การสอนตนเมื่อเกิดปฏิฆะ [วิสุทธิมรรคแปล]
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  24 ส.ค. 2552
หมายเลข  13323
อ่าน  3,058

วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 158

[การสอนตนเมื่อเกิดปฏิฆะ] 

[นัยที่ ๑ ระลึกถึงโทษของความโกรธ]

   แต่ถ้าเมื่อเธอนำจิตเข้าไปในคนเป็นศัตรูกัน  ปฏิฆะเกิดขึ้นเพราะระลึกถึงความผิดที่เขาทำให้ไซร้  เมื่อเช่นนั้น  เธอพึงเข้าเมตตา  (ฌาน) ในบุคคลลำดับหน้า ๆ  (มีคนที่รักเป็นต้น)  ในบุคคลไร ๆ  ก็ได้บ่อยๆ ออกแล้วทำเมตตาถึงบุคคลนั้นร่ำไป  บรรเทาปฏิฆะให้ได้ถ้าแม้เมื่อเธอพยายามไปอย่างนั้น  มันก็ไม่ดับไซร้  ทีนี้ เธอพึงพยายามเพื่อละปฏิฆะ  โดยระลึกถึงพระพุทธโอวาททั้งหลาย  มีกกจูปมโอวาท  (พระโอวาทที่มีความอุปมาด้วย  เลื่อย)  เป็นต้น  บ่อย ๆ   เถิด๑ก็แลโยคาวจรภิกษุนั้นเมื่อจะสอนตน  พึงสอนด้วยอาการ  (ต่อไป)นี้แลว่า๒  "อะไรนี่เจ้าบุรุษขี้โกรธ  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มิใช่หรือว่า   (๑)  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้หากพวกโจรป่า ๓  จะพึง  (จับตัว)  ตัดองค์อวัยวะด้วยเลื่อยที่มีด้าม  ๒  ข้าง  แม้นผู้ใดยังใจให้คิดร้ายในพวกโจรนั้น  เพราะเหตุที่ใจร้ายนั้น  ผู้นั้นหาได้ชื่อว่าสาสนกร(ผู้ทำตามคำสอน)  ของเราไม่" ฯลฯ

[สอนตนนัยที่ ๒ ระลึกถึงความดีของเขา]

   เมื่อเธอเพียรพยายาม  (สอนตน)  อยู่อย่างนี้  ถ้าปฏิฆะนั้นระงับลงได้ไซร้  ระงับได้ดังนี้นั่นเป็นการดี  หากไม่ระงับ  ทีนี้ธรรมใดๆ ของบุคคลนั้น  เป็นส่วนที่เรียบร้อยหมดจด  ระลึกถึงเข้าจะนำมาซึ่งความเลื่อมใสได้  ก็พึงระลึกถึงธรรมนั้น ๆ   (ของเขา)  ขจัดความอาฆาตเสียให้ได้เถิด

[สอนตนนัยที่  ๓  โกรธคือทำทุกข์ให้ตนเอง]

   แต่ถ้าเมื่อพระโยคาวจรนั้นพยายามอยู่ถึงอย่างนั้น  ความอาฆาตก็ยังเกิดขึ้นอยู่นั่นไซร้  ทีนี้เธอพึงโอวาทตนดังนี้ว่า  "(๑)  ถ้าศัตรูทำทุกข์ให้แก่เจ้าใจสิ่งอันเป็นวิสัย(คือกาย)  ของตนไซร้  ไฉนเจ้าจึงปรารถนาจะทำทุกข์ไว้ในใจของตัว  ซึ่งมิใช่วิสัย (คือไม่ใช่กาย) ของเขาเล่า"


  ความคิดเห็น 1  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 24 ส.ค. 2552

[สอนตนนัยที่  ๔ - พิจารณากัมมัสสกตา]

   แต่ถ้าเมื่อเธอแม้สอนตนอยู่อย่างนี้  ปฏิฆะก็ยังไม่ระงับอยู่นั่นไซร้ทีนี้  เธอพึงพิจารณาให้เห็นความที่ตนและคนอื่น  มีกรรมเป็นของๆ ตนต่อไป  ใน  ๒  ฝ่ายนั้น  พึงพิจารณาฝ่ายตนก่อนดังนี้  "นี่แน่ะพ่อเอ๊ย  เจ้าโกรธเขาแล้ว  เจ้าจักทำอะไร  กรรมอันมีโทสะเป็นเหตุ นั่นมันจักเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียแก่ตัวเจ้าเองมิใช่หรือ  เพราะว่าเจ้าเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน  เป็นผู้รับมรดกของกรรม  เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่อาศัยไป  เจ้าจักทำกรรมใดไว้  เจ้าจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ฯลฯ

[สอนตนนัยที่  ๕ - พิจารณาถึงบุพจริยาของพระศาสดา]

   แต่ถ้าเมื่อพระโยคาวจรนั้น  แม้พิจารณากัมมัสสกตาอยู่อย่างนี้ปฏิฆะก็ยังไม่ระงับอยู่อีกไซร้  ทีนี้เธอพึงพิจารณาถึงพระคุณส่วนบุพจริยาของพระศาสดา ๑ (ต่อไป)  (ต่อไป)  นี้เป็นนัยแห่งการพิจารณาในบุพจริยคุณของพระศาสดานั้น (คือสอนตน)  ว่า  "นี่แน่ะพ่อนักบวช  พระศาสดาของเจ้าในกาลก่อนแก่สัมโพธิสมัย  แม้เป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้  ทรงบำเพ็ญพระบารมีอยู่ตลอด  ๔  อสงไขยกับแสนกัป  ก็มิได้ทรงยังพระจิตให้  (คิด)  ประทุษร้ายในบุคคลทั้งหลายผู้เป็นศัตรู  แม้  (ถึงกับ)  เป็นผู้ปลงพระชนม์เอาในชาตินั้น ๆ   มิใช่หรือ  ข้อนี้มีเรื่องอย่างไรบ้าง  ฯลฯ

[สอนตนนัยที่  ๖ - พิจารณาถึงความที่เคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ]

   แต่ถ้าเมื่อเธอแม้พิจารณาถึงพระคุณ  อันเป็นส่วนบุพจริยาของพระศาสดาดังกล่าวมานี้อยู่  ปฏิฆะของเธอผุ้ตกเป็นทาสของกิเลสทั้งหลายมาช้านานนั้น  ก็ยังไม่ระงับอยู่นั่นไซร้  ทีนี้เธอพึงพิจารณาถึงบทพระสูตรทั้งหลาย  ที่มีความเนื่องด้วยศัพท์อนมตัคคะ  (สงสารที่ไม่ปรากฏต้นปลาย)  ก็ในสุตตบทเหล่านั้น  สุตตบท  (ต่อไป)  นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  "ดุกรภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ผู้ที่ไม่เคยเป็นมารดาไม่เคยเป็นบิดา  ไม่เคยเป็นพี่น้องชาย  ไม่เคยเป็นพี่น้องหญิง  ไม่เคยเป็นบุตร  ไม่เคยเป็นธิดา  (ของเรา)  มิใช่หาได้ง่าย"  ดังนี้ ฯลฯ

[สอนตนนัยที่  ๗ - พิจารณาอานิสงส์เมตตา]

   แต่ถ้าแม้อย่างนี้  เธอก็ยังไม่อาจดับจิต  (ร้าย)  ลงได้ไซร้  ทีนี้เธอพึงพิจารณาถึงอานิสงส์เมตตา  (ต่อไป)  อย่างนี้ว่า  "นี่แน่ะพ่อบรรพชิต  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มิใช่หรือว่า  'ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อเจโตวิมุติ  คือ  เมตตา  ภิกษุเสพโดยเอื้อเฟื้อ  เจริญทำให้มาก  ทำให้เป็นดุจยาน  ทำให้เป็นดุจวัตถุ*  ก่อตั้งสั่งสมทำให้สำเร็จอย่างดีแล้วอานิสงส์  ๑๑  เป็นหวังได้  อานิสงส์  ๑๑  คืออะไรบ้าง  อานิสงส์  ๑๑ คือผู้เจริญเมตตา  ย่อม หลับเป็นสุขตื่นเป็นสุขไม่ฝันร้ายเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลายเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลายเทวดารักษาไฟก็ดี  พิษก็ดี  ศัสตราก็ดี  ไม่แผ้วพานเขาจิตตั้งมั่นเร็วสีหน้าผ่องใสไม่หลงทำกาลกิริยาเมื่อยังไม่บรรลุคุณอันยิ่งกว่า  ย่อมเข้าถึงพรหมโลก"

 
  ความคิดเห็น 2  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 24 ส.ค. 2552

[สอนตนนัยที่  ๘ - ใช้วิธีแยกธาตุ]

   แต่พระโยคาวจรผู้ไม่อาจยังจิต  (ร้าย)  ให้ดับไป  แม้โดยอุบายอย่างนี้  พึงทำธาตุวินิพโภค  (แยกธาตุ)  ต่อไป  ถามว่า  ทำอย่างไรแก้ว่า  พึงสอนตนโดยวิธีแยกอย่างนี้ว่า  'นี่แน่ะพ่อบรรพชิต  ก็ตัวเจ้าเมื่อโกรธบุคคลนั้น  โกรธอะไร  โกรธผมหรือ  หรือว่า  โกรธขน ฯลฯ

[วิธีสุดท้าย - ทำทานสังวิภาค]

   แต่พระโยคาวจรผู้ไม่อาจทำธาตุวินิพโภค  ก็พึงทำทานสังวิภาค(การให้และการแบ่ง)  เถิด  (คือ)  พึงให้ของๆ ตนแก่ปรปักษ์  รับของๆ ปรปักษ์มาเพื่อตน  แต่ถ้าปรปักษ์เป็นภินนาชีวะ  (มีอาชีวะแตก  คือไม่บริสุทธิ์)  มีบริขารไม่เป็นของควรแก่การบริโภคไซร้  ก็พึงให้แต่ของ ๆ   ตน  (ไปฝ่ายเดียว  อย่ารับของ ๆ   เขาเลย)  เมื่อเธอทำอันชื่อว่าการให้นี่  มีอานุภาพมากอย่างนี้  สมคำ(โบราณ)  ว่า การให้  ปราบคนที่ใคร ๆ   ปราบไม่ได้  (ก็ได้)การให้  ยังสิ่งประสงค์ทั้งปวงให้สำเร็จ  (ก็ได้)  ด้วยการให้กับการเจรจาไพเราะ  (ประกอบกันทำให้)คนทั้งหลายเงยก็มี  ก้มก็มี

 
  ความคิดเห็น 3  
 
suwit02
วันที่ 24 ส.ค. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
วิริยะ
วันที่ 10 ต.ค. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
chaweewanksyt
chaweewanksyt
วันที่ 22 ก.พ. 2555

สาธุ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ