อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม
จากข้อความ
ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ด้วยอำนาจของ วิปากปัจจัย
เรียนถามว่า อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิปาก หมายถึงอะไรครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ก่อนอื่น เข้าใจ คำแต่ละคำก่อนครับ
สังกิเลสิกะ คือ ธรรมอัน เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง
อสังกิเลสิกะ คือ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง
สังกิลิฏฐะ คือ ธรรมที่เศร้าหมอง
อสังกิลิฏฐะ คือ ธรรมที่ไม่เศร้าหมอง
ดังนั้นคำว่า อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม
จึงหมายถึง ธรรม อันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง และ เป็น ธรรมที่ไม่เศร้าหมอง อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิปาก จึงหมายถึง สามัญผล ๔ คือ ผลจิต ๔ ประการ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผลจิต ซึ่งเป็นวิบากจิต เป็นธรรมที่ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส และ ไม่เป็นที่ตั้งยึดถือด้วยอำนาจกิเลส คือ โลภะ เลย ซึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ที่เป็น เจตสิก เกิดขึ้นร่วมกัน พร้อมกัน กับ ผลจิต ๔ ในขณะนั้น ด้วยอำนาจวิปากปัจจัย คือ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับวิบากจิต (ขณะผลจิต ๔) เจตสิกนั้น เป็นผล เป็นปัจจยุบัน รวมถึง รูปก็เป็นผล คือ เป็นจิตตชรูปด้วย อันเป็นผล ของ วิบากจิต (สามัญผลจิต หรือ ผลจิต ๔) ที่เกิดขึ้นที่เป็นผลจิต ๔ อันเป็น อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิปาก คือ วิบากจิตครับ
ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนาครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเ้จ้าพระองค์นั้น
เป็นการศึกษาธรรม ไปทีละคำจริงๆ ทั้งหมดก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ในประเด็นคำถาม ได้กล่าวถึงวิปากปัจจัย ก็จะต้องเข้าใจด้วยว่า วิปากปัจจัย คืออะไร
วิปากปัจจัย หมายถึง สภาพเป็นที่อาศัยเป็นไปโดยความเป็นวิบาก ได้แก่ วิบากจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน และเป็นปัจจัยแก่จิตตชรูป (รูปที่เกิดจากจิต) ที่เกิดจากวิบากจิต [รวมทั้งปฏิสนธิกัมมชรูป (ในขณะปฏิสนธิ) ด้วย]
เมื่อกล่าวถึงปัจจัย แล้ว ก็ต้องมีผลที่เกิดจากปัจจัย นั้นด้วย อย่างเช่น เมื่อกล่าวถึง วิบากจิต ที่เป็นวิปากปัจจัย ก็ย่อมเป็นปัจจัยแก่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย และเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากวิบากจิต นั้น เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย และ รูปที่เกิดจากจิต จึงเป็นผลของวิปากปัจจัย คือ เป็นผลของวิบากจิต ถ้ากล่าวถึง เจตสิกที่เป็นวิปากปัจจัย ก็ย่อมเป็นปัจจัยแก่วิบากจิต และเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากวิบากเจตสิก นั้น วิบากจิต และ รูปที่เกิดจากวิบากเจตสิก จึงเป็นผลของวิปากปัจจัย คือ เป็นผลของวิบากเจตสิก นั้น
ดังนั้น จากคำถามที่ว่า ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย
เมื่อได้ทราบความหมายตั้งแต่ตั้น คือ อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ว่า หมายถึงธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง และ เป็นธรรมที่ไม่เศร้าหมอง ได้แก่ มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ และ พระนิพพาน แต่ในที่นี้ มุ่งหมายถึง เฉพาะขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบาก จึงได้เฉพาะเพียงผลจิต ดวงหนึ่งดวงใดในสี่ดวง (เป็นวิญญาณขันธ์) เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ คือ เป็นปัจจัยแก่ เจตสิกธรรมที่เกิดร่วมกับผลจิต นั้น ซึ่งได้แก่ เวทนา สัญญา และเจตสิกอื่นๆ ที่เป็นสังขารขันธ์ โดยวิปากปัจจัย เจตสิกธรรมที่เป็นขันธ์ ๓ คือ เวทนา สัญญา และเจตสิกอื่นๆ ที่เป็นสังขารขันธ์ที่เกิดร่วมกับผลจิตนั้น เป็นผลของวิปากปัจจัย (เป็นผลของผลจิต) ครับ
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

