Print 
ธรรมข้อคิด เพื่อชีวิตที่ดีงาม
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  31 ธ.ค. 2552
หมายเลข  14949
อ่าน  7,142

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระธรรม  เป็นเครื่องเตือนที่ดี  เป็นประโยชน์ทุกกาลสมัย  ไม่มีล้าสมัย  เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และจะเป็นประโยชน์เฉพาะสำหรับผู้เห็นประโยชน์และน้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามเท่านั้น  ข้อความที่จะได้อ่านต่อไปนี้  ประมวลจากการได้ฟังคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ซึ่งเป็นข้อคิดเตือนใจที่ดีเป็นอย่างยิ่ง "ทางเดินของชีวิต" ควรที่ทุกคนจะคิดถึงประโยชน์ของการเกิดมามีชีวิตเป็นมนุษย์ในขณะนี้  ทุกคนย่อมจะมีทางเดินของชีวิตซึ่งมี ๒ ทาง คือ  ทางหนึ่งเลือกที่จะหมุนเกลียวเข้าให้จมลึกลงในปลักของสังสารวัฏฏ์ต่อไป และ อีกทางหนึ่ง คือ  เลือกที่จะหมุนเกลียวออกจากสังสารวัฏฏ์ทีละเล็กทีละน้อย

     เพราะฉะนั้น  ธรรมต้องพิจารณาทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโลภะ  โทสะ โมหะ   โดยพิจารณาตนเองว่าการที่ยังมีความติดข้องยึดมั่นผูกพันในบุคคล  ควรที่จะคลายเกลียวออกหรือจะหมุนเกลียวให้แน่นเข้าไปอีก  เพราะว่าในภพหนึ่งชาติหนึ่งทุกคนต้องมีความผูกพันมีความยึดมั่นในบุคคลต่าง ๆ โดยฐานะต่าง ๆ  แต่ก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า  ควรที่จะคลาย หรือ ยึดมั่นให้มากขึ้น  หรือแม้แต่ในเรื่องของโทสะ   ความโกรธก็เช่นเดียวกัน  ถ้าท่านผู้ใดยังมีความโกรธในบุคคลใด  ขณะนั้นเป็นอกุศล  จะคลายเกลียวออก  คือ ละความโกรธและให้อภัย หรือว่าจะหมุนเกลียวของโทสะให้มากขึ้นแน่นขึ้นไปอีก  เป็นความจริงที่ว่าวันหนึ่ง ๆ หาเรื่องที่จะให้โกรธได้ไม่ยาก (เช่นเดียวกันกับการหาวัตถุที่จะเป็นที่พอใจก็ไม่ยากเช่นกัน) ได้ยินอะไรนิดๆ หน่อยๆ ความโกรธก็เกิดขึ้นได้  แต่ถ้าจะเป็นผู้พิจารณาหาเหตุผลว่า  ผู้พูดอาจจะพูดไปด้วยความไม่รู้ หรือ เป็นการได้ฟังมาเพียงผิวเผิน  หรือ ด้วยความเข้าใจผิด   ขณะนั้นจิตใจก็จะสบายมากทีเดียว  ไม่เดือดร้อน  หมดเรื่อง จบเรื่องทุกอย่าง  เพราะฉะนั้น  ทุก ๆ ขณะในชีวิตเป็นขณะที่จะได้พิจารณาถึงประโยชน์ของความเป็นผู้ตรง  ที่จะรู้ว่ากุศลทั้งหลาย  ย่อมเป็นประโยชน์กว่ากุศล

     ในขณะนี้มีโมหะ  คือ ขณะที่เห็น  ก็ไม่รู้สภาพความจริงของนามธรรมและรูปธรรมในขณะที่กำลังเห็นในขณะนี้เอง  หรือแม้ในขณะที่ได้ยินเดี๋ยวนี้ ไม่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม ในขณะที่ได้ยินและเสียงที่ปรากฏ  ขณะนี้จะคลายเกลียวจากโมหะ  โดยการอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรม  หรือว่าจะพอใจในการหมุนเกลียวของโมหะให้มากขึ้นอีก โดยละเลยการที่จะระลึกศึกษารู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

นี่คือเส้นทางของชีวิตที่ทุกคนจะพิจารณาเลือกเดินต่อไปทุกๆขณะ แม้ในขณะนี้เอง


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 19:55 น.

"ฤกษ์งาม  ยามดี  คือ เวลาที่ได้ทำความดี"

        ความตายเป็นสภาพธรรมที่ทุกคนที่เกิดมา ล้วนจะต้องประสบด้วยกันทั้งหมด ไม่มีเว้นแม้แต่คนเดียว (ทรัพย์สินเงินทองไม่สามารถที่จะซื้อให้ตัวเองไม่ต้องตายได้) และไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าจะมาถึงเมื่อใด  กาลเวลาย่อมผ่านไป ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะประมาทในเวลา และไม่ควรประมาทในอกุศล  เวลาในชาตินี้เหลือไม่มากนัก   
       ถ้าจะเป็นคนดีเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอันงาม  ก็ต้องรีบเป็นตั้งแต่บัดนี้  เริ่มได้ในขณะนี้  ไม่ควรที่จะไปรอ  ทำดีเวลาใด ก็ย่อมจะดีในเวลานั้น  เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า ต่อไปข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง  เช่น ในวันพรุ่งนี้ อาจจะเกิดมีความโลภมาก ๆ ติดข้องมาก ๆ อยากได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตน หรือ อาจจะโกรธอย่างรุนแรง  ถึงกับล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรม ก็เป็นได้   เพราะฉะนั้นแล้ว การมีโอกาสได้สะสมกุศลคุณงามความดีประการ ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือสะสมปัญญา ความเข้าใจถูก เห็นถูก โดยอาศัยการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรม เป็นปกติในชีวิตประจำวันนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลต่อการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี  เพราะความดีทั้งหลายเท่านั้น  ที่จะเป็นเครื่องต้านทานเป็นเครื่องยับยั้งในสิ่งที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นได้.  

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 19:55 น.

"อกุศลธรรม ไม่เป็นประโยชน์"

     อกุศลธรรม  เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี ไม่นำประโยชน์อะไรมาให้เลย  ให้ผลเป็นทุกข์ เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย อกุศลธรรมก็เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวัน  ทั้งโลภะ  ความติดข้อง ยินดีพอใจ หรือ โทสะ ความขุ่นเคืองใจ โกรธ ไม่พอใจ  เป็นต้น ล้วนเป็นอกุศลธรรมทั้งนั้น  ถ้าหากว่าเป็นผู้ประมาทมัวเมาในชีวิต  โดยที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  ไม่เจริญกุศลทุก ๆ ประการ  ย่อมจะไม่เห็นโทษของอกุศลที่เกิดขึ้น เมื่อไม่เห็นโทษของอกุศล  ก็จะไม่ขัดเกลาอกุศลให้เบาบางลง  เมื่อไม่ขัดเกลา  ก็นับวันจะมีแต่อกุศลเกิดมากขึ้น  สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ  ถ้ามีกำลังแรงกล้า ก็สามารถล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรมประการต่าง ๆ  เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอกุศลกรรมบถ  สิ่งที่ควรพิจารณา คือ ขณะที่กระทำทุจริตกรรมประการต่าง ๆ นั้น อบายภูมิ มีนรก เป็นต้น รออยู่ข้างหน้าแล้ว อกุศล จึงน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
 
     พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  จึงเป็นเครื่องเตือนให้ไม่ประมาทในชีวิต เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน  ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย  ควรอย่างยิ่งที่จะสะสมแต่สิ่งที่ดีงาม ไม่ควรจะปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์.

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 19:58 น.

"ความละอาย และ ความเกรงกลัวต่อบาป"

     หิริ (ความละอายต่ออกุศล) และ โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่ออกุศล) ต่างก็เป็นสภาพธรรมฝ่ายดีด้วยกันทั้งคู่  เกิดพร้อมกันทุกครั้ง  เป็นความละอาย และความเกรงกลัวต่ออกุศล  กลัวต่อผลของบาปอกุศลที่จะเกิดขึ้น  เพราะบาปอกุศลนำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนในภายหลัง  ขณะใดที่เว้นจากความชั่ว  บาป อกุศล ทุจริตทั้งปวง  แม้ว่าจะเล็กน้อยสักเพียงใด ขณะนั้นก็เป็นเพราะหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นสภาพที่รังเกียจ ละอาย กลัว และเกรงโทษของบาป เป็นสิ่งที่พอจะเห็นได้ว่าแม้ว่าทั้งหิริและโอตตัปปะจะเกิดร่วมกันก็จริง แต่ว่าขณะใดที่เกิดละเว้นอกุศลชนิดหนึ่งชนิดใด ขณะนั้นก็พอที่จะสังเกตสภาพของจิตได้ว่าในขณะนั้นจริง ๆ ละเว้นเพราะรังเกียจ หรือว่าละเว้นเพราะกลัว เกรงโทษเกรงภัยของอกุศล  ถ้าพิจารณาโดยละเอียด จะเห็นระดับของหิริโอตตัปปะว่ามีหลายขั้น  ขณะที่ละเว้นจากทุจริต ขณะนั้นก็เป็นหิริโอตตัปปะขั้นหนึ่ง  ระดับที่ละเว้นทุจริตกรรมเป็นหิริ โอตตัปปะขั้นหยาบขั้นหนึ่ง แต่ว่าขั้นละเอียดกว่านั้นอีก คือเห็นโทษของอกุศล คือ แม้ว่าจะไม่กระทำทุจริตกรรม แต่ก็ยังเห็นว่าอกุศลจิตที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ควรละอาย ควรรังเกียจ
 
     เพราะฉะนั้น  หิริโอตตัปปะของแต่ละบุคคล ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าในระดับไหน ในขั้นไหน ตามกำลังของปัญญา  สำหรับผู้ที่ไม่กระทำชั่ว  มีเหตุที่จะให้ละเว้นความชั่วซึ่งเป็นภายในเป็นสมุฏฐาน คือ มีตนเป็นใหญ่  ดังต่อไปนี้
     ประการที่ ๑  คือ ไม่ทำชั่ว เพราะนึกถึงชาติ คือ  การเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม  ย่อมเป็นผลของกุศลกรรม และรู้ได้ว่า บุญญกิริยาวัตถุ (การกระทำความดีประการต่าง ๆ) เป็นมนุษยธรรม เพราะฉะนั้น ขณะใดที่มีการระลึกถึงชาติ คือ การเกิดเป็นมนุษย์  ในขณะนั้นก็เป็นเหตุที่จะให้ละการกระทำทุจริต เพราะเห็นว่าการกระทำทุจริต การทำชั่ว  เป็นการกระทำที่ต่ำทราม  ไม่ใช่เป็นธรรมของมนุษย์ เมื่อระลึกได้อย่างนี้ ก็จะไม่ทำทุจริต ไม่ล่วงศีล  
     ประการที่ ๒ คือ ไม่กระทำชั่วเพราะระลึกถึงวัย  เห็นว่าการทำชั่วเป็นเรื่องของเด็กหรือว่าผู้เยาว์ คือ ผู้ที่ยังไม่สามารถมีสติปัญญาพิจารณาความถูก  ความควรได้โดยละเอียด  เพราะฉะนั้น  ถ้าเป็นผู้ที่พ้นจากวัยเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่รู้เรื่องที่ควร  ไม่ควรแล้ว ก็ควรจะเป็นผู้ที่ระลึกได้ว่า สิ่งใดไม่ควรจะกระทำ  ในขณะนั้นก็เว้นความชั่ว เพราะระลึกถึงวัย รู้ว่า สิ่งใดที่เหมาะ สิ่งใดที่ควรแล้ว ก็ไม่อาจที่จะทำสิ่งซึ่งเด็กที่เยาว์วัยกระทำได้เลย
     ประการที่ ๓ คือ  ไม่กระทำชั่วเพราะระลึกถึงความแกล้วกล้า เพราะเหตุว่า คนขลาดย่อมทำอกุศล แต่ว่าคนแกล้วกล้านี้ กล้าที่จะทำกุศลและไม่ทำอกุศล เพราะฉะนั้น ต้องเป็นคนกล้าหาญ ที่จะไม่ทำอกุศล  คนขลาดทำอกุศล เพราะเหตุว่ากลัวลำบากบ้าง กลัวยากจนบ้าง กลัวความทุกข์ต่าง ๆ บ้าง จึงเป็นเหตุให้กระทำทุจริต แต่คนกล้าหาญ แม้ว่าจะลำบาก แม้ว่าจะขัดสน แม้ว่าจะยากจน แต่ก็จะไม่ทำทุจริต คนแกล้วกล้านั้นกล้าละเว้นทุจริตได้ โดยไม่กลัวความลำบากต่าง ๆ
     ประการที่ ๔ คือ ไม่กระทำชั่ว เพราะเห็นว่า คนทำชั่วเป็นคนไม่ฉลาด  บุคคลใดก็ตามที่ทำชั่ว  บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ฉลาด ถ้าทุกคนคิดได้อย่างนี้ ระลึกได้อย่างนี้  ก็จะไม่มีการทำทุจริตกรรมใด ๆ เลย  ธรรม ๒ ประการนี้ คือ หิริ และ โอตตัปปะ จึงเป็นธรรมคุ้มครองโลก  เป็นเครื่องเกื้อกูลให้สัตว์โลกอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สงบร่มเย็น ปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันโดยประการทั้งปวง. ..ฯลฯ..  กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม  ที่อุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อประโยชน์ คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ศึกษาธรรมขออนุโมทนาคณะวิทยากร  และท่านผู้ศึกษาธรรมร่วมกัน(สหายธรรม)ทุก ๆ ท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
paderm
paderm
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 21:54 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 22:08 น.

 

 

 

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ที่อุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อประโยชน์ คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ศึกษาธรรม ขออนุโมทนาคณะวิทยากร  และท่านผู้ศึกษาธรรมร่วมกัน (สหายธรรม) ทุก ๆ ท่าน และขอขอบคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตคุณคำปั่นค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ประสาน
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 22:14 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 1 ม.ค. 2553 01:41 น.

กราบอนุโมทนา
ท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ 

ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม 
ที่อุทิศชีวิตทั้งชีวิต
เพื่อประโยชน์ คือ
ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ศึกษาธรรม

 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
พุทธรักษา
วันที่ 1 ม.ค. 2553 02:37 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paew_int
paew_int
วันที่ 1 ม.ค. 2553 07:25 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
bsomsuda
วันที่ 1 ม.ค. 2553 09:44 น.

***  การมีโอกาสได้สะสมกุศลคุณงามความดีประการ ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสะสมปัญญา  ความเข้าใจถูก เห็นถูก  โดยอาศัยการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวันนั้น  ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล ต่อการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

***   เห็นโทษของอกุศล คือ แม้ว่าจะไม่กระทำทุจริตกรรม แต่ก็ยังเห็นว่าอกุศลจิตที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ควรละอายควรรังเกียจ

*** คนแกล้วกล้านั้นกล้าละเว้นทุจริตได้ โดยไม่กลัวความลำบากต่าง ๆ

ขอขอบคุณและขออนุโมทนา  ถือเป็นถ้อยคำอันเป็นมงคลยิ่งค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 1 ม.ค. 2553 10:09 น.

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์  ยอดกัลยาณมิตรของผู้ใฝ่ศึกษาพระธรรม ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ อ.คำปั่น  เป็นของขวัญปีใหม่ที่ประเสริฐและมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
paew_int
paew_int
วันที่ 1 ม.ค. 2553 17:45 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
hadezz
วันที่ 2 ม.ค. 2553 07:34 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
petcharath
วันที่ 2 ม.ค. 2553 09:55 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 2 ม.ค. 2553 10:21 น.

บุคคลที่หาได้ยากในโลกคือ  
ผู้ที่แสดงธรรมะของพระพุทธเจ้า   

กราบอนุโมทนา
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
วิริยะ
วันที่ 2 ม.ค. 2553 11:16 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 2 ม.ค. 2553 15:46 น.

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
Pinyapachaya
วันที่ 3 ม.ค. 2553 09:15 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

กินใจมากค่ะ  "คนแกล้วกล้านั้นกล้าละเว้นทุจริตได้ โดยไม่กลัวความลำบากต่าง ๆ"

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
สุภาพร
วันที่ 5 ม.ค. 2553 09:44 น.

ขอกราบและอนุโมทนา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
pornpaon
วันที่ 6 ม.ค. 2553 20:00 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
Buppha
วันที่ 6 ม.ค. 2553 21:45 น.

 ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
ที่พึ่งที่ระลึก
วันที่ 9 ม.ค. 2553 18:17 น.

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และท่านอาจารย์วิทยากรทุกท่าน ที่แสดงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยความยากลำบากยิ่ง ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
ที่พึ่งที่ระลึก
วันที่ 9 ม.ค. 2553 18:24 น.

ขอขอบคุณ อ.คำปั่น เป็นอย่างยิ่งที่ได้นำ "ธรรมข้อคิด เพื่อชีวิตที่ดีงาม" มาให้ทุกท่านได้อ่านครับ ขออนุโมนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 24  
 
ที่พึ่งที่ระลึก
วันที่ 9 ม.ค. 2553 18:34 น.
ขออนุโมทนากับผู้เจริญ(ทำ)กุศลทุกประการและผู้ที่ศึกษาธรรมทุกท่านครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 25  
 
Nareopak
Nareopak
วันที่ 12 ม.ค. 2553 19:32 น.

อนุโมทนาในกุศลจิตของอาจารย์คำปัน  ที่ได้ (ขอใช้คำว่า) ถอดรหัสธรรม ออกมา  ให้อ่านเข้าใจได้โดยง่ายและจะน้อมนำมาเตือนสติในการดำเนินชีวิต (เท่าที่จะระลึกได้ค่ะ)

 
  ความคิดเห็นที่ 26  
 
WS202398
วันที่ 14 ม.ค. 2553 14:17 น.

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 27  
 
Supakij.k
วันที่ 15 ม.ค. 2553 17:00 น.

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดเห็นที่ 5, 7,15 และ 22  ครับขอกราบอนุโมทนาในกุศลจิตที่สูงส่งของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และ ขออนุโมทนาคณะวิทยากรทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 28  
 
Jans
Jans
วันที่ 17 ม.ค. 2553 19:07 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 29  
 
คุณ
วันที่ 13 พ.ค. 2553 13:46 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 30  
 
kampan
วันที่ 13 มิ.ย. 2553 20:11 น.

ความดีงาม.......เป็นเครื่องนำทางชีวิต

     ชีวิตเราไม่สามารถเลือกเกิดได้....เพราะเราเกิดมาแล้ว...แต่เมื่อได้เกิดมาแล้ว..จงหมั่นสร้างกรรมดี  สะสมกรรมดี  สะสมบารมีเอาไว้  ถึงแม้ไม่สมหวังในปัจจุบัน.. เพราะกรรมดียังไม่ส่งผล   แต่อย่าท้อ  อย่าเสียใจ  อย่าน้อยใจ  จงสร้างกรรมดีต่อไป  เพื่อความดีงามในอนาคตของตนเอง ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า.....เราสามารถเลือกเกิดได้  ดังคำภาษิตที่ว่า..."น้ำเน่ายังเป็นเงาจันทน์  ชีวิตมันจะไม่มีดีเชียวหรือ"

     ...ชีวิตคนเราแท้...จงค้นหาความดีของตนเอง..เช่นเราดีพอแล้วที่ได้เกิดเป็นมนุษย์และพบคำสอนพระพุทธศาสนา ยังสมบูรณ์อยู่ ..และยังมีโอกาสกว่าคนทั่วไป  ได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา...ฯ  จงพยายามต่อไปวันสดใส  และสมหวังอยู่เบื้องหน้าฯ

ขอเจริญธรรม

 
  ความคิดเห็นที่ 31  
 
pamali
วันที่ 26 พ.ย. 2553 08:52 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผ้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น กราบท่านอจ. ท่านวิทยากร

 
  ความคิดเห็นที่ 32  
 
ms.pimpaka
ms.pimpaka
วันที่ 29 เม.ย. 2558 15:41 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 33  
 
chatchai.k
วันที่ 4 ก.ค. 2558 16:08 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ