อวิชชามี ลักษณะ ๒๕
 
pirmsombat
วันที่  13 มิ.ย. 2555
หมายเลข  21254
อ่าน  1,518

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้อความบางตอนจาก พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๔๖๑

      อวิชชามี ลักษณะ ๒๕ คือ ปัญญา ชื่อว่า ญาณ ปัญญานั้น ย่อมกระทำสัจจธรรม ๔  ซึ่งเป็นผลและเป็นผล ซึ่งเป็นเหตุและเป็นเหตุ ที่รู้แล้วให้ ปรากฏ แต่อวิชชานี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันกระทำสัจจธรรม ๔ นั้น ให้รู้ ให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อัญญาณ (ความไม่รู้) เพราะเป็นข้าศึกต่อญาณปัญญา ชื่อว่า ทัสสนะ (ความเห็น) ก็มี  ปัญญาแม้นั้นย่อมเห็นซึ่งอาการแห่งสัจจธรรม ๔  ตามที่กล่าวนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อเห็นสัจจธรรม ๔  นั้น เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า  อทัสสนะ.

      ปัญญา ชื่อว่า อภิสมัย (ความตรัสรู้) ก็มี ปัญญานั้น ย่อมตรัสรู้อาการแห่งสัจจธรรม ๔  ตามที่กล่าวนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อตรัสรู้ อริยสัจจะ ๔ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนภิสมัย.

      ปัญญา ชื่อว่า  อนุโพธะ (ความตรัสรู้ตาม) สัมโพธะ (ความตรัสรู้ พร้อม) ปฏิเวธะ (การแทงตลอด). ก็มี ปัญญานั้น  ย่อมตรัสรู้ตามย่อมตรัสรู้พร้อม  ย่อมแทงตลอดอาการแห่งสัจจธรรม ตามที่กล่าวแล้วนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อตรัสรู้ตาม เพื่อตรัสรู้พร้อม เพื่อ แทงตลอดสัจจธรรมนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนนุโพธะ อสัมโพธะ และ อัปปฏิเวธะ.

      ปัญญา ชื่อว่า สังคาหณา (ความถือเอาถูก) ก็มี ปัญญานั้นถือเอาแล้ว ทดลองแล้ว ย่อมถือเอาอาการนั้น  แต่อวิชาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่อถือเอา ทดลองแล้วถือเอาอาการนั้น  เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อสังคาหณา

      ปัญญา ชื่อว่า ปริโยคาหณา (ความหยั่งโดยรอบ) ก็มี ปัญญานั้นหยั่งลงแล้ว ชำแรกแล้วซึ่งอาการนั้น ย่อมถือเอา  แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้ว ไม่ไห้เพื่อหยั่งลง ชำแรกแล้วถือเอา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อปริโยคาหณา.

      ปัญญา ชื่อว่า สมเปกขนา (ความพินิจ) ก็มี  ปัญญานั้น เพ่งอาการนั้นโดยสม่ำเสมอ และโดยชอบ  แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้ ย่อมเพื่ออันเพ่งอาการนั้น โดยสม่ำเสมอและโดยชอบ    เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อสมเปกขนา.

      ปัญญา ชื่อว่า ปัจจเวกขณา (ความพิจารณา) ก็มี  ปัญญานั้น ย่อมพิจารณาอาการนั้น  แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันพิจารณาอาการนั้น เพราะฉะนั้น จึงถือว่า อปัจจเวกขณา. กรรม  อย่างใดอย่างหนึ่ง อันประจักษ์ ย่อมไม่มีแก่อวิชชานี้ และกรรมที่ตัวเอง (คืออวิชชา)   ไม่พิจารณาแล้วกระทำ  มีอยู่  เพราะเหตุนั้น อวิชชานี้จึงชื่อ ว่า อัปปัจจักขกรรม (มีกรรมอันไม่พิจารณากระทำให้ประจักษ์) 

      อวิชชานี้ ชื่อว่า ทุมมิชฌะ (ความทรามปัญญา) เพราะความโฉด เฉา. 

       อวิชชานี้ ชื่อว่า พาลยะ (ความโง่เขลา) เพราะความเป็นธรรมชาติโง่เขลา.

       ปัญญา ชื่อว่า สัมปชัญญะ (ความรู้ทั่วพร้อม) ก็มี  ปัญญานั้น ย่อมรู้ทั่วซึ่งสัจจธรรม ๔  เป็นผลและเป็นผล ที่เป็นเหตุและเป็นเหตุโดยชอบ แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันรู้ทั่วซึ่งอาการนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อสัมปชัญญะ.

      อวิชชา ชื่อว่า โมหะ (ความหลง) ด้วยอำนาจแห่งความโง่.

      อวิชชา ชื่อว่า ปโมหะ (ความ ลุ่มหลง) ด้วยอำนาจความหลงทั่ว.

      อวิชชา ชื่อว่า สัม โมหะ (ความหลงใหล) ด้วยอำนาจความหลงพร้อม.

      อวิชชา ชื่อว่า อวิชชา  ด้วยอำนาจอรรถมีอาทิว่า ย่อมรู้สิ่งที่ไม่ควร รู้.

      อวิชชา ชื่อว่า อวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา) เพราะย่อมนำลงคือ ให้จมลงในวัฏฏะ

      อวิชชา ชื่อว่า อวิชชาโยคะ (โยคะคืออวิชชา) เพราะประกอบไว้ในวัฏฏะ.

       อวิชชา  ชื่อว่า อวิชชานุสัย (อนุสัยคืออวิชชา) ด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ และเพราะเกิดขึ้นบ่อย ๆ.

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชชาปริยุฏฐาน (การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา)เพราะย่อมกลุ้มรุม ย่อมจับ  ย่อมปล้นกุศลจิต เหมือนพวกโจรซุ่มในหนทางปล้นคนเดินทางฉะนั้น.

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชชาลังคี (กลอนเหล็กคืออวิชชา)เพราะอรรถว่าเมื่อลิ้ม คือ กลอนเหล็กที่ประตู เมืองตกไปแล้ว ย่อมตัดขาดซึ่งการออกไปภายนอกเมือง ของพวกคนภายใน เมืองบ้าง   ซึ่งการเข้าไปภายในเมืองของพวกคนภายนอกเมืองบ้าง ฉันใด อวิชชา นี้ตกไปในกายนครของตนแห่งบุคคลใด  ย่อมตัดขาดการดำเนินไป คือ ญาณอัน ให้ถึงพระนิพพานของบุคคลนั้นฉันนั้น.

      อวิชชา ชื่อว่า อกุศลมูล  เพราะอรรถว่า อกุศลนั้นเป็นมูล หรือเพราะอรรถว่า อวิชชา เป็นมูลแห่งอกุศลทั้งหลาย.  ก็อกุศลมูลนั้น มิใช่อื่น  ในที่นี้ทรงประสงค์เอาโมหะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า   อกุศลมูล คือ โมหะ.
       บทว่า อย วุจิจติ (นี้เรียกว่า) ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นี้ชื่อว่า อวิชชามีลักษณะอย่างนี้.

       พึงทราบลักษณะอวิชชาด้วยอำนาจบท ๒๕  ด้วยประการฉะนี้.




        อวิชชา ไม่ให้กระทำสัจจธรม ๔ ให้รู้ ให้ประจักษ์ จึงชื่อว่า อัญญาณ (ความไม่รู้) เพราะ เป็นข้าศึกต่อญาณ   

       อวิชชา ไม่ให้เห็นสัจจธรรม ๔ จึงชื่อว่า อทัสสนะ

       อวิชชา ไม่ให้ตรัสสรู้ อริยสัจจะ ๔ จึงชื่อว่า อนภิสมัย

        อวิชชา ไม่ให้ตรัสรู้ตาม ตรัสรู้พร้อม เพื่อแทงตลอดสัจจธรรมนั้น จึงชื่อว่า อนนุโพธะ

อสัมโพธะ และ อัปปฏิเวธะ

       อวิชชา ไม่ให้ถือเอา ทดลองแล้วถือเอาอาการนั้น จึงชื่อ อสังคาหณา

       อวิชชา ไม่ให้หยั่งลง ชำแรกแล้วถือเอา จึงชื่อ อปริโยคาหณา

       อวิชชา ไม่ให้เพ่งอาการนั้นโดยสม่ำสเมอ และโดยชอบ จึงชื่อว่า อสมเปกขนา

       อวิชชา ชื่อว่า อัปปัจจักขกรรม (มีกรรมอันไม่พิจารณากระทำให้ประจักษ์)

       อวิชชา ชื่อว่า ทุม มิชฌะ (ความทรามปัญญา) เพราะความโฉดเฉา

       อวิชชา ชื่อว่า พาล ยะ (ความโง่เขลา ) เพราะความโง่เขลา

       อวิชชา ไม่ให้รู้ทั่วซึ่ง สัจจธรรม ๔ จึงชื่อว่า อสัมปชัญญะ

       อวิชชา ชื่อว่า โมหะ (ความหลง) ด้วยอำนาจแห่งความโง่

      อวิชชา ชื่อว่า ปโมหะ (ความลุ่มหลง) ด้วยอำนาจความหลงทั่ว

       อวิชชา ชื่อว่า สัมโมหะ (ความหลงไหล) ด้วยอำนาจความหลงพร้อม

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชชา ด้วยอำนาจอรรถที่ว่า ย่อมไม่รู้สิ่งที่ควรรู้

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา) เพราะให้จมลงในวัฏฏะ

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชชาโยคะ (โยคะคืออวิชชา) เพราะปะกอบไว้ไนวัฏฏะ

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชชานุสัย (อนุลัยคืออวิชชา) ด้วยอำนาจการละยังไม่ได้และเพราะเกิดขึ้นบ่อยๆ

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชชาปริยุฏฐาน (การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา) เพราะกลุ้มรุม  จับ ปล้นกุศลจิต

       อวิชชา ชื่อว่า อวิชชา ลังคี (กลอนเหล็กคือลังคี) ย่อมตัดขาดการดำเนินไปตือ ญาณอัน ให้ถึงพระนิพพาน

       อวิชชา ชื่อว่า อกุศลมูล เป็นมูลแห่งอกุศลทั้งหลาย คือ โมหะ  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 13 มิ.ย. 2555

กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอันประจักษ์ ย่อมไม่มีแก่อวิชชานี้ และกรรมที่ตัวเอง (คืออวิชชา) ไม่พิจารณาแล้วกระทำ มีอยู่ เพราะเหตุนั้น อวิชชานี้ จึงชื่อว่า อัปปัจจักขกรรม  (มีกรรมอันไม่พิจารณากระทำให้ประจักษ์)

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณหมอและทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pirmsombat
วันที่ 13 มิ.ย. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณผู้ร่วมเดินทาง คุณคำปั่น และ ทุกท่านครับ

      คุณสนใจเรื่อง สัญญาวิปลาสและจิตวิปลาส ด้วยนะครับ ถ้าไม่จำคลาดเคลื่อน ไม่คิดคลาดเคลื่อน ก็ไม่เป็นอกุศล ในวันหนึ่งวันหนึ่ง อกุศลจิตเกิดมากเหลือเกิน ส่วนทิฏฐิวิปลาส  ความเห็นคลาดเลื่อน ผู้ที่ฟังพระสัทธรรมเข้าใจบ้าง ความเห็นคลาดเคลื่อนไม่ค่อยเกิด อีกประการหนึ่งความเห็นคลาดเคลื่อนไม่ได้เกิดบ่อยนัก เป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นคลาดเคลื่อน (ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต) แต่ยังมี ทิฏฐานุสัย  อยู่  

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
kinder
วันที่ 13 มิ.ย. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 14 มิ.ย. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณหมอครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 14 มิ.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

       อวิชชาหรือ โมหะ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นความหลงเป็นความไม่รู้ เป็นสภาพธรรมที่ยังสัตว์ให้ท่องเีทียวไปในสังสารวัฏฏ์อย่างไม่มีวันจบสิ้น พระธรรมที่ทรงแสดงในเรื่องของอวิชชา เป็นเครื่องเตือนที่ดีสำหรับผู้ที่ยังมีอวิชชาอยู่อย่างแท้จริง  จะทำให้รู้จักตัวเองว่า ในอดีตชาติที่ผ่าน ๆ  มา ก็สะสมอวิชชามามากแล้ว ถ้าประมาทมัวเมา ไม่เริ่มสะสมอบรมเจริญปัญญาตั้งแต่ในขณะนี้ ความไม่รู้ จะมีเพิ่มมากขึ้นสักแค่ไหน  จึงมีหนทางเีดียวเท่านั้นทีจะละคลายความไม่รู้  และกิเลสประการต่าง ๆ  ก็คือ หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา เท่านั้น เพราะปัญญา สามารถดับอวิชชาได้อย่างหมดสิ้น ครับ 

...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณหมอและทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Nataya
วันที่ 23 ก.ย. 2561

 

                             กราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ