Print 
อัปปมัญญาเจตสิก
 
บ้านธัมมะ
วันที่  28 พ.ย. 2551
หมายเลข  10543
อ่าน  4,820

     อปฺปมญฺญา (ไม่มีประมาณ) + เจตสิก (สภาพที่เกิดกับจิต) เจตสิกที่ไม่มีประมาณ หมายถึง โสภณเจตสิก ๒ ดวง คือ กรุณา ๑  มุทิตา ๑  กรุณาเจตสิก เป็นสภาพที่สงสารหรือทนไม่ได้ เมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์  มุทิตาเจตสิก เป็นสภาพที่ยินดีปลาบปลื้มเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข เจตสิก ๒ ดวงนี้ เกิดได้กับจิต ๒๘ ดวง ได้แก่ มหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ รูปาวจรกุศลจิต ๔ รูปาวจรวิบากจิต ๔ รูปาวจรกิริยาจิต ๔ 

     อัปปมัญญา มี ๔ คือ เมตตา ๑ กรุณา ๑ มุทิตา ๑  อุเบกขา ๑ หมายถึง ธรรมที่ไม่มีประมาณ คือ สามารถเจริญได้ในบุคคลและสัตว์ทั้งปวงได้โดยไม่มีประมาณ คือ สามารถเจริญได้ในบุคคล และสัตว์ทั้งปวงได้โดยไม่มีโทษใด ๆ และเมื่ออัปปมัญญา ๔ (หรือพรหมวิหาร ๔) เป็นสภาพที่มีกำลังจนถึงอัปปนา คือ เป็นฌานจิต ก็สามารถแผ่ไปในสรรพสัตว์ทั้งปวงตลอดโลกทั้งปวง โดยไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ
     อัปปมัญญาเจตสิก  มี ๒ เพราะสภาพธรรมของเมตตา ก็คือ อโทส-เจตสิก และสภาพธรรมของอุเบกขา ก็คือ ตัดตรมัชฌัตตตาเจตสิก ถ้าแสดงว่าอัปปมัญญาเจตสิกมี ๔ ชื่อของเจตสิกก็ต้องเกิน ๕๒ และสภาพธรรมก็ซ้ำกันด้วย


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 30 พ.ย. 2551

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     สภาพธรรมที่เป็นจิตเกิดดับ สลับกันอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งกระผมขออนุญาตยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ในฝ่ายของอกุศล เช่น ขณะนี้กำลังเห็น เห็นแล้วก็คิดนึกเป็นเรื่องราวต่างๆอย่างรวดเร็ว และ เกิด อกุศลจิต ที่เป็นโลภะ ติดข้อง แม้ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรได้อย่างรวดเร็ว และ ก็เกิดอกุศลที่เป็นโลภะ พอใจ ในติดข้อง ในสมมติบัญญัติอย่างรวดเร็วมากๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า กิเลสเกิดแล้ว นี่กำลัแสดงให้เห็นว่า อกุศลเกิดได้อย่างรวดเร็วมากๆ โดยไม่รู้ตัวเลย ซึ่งเป็นเพราะ การสะสมการเกิดอกุศลจิตมามากมาย นับชาติไม่ถ้วน จนชำนาญอย่างมาก เพียง เห็น ไดยิน ก็เกิดอกุศลจิตอย่างรวดเร็วในชีวิตประจำวัน และ ไม่รู้เลยว่าเกิดอกุศลจิต

     ส่วนในทางฝ่ายกุศลธรรม ที่เป็นการเจริญสติปํฏฐาน ซึ่ง ดูเหมือนว่ายากมากๆที่จะมีสติเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ ในขณะที่กำลังเกิด ที่จะรู้ทัน ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา เพราะขณะนี้ ก็เห็น ได้ยิน เป็นสมมติบัญญัติไปหมดสิ้นแล้ว แต่ก็โดยนัยเดียวกันกับฝ่ายอกุศล ฝ่ายกุศลที่เป็น สติปัฏฐานก็จะต้องมีการสะสม อบรมปัญญา ค่อยๆเกิดสติ ที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมในแต่ละชาติ แต่ละขณะ ที่เพียงเล้กน้อย เป็นล้านๆๆๆชาติ นับชาติไม่ถ้วน เพื่อที่จะถึงความชำนาญที่จะเกิดสติปัฏฐานระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เราเช่นกัน ซึ่ง อริยสาวก ที่ได้ฟังธรรมในสมับพุทธกาล และบรรลุธรรม ก็เพราะมีการสะสมการเจริญสติปัฏฐาน สะสมการเจริญอบรมปัญญามามากมายแล้ว นับชาติไม่ถ้วน ไม่ใช่ว่า ยังไมได้อบรมมา และ จะมาเกิดการบรรลุ เป็นไปไม่ได้ เพราะ จิต เจตสิกเป็นเรื่องของการสะสมเป็นสำคัญ ดังนั้น ขณะที่ท่านฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ขณะนั้น ก็มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ คือ เห็น ได้ยินคิดนึก เป็นต้น ที่เป็นลักษณะของจิต เจตสิกที่กำลังเกิดขึ้น และ มีรูปที่กำลังปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วย ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีสภาพธรรมที่มีจริงกำลังปรากฎให้รู้ ในชีวิตประจำวัน ปกติ ก็เกิดอกุศล คือ โลภะ โทสะ หลังจาก เห็น ได้ยินแล้วใช่ไหม ครับ แต่ขณะที่ท่านฟังธรรม ปัญญา และ สติก็เกิดทนโลภะนั่นเอง เช่น ขณะที่คิดนึก ในเรื่องของพระธรรม อะไรมีจริง ตัวคิดนึก ที่เป็นจิตคิด จิตมีจริง สติปัฏฐานที่เป็นกุศลประกอบด้วยปัญญาก็เกิดต่อ ระลึกรู้ตัวจิตที่คิดนึกว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ในขณะนั้นก็ได้ครับ เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และ เป็นอนัตตาของ จิตคิด ถึงการประจักษ์แจ้งบรรลุธรรมได้ในขณะนั้น ครับ นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญญาสามารถเกิดแทรก แทนอกุศลได้ถ้าสะสมมาอย่างยาวนาน หรือ แม้ขณะที่เพียงได้ยินเสียง เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ก็มีวิถีจิตเกิดดับสลับกันอย่างมากมาย ทั้งเห็น ได้ยิน มี เสียง สี ปรากฎ มี จิตเกิดประเภทต่างๆ สติและปัญญา ที่เป็นสติปัฏฐานเกิดพร้อมเมื่อไหร่ สติและปัญญาก็เกิดระลึกรู้ลักษณะของของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนั้นได้ ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เราในขณะนั้น ครับ ถึงการประจักษ์สภาพธรรม แม้ในขณะที่กำลังฟังธรรม  ครับ

     นี่คือ การรู้ลักษณะของสภาพธรรมทีเป็นการเจริญสติปัฐานในชีวิตประจำวัน ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ