิเลสทั้งหลาย จะเบาบางจนกระทั่งสามารถดับได้จนหมดสิ้น ก็เพราะมีปัญญา ไม่ใช่ด้วยอย่างอื่น ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็น 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 11 ก.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

หากเราเข้าใจความจริงของชีวิตว่า ชีวิต คือ จิต เจตสิก ที่เกิดขึ้นและดับไปแต่ละขณะ เพราะฉะนั้น ขณะที่ทำงาน ขณะนั้นก็ต้องมีจิตที่เกิดขึ้น เป็นไป อะไรทำงาน ไม่ใช่เราที่ทำงาน ไม่ใช่เราที่แข่งกับเวลา แต่ สิ่งที่ทำงาน คือ จิต เจตสิกที่เกิดขึ้นทำงานตามหน้าที่ของจิต เจตสิกนั้น  

จิต ก็มี กิจ มีหน้าที่ จิต มีกิจ หน้าที่ รู้อารมณ์ รู้สิ่งต่างๆ ขณะทำงาน ก็มีจิต มีเห็นที่เป็นจิตเห็น เราไม่ได้เห็น แต่จิตเห็นทำหน้าที่ ทำงาน ทำกิจ คือ รู้สิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะที่ทำงาน ก็มีจิตที่คิดนึก คิดนึกในเรื่องราวต่างๆ ที่สมมติว่าเป็นการงาน ใครคิด ไม่ใช่เราที่คิด ตรึก แต่เป็นจิตที่คิดนึก ในสิ่งที่เห็น ได้ยินและคิดนึกเป็นเรื่องราวต่างๆ

ดังนั้น ในขณะที่ทำงาน ก็จะต้องมี การห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้กระทบสัมผัส ในชีวิตประจำวัน ที่สมมติว่าขณะที่ทำงาน ซึ่งไม่พ้นจากจิต เจตสิกที่ทำหน้าที่ และหลังจากเห็นแล้ว ส่วนมากของปุถุชน ก็ยังมีกิเลสที่สะสมมามาก ก็เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตบ่อยๆ เป็นประจำ แต่ ถ้าได้สะสมปัญญา ความเข้าใจพระธรรม ก็ย่อมจะทำให้เกิดกุศล เกิดกุศลจิต หลังจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้กระทบสัมผัสได้ เพราะในความจริง หากเราเข้าใจให้ถูก ความดี ก็คือ ขณะจิตที่เป็นกุศลจิต ที่เป็นไปในทาน ศีล ภาวนา

หากเราย้อนกลับไปที่ว่า เวลาน้อยนิด ในการทำงาน แต่ทำไมอกุศล ที่ไม่ใช่ความดี ยังเกิดแทรกได้ ทั้งที่เป็นเพียงเวลาน้อยนิด แต่ ความไม่ดี ก็ไม่พ้นจาก จิต ที่เกิดแต่ละขณะที่น้อยนิด เพราะเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ก็สามารถเกิดได้ เกิดได้แม้ในขณะที่ทำงาน เช่น ขุ่นใจ หงุดหงิด ชอบในสิ่งที่กำลังทำ ก็เกิดความไม่ดี ในขณะที่ทำงานได้ เพราะอะไร เพราะ สะสมอกุศล ความไม่ดีมามาก เพราะฉะนั้น หากสะสมความดี คือ สะสมปัญญามา ก็สามารถเกิดกุศลจิตในขณะที่ทำงาน เกิดความดีในขณะที่ทำงานได้ เพราะ ความดี ก็เป็นกุศลจิตที่เกิดขึ้นและดับไป เพียงชั่วเวลาน้อยนิด แต่ก็สามารถเกิดได้ คิดช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน เป็นความดี เป็นกุศลจิตแล้ว อดทนต่อผู้อื่น ต่อผู้ร่วมงาน ด้วยความเข้าใจ เห็นใจ ก็เป็นกุศลจิต งดเว้นจากการพูดไม่ดี ต่อผู้ร่วมงาน ให้สิ่งต่างๆ กับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ก็เป็นกุศลจิตเกิดแล้ว เป็นความดีในขณะที่ทำงาน เพราะความดี ก็คือ กุศลจิต ที่เกิดได้ในชีวิตประจำวัน ครับ

การสะสม ปัญญา ความเข้าใจพระธรรม ย่อมจะเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิตประการต่างๆ หรือ ความดีประการต่างๆ ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าสถานการณ์ใด สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ประเสริฐ คือ มีชีวิตที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน แต่มีปัญญา ก็สามารถเกิดความดี เกิดความเข้าใจถูก และเกิดกุศลประการต่างๆ ได้ ครับ

ผู้ที่สะสมปัญญามาในสมัยพุทธกาล ขณะที่ทำงาน ทำอาหาร กำลังประกอบอาชีพ แต่เมื่อได้ฟังธรรม ก็สามารถเกิดความดี คือ ปัญญา ความเข้าใจถูกในขณะนั้น จนได้บรรลุธรรม ที่เป็นความดีอันประเสริฐ เพราะ ละความไม่ดี คือ กิเลสได้ไม่เกิดอีกเลย

ความดี จึงไม่ใช่จะเกิด หรือ ไม่เกิด ตามแต่สถานการณ์ เหตุการณ์ แต่ ความดีจะเกิดได้ ด้วยมีเหตุ คือ การได้สะสมความดีนั้นมาในอดีต ก็จะเป็นปัจจัยให้ความดีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพราะชีวิตประจำวัน ก็คือ การเกิดขึ้นของจิต แต่ละอย่าง ครับ และ ความดีจะเจริญได้ ก็ด้วย การมีปัญญาที่เจริญขึ้น ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ครับ  

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็น 4  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 11 ก.ค. 2555

เวลาไม่ได้แข่งกับใครครับ เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้นเองครับ สิ่งที่มีค่า คือชีวิตที่ยังมีอยู่ครับ กินอาหารเพื่อเลี้ยงชีพให้แก่รอบ แล้วก็ตายเมื่อหมดเวลาครับ ทำความดีไม่ต้องไปขอใครก่อนครับ ระวัง คิด ทำ พูดก็ดีแล้วครับด้วยจิตที่เป็นกุศล

ขอบคุณครับ

กราบขอบพระคุณอ.คำปั่น, อ.ผเดิมและเจ้าของกระทู้สหายธรรมทุกๆ ท่านด้วยครับขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
wanipa
วันที่ 12 ก.ค. 2555
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในบุญกุศลด้วยค่ะ
 
  ความคิดเห็น 6  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 12 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ