ปกิณณกธรรม ตอนที่ 172
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๒
สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. ๒๕๓๙
ท่านอาจารย์ นี่แสดงให้เห็นถึงความติดข้องในรูปขันธ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของความยึดมั่น เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นถึงว่า เราเกิดในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ทุกคนหนีไม่พ้นความติดข้องในรูป แต่ว่าสามารถจะทราบความจริงๆ ได้ ว่าแท้ที่จริงรูปเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏ แต่ความติดข้อง กิเลส ทั้งๆ ที่รู้ ก็ยังมีความต้องการในสิ่งที่ปรากฏ นี่คือผู้ที่ตรง
เพราะฉะนั้น การอบรมเจริญปัญญานี่ต้องของจริง ตามปกติ แล้วแต่ว่าขณะนั้นมีสภาพธรรมใดปรากฏ ก็ระลึกรู้ได้ นี่ก็รูปขันธ์ ทุกรูป ที่ใช้คำว่าขันธ์ เพราะเหตุว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จำแนกเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างนี้ก็ยังติด
นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ทำอย่างไรปัญญาของเราถึงจะพ้น หรือว่าค่อยๆ คลายความติดข้องในสิ่งที่นำความทุกข์มาให้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า ติดเท่าไรก็เป็นทุกข์เท่านั้น แต่ก็ยังติด เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า กว่าปัญญาจะรู้ความจริงทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถจะประจักษ์สภาพธรรมว่าเป็นธรรม
เวลานี้ เพราะเหตุว่าเราคิดว่าธรรมเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราจึงมีความต้องการ แต่ว่าถ้ารู้ว่าเป็นเพียงธรรม ปรากฏแล้วก็ดับไปหมด แต่ละทางๆ ก็จะทำให้เราคลายการยึดมั่นในวัตถุสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง ไม่เกิดไม่ดับ เพราะเหตุว่าสามารถประจักษ์การเกิดดับได้
นี่ก็เพียงรูปขันธ์ แต่ว่าอย่าลืมว่า ต่อจากรูปขันธ์ที่เราอยากได้มานี้เพื่ออะไร เพื่อความรู้สึกคือเวทนาเจตสิก ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย ต้องการให้เกิดความรู้สึกที่พอใจเป็นสุขในอารมณ์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรูปทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้น สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย
พอลืมตาตื่นขึ้นมา ก็จะรับประทานอะไรอร่อยๆ จะไปไหน จะฟังอะไร ก็แสดงให้เห็นว่าเพื่อเวทนาเจตสิก เพราะว่าจิตไม่รู้สึกอะไรเลย ให้ทราบว่าขณะใดที่เป็นความรู้สึก ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง เป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่รู้รสของอารมณ์ ที่จะทำให้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ แม้ว่าจิตจะเห็นก็จริง แต่ไม่รู้สึกอะไร เพียงเห็น แต่ว่าสภาพที่เป็นความรู้สึก เป็นเวทนาเจตสิก
เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถที่จะรู้ได้ ว่าในบรรดาจิต เจตสิก รูปทั้งหมด แยกเป็นขันธ์ ๕ ตามความติดข้อง สำหรับคนซึ่งเห็นยาก ก็ต้องค่อยๆ พูดไป บอกไป แสดงไปให้ระลึกขึ้นมาได้ ว่าขณะไหนเป็นสภาพธรรมชนิดไหน แต่ว่าเราใช้คำบัญญัติว่าจิตบ้าง เจตสิกบ้าง รูปบ้าง แต่จริงๆ แล้วก็ต้องเป็นปรมัตถธรรม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเรียกอะไรหรือไม่เรียกอะไรก็ตาม ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมนั้นได้
ผู้ฟัง เราคงจะเข้าใจความหมายคำว่าวิจิกิจฉาดีขึ้น ข้อสงสัยที่เรากำลังพูดถึงนี้ ที่อาจารย์กำลังอธิบายนี้ ถือว่าเป็นความหมายอยู่ในวิจิกิจฉาหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ให้รู้ขันธ์ครบ ๕ แล้วก็ยังไม่หมด ก็ต้องแสดงต่อไปอีกถึงธาตุ ถึงอายตนะ ถึงทุกอย่างครบถ้วนในพระไตรปิฎก
ผู้ฟัง แล้วยังต้องรู้ว่า สภาวะที่ไม่ใช่ตัวตนอีก
ท่านอาจารย์ นี่แสดงให้เห็นว่า เราต้องศึกษามาก ต้องเป็นพหูสูต ใครก็ตามที่คิดว่าไม่เป็นผู้ฟัง แล้วก็สามารถที่จะละกิเลสได้ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าฟังแค่นี้ยังละกิเลสไม่ได้ ก็ยังต้องฟังต่อไปอีก ฟังเรื่องนี้ยังไม่เข้าใจ ก็ต้องฟังต่อไปอีก จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง เรื่องปรมัตถธรรม นามธรรม รูปธรรม แล้วก็ขันธ์ ๕ ซึ่งในวิจิกิจฉา ๘ อย่าง ก็มีอยู่ ๓ อย่างที่เป็นความเคลือบแคลงสงสัยในขันธ์ที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต และที่เป็นทั้งอดีต และอนาคต
กิจ หน้าที่ของวิจิกิจฉา มีความหวั่นไหวในอารมณ์เป็นกิจ หน้าที่ คือ เมื่อจิตที่สัมปยุตต์ด้วยวิจิกิจฉาเจตสิก รับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำไมจึงหวั่นไหว ทั้งๆ ที่จิตแต่ละขณะก็รับอารมณ์ทีละอย่าง
อ. สมพร กิจของวิจิกิจฉา ก็อย่างที่กล่าว เพราะว่าอารมณ์ทีตัดสินว่า เป็นอย่างนั้นๆ ไม่มี เพราะว่าคล้ายๆ เหมือน ๒ อารมณ์ปรากฏกับจิต คล้ายๆ ว่าอย่างนี้อย่างหนึ่ง อย่างนี้ก็อย่างหนึ่ง ไม่รู้ทางไหนกันแน่ คล้ายๆ ว่ามี ๒ อย่างปรากฏพร้อมกันในขณะนั้น อารมณ์ของวิจิกิจฉาเป็นเช่นนั้น จิตจึงไม่มั่นคง มีความหวั่นไหว
ผู้ฟัง หวั่นไหวนี่น่าสงสัย เป็นไปได้ไหมว่า ขณะที่เจริญสติปัฏฐาน ในขณะนั้น ขณะที่สติเกิด แล้วก็มีความลิงโลดใจเกิดขึ้นว่า สิ่งเหล่านี้แหละเป็นสภาพธรรมที่เราอยากรู้ อะไรอย่างนั้น สติก็ดับสูญไป โลภะเข้ามาแทนที่ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ที่ว่าหวั่นไหว
ท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นเรื่องจริง จะต้องมีกุศลจิตกับอกุศลจิตเกิดสลับกัน แม้แต่ขณะที่สติเกิดสั้นนิดเดียว แล้วตัวตนก็ดีใจ ให้ทราบว่าที่กำลังดีใจ ตัวตนดีใจ เราก็เริ่มจะเห็นโลภะ คืออริยสัจจธรรม ต้องเห็นครบทั้ง ๔ ถึงจะเป็นการรู้แจ้งจริงๆ ไม่ใช่เห็นแต่ทุกข์อย่างเดียว
แต่ต้องรู้ด้วยว่าขณะใดที่เป็นสติที่เกิด ขณะใดที่หลงลืมสติ แล้วจะรู้ได้เลยว่าขณะที่สติเกิดน้อยมาก เพราะเหตุว่าความเป็นตัวตนจะแทรกเข้ามาเลย อย่างดีใจ ดีใจอยู่นาน แล้วก็ยังคิดจะปล่อยอีก คือเป็นเรื่องของความคิดที่ติดตาม แต่ให้ทราบว่า ถ้าเป็นการรู้ลักษณะของปรมัตถธรรมจริงๆ ขณะนั้นจะยิ่งเห็นว่า ขณะที่สติเกิด เป็นการที่จะค่อยๆ รู้ลักษณะของนามธรรมขณะนั้น หรือลักษณะของรูปธรรมที่กำลังปรากฏ นี่คือจุดประสงค์ แต่ว่านอกจากนั้นสติจะดับไป หรือจะมีอะไรปรากฏหรือจะเป็นความยินดีก็ตามแต่ ถ้าเป็นสติที่มีกำลัง ก็สามารถที่จะระลึกได้ในขณะนั้นต่อไป ว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมชนิดหนึ่ง
เพราะฉะนั้นการอบรมเจริญปัญญา จะเห็นได้ว่าเป็นจิรกาลภาวนา เพราะว่าเรื่องที่สติจะต้องรู้ จะต้องระลึก แล้วปัญญาต้องรู้ทั่วขนาดไหน ถ้าไม่ทั่วจริงๆ ไม่มีทางเลยเพราะเหตุว่าตัวตนจะเข้ามาตลอด
ผู้ฟัง จะติดในทางใดทางหนึ่งถ้าเราไม่รู้ทั่ว ใช่ไหม ติดในรูปธรรมนามธรรมอยู่ตรงไหน เราอาจจะรู้ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่พอทางตา เราก็แยกไม่ออกเสียทีว่า รูปธรรมนามธรรมเป็นอย่างไร แล้วก็ทำให้เมื่อ วิจิกิจฉาเกิดขึ้น ก็เรียกว่าเป็นอกุศลหรือเปล่าก็ไม่ทราบในขณะนั้น หมายความว่า เกิดการตรึก การพินิจพิจารณา แล้วก็เป็นตัวเป็นตนเกิดขึ้นในขณะนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัจจัตตัง ใช่ไหม รู้เฉพาะตน เพราะเหตุว่าสติสัมปชัญญะของใครเกิดเมื่อไหร่ ก็สามารถที่จะรู้ความละเอียดของนามธรรมและรูปธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนั้นได้ แม้โดยขั้นหยาบก่อน คือเห็นว่าสภาพธรรม มีสติแล้วก็หลงลืมสตินาน แล้วระหว่างหลงลืมสติก็มีอะไรตั้งหลายอย่าง แต่ว่ามีความเป็นตัวตนคิดถึงสิ่งที่กำลังมี ไม่ใช่เป็นสติที่ระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถ์
ผู้ฟัง อีกประการหนึ่งของวิจิกิจฉา คือ อาการปรากฏหรือผลของวิจิกิจฉา ก็มีความตัดสินใจในอารมณ์ไม่ได้
ผู้ฟัง เมื่อมีความสงสัยเกิดขึ้น ก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้ คือคำว่าตัดสินใจไม่ได้ คิดว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น เมื่อมีสภาวธรรมที่เขากำลังเพียรภาวนาอยู่ ซึ่งยังไม่รู้ชัดในขณะนั้น
ผู้ฟัง ให้ใช้คำว่าสงสัยคำเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ที่เป็นความหวั่นไหว หรือว่าเป็นอาการปรากฏที่ตัดสินใจไม่ได้ ขอให้ใช้คำว่าสงสัยคำเดียวพอ
ทีนี้ก็ไปลักษณะประการที่ ๔ ที่เป็นเหตุใกล้ให้เกิด ก็มีอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุใกล้ อันนี้ถ้าจะใช้คำว่าสงสัยอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะพูดถึงเหตุใกล้ อะไรเป็นเหตุใกล้ อโยนิโสมนสิการ
ข้อความบางตอนใน คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี อรรถกถาพระวิภังคปกรณ์แปล ได้แสดงไว้ว่า วิจิกิจฉาเกิดขึ้นด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสงสัย วิจิกิจฉานั่นเองชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย เพราะความเป็นเหตุแห่งความสงสัยบ่อยๆ เมื่อให้อโยนิโสมนสิการในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยนั้นเป็นไปให้มาก วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมีอยู่ การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อความไพบูลย์ยิ่งขึ้นของวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้
ข้อความที่ว่า การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะคำว่าการทำ คือคำว่าอโยนิโสมนสิการ จะต้องทำอีกหรือเปล่า ขอความกระจ่าง
ท่านอาจารย์ เมื่อฟังคุณกฤษณากล่าวมาทั้งหมด ข้อความใน สัมโมหวิโนทนี น่ากลัว คือว่าชวนกันสงสัยก็ยิ่งต้องเพิ่มความสงสัย ลองทบทวนเหตุที่จะให้เกิดวิจิกิจฉา
ผู้ฟัง วิจิกิจฉาเกิดขึ้นด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลาย
ท่านอาจารย์ ธรรมทั้งหลายมี ถ้าเราจะศึกษาในเหตุในผลด้วยดีแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะไม่ทำให้เราสงสัย แต่คนที่ช่างสงสัย ชวนสงสัย แทนที่จะศึกษาด้วยดีในเหตุในผล ก็ไปสงสัยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วก็ชวนกันสงสัยต่อไปตลอดเลย นี่ก็เป็นเหตุที่จะให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นอโยนิโสมนสิการ ก็ไม่ต้องทำ ถ้าชวนกันสงสัยก็เป็นอโยนิโสมนสิการ
ท่านอาจารย์ ไม่มีการทำ
ผู้ฟัง ไม่มีการทำ แต่ในนี้ใช้คำว่าการทำให้มาก
ท่านอาจารย์ แต่ไม่ใช่เราทำ
ผู้ฟัง ในเรื่องของอุทธัจจะนั้น ในสภาพธรรมแล้ว ที่ว่ามีความสำคัญมากนี้ แม้กระทั่งโลภะเอง ก็อาศัยอุทธัจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่จะเข้าไปสังเกตในโลภะก็ได้ หรือว่าโทสะก็ได้ ความสำคัญอันนี้เกิดขึ้นอย่างไร เพราะว่าโดยทั่วๆ ไปแล้วเรารู้ยากจริงๆ
เพราะว่าเราได้คุยกันมาแล้วว่า ไม่รู้จริงๆ ว่า สภาพที่เราเห็น หรือได้ยิน หรือคิดนึกอะไรก็แล้วแต่ เราก็ฟุ้งไปตามความรู้สึกต่างๆ ที่เราเกิดความรู้สึกอยากจะคิดขึ้นมา ก็คิดกันไป บางครั้งอยากจะบ่นเพ้อรำพัน เราก็บ่นเพ้อรำพันไป หรือว่าอยากจะคิดปรุงแต่งวางแผนอะไรก็วางแผนไป โดยที่เราไม่รู้ว่า ลักษณะนั้นเป็นอุทธัจจะ เป็นโมหะ อุทธัจจะ อยากให้ขยายความให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ปนกันระหว่างอุทธัจจเจตสิก กับ โมหมูลจิต อุทธัจจสัมปยุตตจิต เพราะเหตุว่าถ้าเป็นอุทธัจจเจตสิก เป็นอกุศลเจตสิกประเภทที่สาธารณะกับอกุศลจิตทุกประเภท ต้องทราบว่า อกุศลเจตสิกมีทั้งหมด ๑๔ ชนิด
สำหรับอกุศลเจตสิก ๔ ประเภท หรือ ๔ ดวง ได้แก่ โมหะ อหิริกกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ เป็นอกุศลเจตสิกที่ต้องเกิดกับอกุศลจิตทุกดวง นี่คือ อุทธัจจเจตสิก
แต่ที่กล่าวถึงเมื่อกี้นี้ หมายความถึงโมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตตจิต หรือว่าหมายความถึงอุทธัจจเจตสิก
ผู้ฟัง หมายความถึงโมหะที่สัมปยุตต์ด้วยอุทธัจจะ
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วต้องทราบเวลาที่อกุศลจิตเกิด เมื่อไม่ปราศจากอกุศลจิต ๔ ดวงนี้แล้ว ก็ยังแล้วแต่ว่าขณะนั้นมีอกุศลเจตสิกประเภทใดเกิดร่วมด้วย ถ้ามีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย ลักษณะของอุทธัจจะจะปรากฏยาก
อย่างเวลาที่เราเกิดความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความติดข้องมีความพอใจ ลักษณะของความติดข้องต้องการซึ่งเป็นโลภะ จะเห็นชัดกว่าลักษณะของอุทธัจจเจตสิก หรือโมหเจตสิก หรืออหิริกเจตสิก หรืออโนตตัปปเจตสิก แต่ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่กาล เพราะเหตุว่าบางกาล ลักษณะของอหิริกะก็อาจจะมาก แต่ว่าต้องเป็นผู้ที่ระลึกได้ตามความเป็นจริง จึงจะรู้ว่า ลักษณะของอกุศลขณะนั้น ลักษณะของอกุศลประเภทใดปรากฏ
อย่างเวลาที่กำลังตื่นขึ้นมา แล้วก็คิดโครงการต่างๆ พวกนี้ จะกล่าวว่าลักษณะของอุทธัจจะปรากฏก็ยาก เพราะเหตุว่าคิดด้วยโลภะ ด้วยความต้องการ เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่แม้ลักษณะของโลภะก็ยังไม่ปรากฏ เพราะว่ามีความเป็นตัวตน
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่มีปกติเจริญสติปัฏฐานแล้ว จะรู้จักสภาพธรรมโดยชื่อ แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้ได้จริงๆ เพราะว่าเวลาที่อกุศลเจตสิกเกิดรวมกัน แล้วอันไหนจะปรากฏ เวลาที่สติระลึก ก็จะระลึกเพียงลักษณะเดียว ไม่ใช่ว่าไปรู้ทั้งอุทธัจจะด้วย หรืออหิริกะด้วย หรืออโนตตัปปะด้วย โลภะด้วยในขณะเดียวกัน แล้วแต่สติ
ผู้ฟัง สติจะต้องระลึกแต่ละอย่างไปเลย เกิดรวมกันไม่ได้ใช่ใหม
ท่านอาจารย์ เกิดรวมกัน แต่เวลาที่สติระลึก จะระลึกลักษณะสภาพธรรมทีละอย่าง
ผู้ฟัง อันนี้ ไม่ทราบว่าท่านผู้ใดระลึกได้บ้าง
ท่านอาจารย์ เวลานี้ สีทางตากำลังปรากฏ แล้วก็จักขุวิญญาณ ไม่ได้เกิดเฉพาะจิต มีผัสสเจตสิก มีเจตนาเจตสิก มีเวทนาเจตสิก มีสัญญาเจตสิก แล้วใครรู้เจตสิกอะไร ทั้งๆ ที่กำลังเห็น ไม่ใช่มีแต่จิตแต่ว่ามีขันธ์ นามขันธ์ ๔ ทั้ง ๔ ขันธ์ เวทนาก็มี กำลังเห็น สัญญาก็มี เจตนาก็มี เอกัคคตา ชีวิตตินทรีย์ มนสิการ มีเจตสิก ๗ ดวง เกิดร่วมกับจักขุวิญญาณ
แต่เวลาที่มีการระลึกได้ จะรู้ในสภาพรู้ ซึ่งเป็นธาตุรู้ ซึ่งเป็นจิต ไม่ใช่ผัสสเจตสิก ไม่ใช่เวทนาเจตสิก ไม่ใช่สัญญาเจตสิก เพราะฉะนั้นเวลาที่สติเกิด ก็จะรู้ทีละอย่าง
เพราะฉะนั้นเวลาที่อกุศลจิตเกิด แล้วก็มีโลภะ มีอหิริกะ มีอโนตตัปปะ มีอุทธัจจะ แล้วก็จะไปรู้อุทธัจจะ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องแยกว่าอกุศลจิตประเภทไหน ที่พอจะระลึกได้ รู้ได้ ในวันหนึ่งก่อน โทสมูลจิต หรือว่าโลภมูลจิต แล้วต่อไปถึงจะรู้ว่าเวลาที่ไม่ใช่โลภมูลจิต ไม่ใช่โทสมูลจิต เป็นโมหมูลจิต ประเภทหนึ่งประเภทใดใน ๒ ประเภท
ผู้ฟัง ความรู้สึกจริงๆ เราจะแปลความหมาย อุทธัจจะคือความฟุ้งซ่าน ความฟุ้งซ่าน ความไม่ตั้งมั่นอะไรอย่างนี้ พอเรารู้สึกเราไม่ตั้งมั่น เราฟุ้งซ่าน เราบอกว่านี่อุทธัจจะแล้ว เรารู้แล้วอุทธัจจะ อย่างนี้คงจะไม่ถูก เพราะว่าเป็นการคาดคะเน หรือเดา เอาความรู้สึกเท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ เราเรียนเพื่อที่จะให้รู้ว่าเรายังไม่รู้ ไม่ใช่ว่าเรารู้แล้ว เรียนเพื่อให้รู้ว่าเรารู้ชื่อของธรรม รู้เรื่องราวของธรรม แต่ว่าไม่ใช่รู้จักตัวธรรมจริงๆ
ผู้ฟัง อุเบกขาเฉยๆ รู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีความรู้สึก แต่ถ้าเผื่อเกิดวิจิกิจฉาขึ้นมานิดหนึ่ง โลภะก็ไม่ใช่ สังเกตจิต เราก็ไม่ติดข้อง เราก็ไม่ได้โกรธ แต่เราเกิดสงสัย นั่นแหละคือตัวโมหะ อุเบกขาสหคตังวิจิกิจฉาสัมปยุตตัง คือโมหมูลจิตที่มีวิจิกิจฉาสัมปยุตต์ ทีนี้ต่อไปอุทธัจจะ เราปรารภต่อไปอีกว่า โลภะก็ไม่ใช่ เราไม่ติดข้อง โทสะก็ไม่ใช่ ไม่หยาบกร้าน จะเป็นโมหะ อุเบกขานะ แต่เราไม่เกิดความสงสัย ตัวสุดท้ายก็คือ อุทธัจจะ ถูกไหม
ท่านอาจารย์ แต่นี่รู้ทีหลัง เวลาที่สภาพธรรมนั้นเกิดแล้ว แล้วก็ดับไปแล้วนาน
ผู้ฟัง เราตามรู้
ท่านอาจารย์ แล้วก็มีจิตคั่น มีจิตที่กำลังนึกถึงเรื่องราวคั่นเพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นจริงๆ ว่าเราต้องเริ่มจากการเข้าใจเรื่องของธรรม แล้วก็เราก็ต้องเริ่มจากการพิจารณา คือ นึกได้ ไตร่ตรองอย่างที่ว่า จนกว่าสติระลึกทันที ที่สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
แต่เวลาที่สติเกิดระลึกทันที ที่สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่มีการเจาะจง เช่น เรารู้โลภะแล้ว โทสะเราก็รู้แล้ว ต่อไปนี้เราน่าจะมาสังเกตรู้โมหะ แล้วก็จะรู้ลักษณะของโมหมูลจิตที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภท นั่นไม่ใช่การที่จะรู้ว่าสติปัฏฐานเป็นอนัตตา
แล้วก็ในขั้นต้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเอาชื่อไปใส่ แต่เวลานี้ความไม่แจ่มแจ้งของเรา อยู่ที่เรายังไม่รู้ชัดในลักษณะที่ต่างกัน แยกกันโดยเด็ดขาดของนามธรรม และรูปธรรม
โดยชื่อไม่มีใครสงสัยเลย รูปธรรม ยกไว้ว่าทุกคนเข้าใจดีว่าไม่ใช่สภาพรู้ แข็งมีลักษณะที่แข็ง ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าใครกำลังกระทบสัมผัส เสียงก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางหู เสียงไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้น เรื่องของรูปธรรมก็เห็นว่าต้องต่างกับนามธรรม
แต่ว่าเวลาที่สภาพธรรมเกิดขึ้น แล้วเรามีความรู้ขั้นการศึกษาจริง ว่านามธรรมเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ เหมือนกับเราเข้าใจเรื่องราว หรือตัวอักษร แต่ว่าลักษณะแท้ๆ ที่ไม่ใช่ตัวตน ที่เป็นเพียงธาตุ หรือลักษณะ หรืออาการรู้ ซึ่งขณะนี้เป็นการที่จะค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แม้ในขณะที่ฟัง เพราะเหตุว่ามีนามธรรม แล้วทางตาที่กำลังเห็น ก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเวลาที่ได้ยินเสียง เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง
เพราะฉะนั้น กว่าความเข้าใจจะชัดในลักษณะที่เป็นนามธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งรู้สิ่งที่ปรากฏแต่ละอย่าง โดยที่เราจะไม่มีการที่เราจะไปเจาะจงเลย ว่าจะรู้โลภมูลจิต แล้วโทสมูลจิต แล้วโมหมูลจิต แต่ขอให้รู้ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน แต่เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ก่อน เท่านั้น ปัญญาต้องค่อยๆ เจริญขึ้น
ผู้ฟัง อันนี้ที่เล่าให้อาจารย์ฟัง เป็นคล้ายๆ ว่า เป็นหลักการ อย่างว่าในขณะซึ่งเขาเกิด เราอาจจะไม่รู้ แต่เราตามรู้ เหมือนกับบางครั้ง แม้โลภะเกิด บางครั้งในขณะที่เกิด เราก็ไม่รู้ แต่เราตามรู้ได้ เมื่อกี้เราเป็นโลภะ
ท่านอาจารย์ เราก็เรียกชื่อด้วย
ผู้ฟัง ก็ยังไม่สำเร็จ
ท่านอาจารย์ เรียกว่าโลภะ
ผู้ฟัง เรียกว่าเตี้ยๆ ไปก่อน
ท่านอาจารย์ ทีนี้ถ้าจะไม่ให้เตี้ย ก็คือรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรม ไม่ต้องไปสนใจว่าเป็นโลภะ หรือโทสะ หรืออะไรเลย ขอให้รู้ชัดในลักษณะที่ไม่ใช่เรา เพราะว่าเป็นนามธรรม ซึ่งนามธรรมมีลักษณะต่างๆ กัน แม้แต่ความต้องการหรือโลภะก็เป็นลักษณะหนึ่ง โทสะความขุ่นใจ ความไม่ต้องการอารมณ์นั้น ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง
ซึ่งลักษณะของนามธรรมมีทั้งวัน ไม่ขาดเลย แล้วก็เวลาเรียนเรื่องนามธรรมประเภทใดิก็มีนามธรรมประเภทนั้นในชีวิตประจำวันจริงๆ แต่ไม่คุ้นเคยกับการที่จะรู้ ว่านั่นเป็นนามธรรม เพราะเหตุว่า สติไม่ได้ระลึกที่ลักษณะของนามธรรมนั้นๆ
เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจ ว่าการที่จะรู้จักตัวธรรม ไม่ใช่รู้จักเพียงเรื่อง หรือชื่อของธรรม ก็ต่อเมื่อสติปัฏฐานเกิดเท่านั้น ถ้าสติปัฏฐานไม่เกิด ก็ยังคงรู้จักเรื่อง หรือรู้จักชื่อของธรรมเท่านั้น
ผู้ฟัง แต่ในขณะซึ่งเรากำลังคุยกัน สนทนากัน ก็อดที่จะเอาชื่อมาจับไม่ได้
ท่านอาจารย์ อย่างนี้ไม่มีใครห้าม แต่เราเองเป็นคนทราบว่ามีปัญญาหลายขั้น
ผู้ฟัง สำหรับโมหมูลจิต ๒ ดวง อุเบกขา สหคตัง วิจิกิจฉาสัมปยุตตัง แล้วอีกดวงหนึ่ง อุเบกขา สหคตัง อุทธัจจสัมปยุตตัง ปกติแล้วควรจะมี อสังขาริก สสังขาริก ทำไมโมหมูลจิตจึงไม่มี ชักจูงหรือไม่ชักจูง หรือมันชักจูงอยู่แล้ว
อ. สมพร จิตที่อาศัยโมหะเกิด ๒ ดวง ท่านไม่กล่าวว่า อสังขาริก และ สสังขาริก