อุปทานหมู่

 
พิมพิชญา
วันที่  24 มี.ค. 2555
หมายเลข  20855
อ่าน  6,500

คำว่า อุปทานหมู่ ที่คนไทยชอบใช้พูด เวลาเห็นคนทำตามๆ กันหรือเชื่อตามๆ กัน

อยากทราบว่า อุปทานหมู่ ถ้าอธิบายตามลัษณะสภาพธรรม

มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเหรอคะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 24 มี.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อุปทานหมู่ (mass hysteria) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับจิตสังคมซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคลตั้งแต่ ๑ คนขึ้นไป เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในกรณีที่กลุ่มบุคคลนั้นมีความคิด ความเชื่อว่าตนเจ็บป่วยเป็นโรคเดียวกันหรือเผชิญปัญหาเดียวกัน จึงแสดงอาการออกมาแบบเดียวกัน

อุปทานหมู่ เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีความเชื่อร่วมกัน และแสดงออกอาการทางร่างกาย เช่น เกร็งตัว กล้ามเนื้อ กรีดร้อง ชัก ไม่รู้ตัว แต่เมื่อทำการตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบสิ่งผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายอาการต่างๆ เหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในวัยเด็ก วัยรุ่น หญิงมากกว่าชาย การแพร่กระจายของกลุ่มคนที่มีอาการแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นจากการถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นจากคนที่เป็นมาก่อน หรือมีเหตุกระตุ้นจากภายนอก สิ่งแวดล้อม เช่นข่าวที่แพร่สะพัดออกไปและจะดีขึ้นได้หากแยกผู้ป่วยออกจากกัน และหาเหตุเหนี่ยวนำให้เกิดแล้วจัดการเสียโดยเร็ว

สรุปได้ว่า อุปทานหมู่ เป็นความป่วยทางจิตของผู้หนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยคนอื่นๆ เกิดอาการผิดปกติทางจิตกับผู้อื่นที่ป่วยด้วย ทำให้มีอการป่วยหลายๆ คนและทำให้เกิดอาการทางกาย มีอาการป่วยทางกายหลายๆ คน ครับ หรือ แม้แต่ การเชื่อตามๆ กันในเหตุการณ์เดียวกัน ในเรื่องต่างๆ ก็อาจใช้คำว่า อุปทานหมู่ได้

ซึ่งขออธิบายตามสภาพธรมในเรื่องอุปทานหมู่ เหตุเกิด และหนทางแก้ไขในอุปทานหมู่ โดยนัยของสัจจะ ความจริง ครับ

อุปทานหมู่ที่เป็นความเชื่อที่เชื่อในเเหตุการณ์ต่างๆ ตามๆ กันมา และถ้ามีกำลัง ทำให้เกิดอาการรป่วยทางจิต และเกิดอาการผิดปกติทางร่างกายหลายๆ คนได้ เป็นอุปทานหมู่ ซึ่ง แท้ที่จริ อุปทานหมู่ ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริงที่เป็นจิต เจตสิก ที่เกิดขึ้น

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
วันที่ 24 มี.ค. 2555

เหตุปัจจัยของอุปทานหมู่

อุปทานหมู่ ก็คือ คนแต่ละคนที่มีความคิด ความเชื่อเหมือนกันๆ กัน ก็เกิดจาก จิตเจตสิก แต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้น แต่เป็นความเชื่อ ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามความเป็นจริง อุปทานหมู่ จึงไม่ใช่ศรัทธาเจตสิกที่เป็นความเชื่อที่เกิดกับกุศล แต่เป็น วิตกเจตสิก (ตรึก นึกคิด) คือ ความตรึกนึกคิดไปของคนๆ หนึ่งที่เกิดร่วมกับอกุศลจิต ที่ทำให้คิดผิด เข้าใจผิด เมื่อมีความเข้าใจผิด ซึ่งความเข้าใจผิด ที่เป็นอกุศลจิตเกิดขึ้นจากกิเลสที่มีอยู่ ทำให้เกิดอกุศลจิต เข้าใจผิด แต่ไม่ใช่ สัตว์โลกมีกิเลสคนเดียว คนอื่นก็มี ดังนั้น เมื่อได้พบเหตุการณ์ต่างๆ คือ เมื่อมีการเห็น ได้ยิน ... แล้วก็มีการคิดนึก ทำให้คิดด้วยอำนาจกิเลส เมื่อคิดด้วยอำนาจกิเลสก็เข้าใจผิด คนอื่นก็เข้าใจผิดตามด้วย เพราะมีกิเลสเหมือนๆ กัน จึงเป็นการอุปทานหมู่ เข้าใจผิดเพราะอาศัยการเห็น การได้ยิน นั่นเองครับ นี่คือ เพราะมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้กระทบสัมผัส และมีการคิดนึก เหตุสำคัญ คือ เพราะกิเลส จึงคิดนึกด้วยกิเลส ด้วยอกุศล จึงทำให้เข้าใจผิดตามความเป็นจริง และทำให้เข้าใจผิดหลายๆ คน เพราะ ความอ่อนของจิตที่หวั่นไหวเป็นไปในอกุศลได้ง่าย จึงเชื่อตามๆ กัน หลายๆ คนทำให้เป็นอุปทานหมู่ ครับ

อีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เจ็บป่วยทางร่าย ก็เพราะเมื่อคิดนึกด้วยอกุศลจิต รูปก็เกิดด้วยอกุศลจิตในขณะนั้น เป็นรูปที่ไม่ดี จึงทำให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกาย มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกร็ง และคนอื่นเห็น ก็คิดตามสิ่งที่เห็นอย่างนั้น จึงเป็นอกุศลจิตเหมือนกัน จึงมีอาการป่วยตามไปด้วย ก็เป็นอุปทานหมู่ เช่นกัน ครับ

หากไม่มีกิเลส ก็จะไม่มีอุปทานหมู่ ดังนั้น หนทางการแก้ อุปทานหมู่ คือ ให้เห็นถูกตามความเป็นจริง คือ ให้เจริญขึ้นของปัญญา อันเป็นธรรมที่เป็นข้าศึกต่อกิเลส ละกิเลส เมื่อปัญญาเจริญขึ้น ย่อมเห็นถูกตามควาเมป็นจริงในสิ่งที่เห็น ได้ยิน ในสิ่งที่พบ ในเรื่องราวในชีวิตประจำวัน จึงไม่คิดผิดด้วยอกุศล หรือ ความเห็นผิด ครับ

อุปทานในพระพุทธศาสนา เรียกว่า ความยึดมั่นที่เป็นอุปาทาน มี กามุปาทาน (ความติดข้อง) ๑ ทิฏฐุปาทาน (ความเห็นผิด) ๑ สีลัพพตุปาทาน (ข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิด) ๑ อัตตวาทุปาทาน (ความยึดถือว่าเป็นตัวตน) ๑ ซึ่งเป็นความยึดมั่นด้วยกิเลส ทุกคนยังมีความยึดถือ ด้วยอำนาจของอกุศล แต่สามารถละอุปาทานได้หมดสิ้นเมื่อเป็นพระอรหันต์ด้วยการเจริญ อบรมปัญญา ฟังพระธรรม ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Jesse
วันที่ 24 มี.ค. 2555

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
วันที่ 24 มี.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่สามารถดับกิเลสใดๆ ได้เลย นั้น เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย กิเลสก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ เพราะได้สะสมมาอย่างมากมายและเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งเมื่อไม่ได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ กิเลสที่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่รู้และความเห็นผิด ก็ยิ่งจะมีมากขึ้น ทำให้มีการกระทำและยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ผิดๆ มากมาย คล้อยตามความไม่รู้และความเห็นผิดที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย และเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ เมื่อว่าโดยธรรมแล้ว ก็ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ มีแต่ธรรมเท่านั้น และจะเห็นได้ว่าบุคคลผู้มีความเห็นผิด ยึดมั่นในสิ่งที่ผิดนั้น มีทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในสมัยพุทธกาลเอง ผู้ที่มีความเห็นผิดก็มีมากมาย ไม่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง พอมาถึงยุคนี้สมัยนี้จึงไม่แปลกเลยที่บุคคลผู้มีความเห็นผิด ประพฤติปฏิบัติผิด มีมาก และหลากหลายตามความเห็นที่ผิด

หนทางที่จะเป็นไปเพื่อละคลายความเห็นผิดและความไม่รู้นั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากการได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกเท่านั้นจริงๆ กิเลสทั้งปวง ย่อมพ่ายแพ้ต่อปัญญา ครับ.

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
พิมพิชญา
วันที่ 25 มี.ค. 2555

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nong
วันที่ 25 มี.ค. 2555

กิเลสทั้งปวง ย่อมพ่ายแพ้ต่อปัญญา

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
วันที่ 25 มี.ค. 2555

เพราะความยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน และ ความเห็นผิด ทำให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ วนเวียนอยู่ในความทุกข์ ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้พ้นทุกข์ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เซจาน้อย
วันที่ 25 มี.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
รากไม้
วันที่ 25 มี.ค. 2555

สามารถละอุปาทานได้ หมดสิ้น เมื่อเป็นพระอรหันต์

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
orawan.c
วันที่ 26 มี.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ