ปกิณณกธรรม ตอนที่ 97

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๙๗


ท่านอาจารย์ และที่จริงถ้าจะมีเพียงศีลธรรม ก็ไม่ต้องอาศัยพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพ่อแม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง ชีวิตตามความเป็นจริงที่เราอาจจะสังเกตแล้วถือสิ่งที่เหมาะ ที่ควร ที่ดี ที่งาม เป็นแบบอย่างที่จะประพฤติตาม โดยไม่ต้องศึกษาคำสอนก็ได้ แต่เมื่อมีโอกาสที่เกิดในยุคที่ยังมีคำสอนอยู่ ยังไม่อันตรธาน เพราะว่าคำสอนนี้วันหนึ่งต้องหมดสิ้นหายไปจากโลกนี้แน่นอน เพราะเหตุว่าไม่มีคนศึกษา ถ้าไม่ศึกษาแล้วจะทราบได้อย่างไรว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร ทรงแสดงธรรมละเอียดมากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาจะเจริญหรือเสื่อมอยู่ที่ความรู้ของผู้ที่เป็นชาวพุทธ ถ้าผู้ที่เป็นชาวพุทธไม่ศึกษาแล้วจะบอกว่าพระพุทธศาสนาเจริญก็ไม่ได้ เพราะศาสนาคือคำสอนที่ทรงแสดงไว้ ไม่ใช่วัดวาอาราม ไม่ใช่พระไตรปิฎกที่เป็นเพียงตัวหนังสือ สีดำ สีขาว แต่ต้องเป็นการศึกษาอย่างแท้จริงและเข้าใจจริงว่าทั้งหมดที่ทรงแสดง ทรงแสดงเรื่องสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำวันของทุกคน เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าฟังแล้วจะมีศรัทธา เห็นประโยชน์ว่าเป็นสิ่งที่ควรจะศึกษา เพราะว่าแม้เพียงฟังเท่านี้ ปัญญายังรู้ว่าเป็นธรรม เป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม ถ้าฟังมากกว่านี้ ศึกษามากกว่านี้ จะเข้าใจธรรมมากกว่านี้ ก็มีประโยชน์มากกว่านี้ แต่บางคนที่ไม่สะสมมาก็คิดว่าพอแล้ว เท่านี้ก็พอ เพียงรู้เท่านี้ก็พอ พอไหม ตอบว่าไม่พอ ก็ดี จะได้ฟังต่อไป

ผู้ฟัง กราบเรียนถามท่านอาจารย์แทนเพื่อนใหม่ เพราะมักจะเข้าใจว่าเวลามาฟังธรรมหรือไปปฏิบัติ อย่างผู้พูดเมื่อสักครู่บอกว่าได้บุญ ได้กุศล สะสมบารมี แต่มาฟังวันนี้ก็พูดกันเพียงเท่านี้ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วจะได้บุญอย่างไร ได้กุศลที่ตรงใด และจะละกิเลสได้อย่างไร

ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า บุญ คืออะไร ทุกอย่างต้องทราบและเข้าใจก่อนว่าคืออะไร ก่อนที่จะพูดไกลไปมากกว่านี้ ต้องทราบก่อนว่าคืออะไร เช่น ธรรมคืออะไร ต้องพูดก่อนแล้วจึงจะบอกได้ว่า ธรรมมี ๒ อย่าง คือ นามธรรมและรูปธรรม ถ้าไม่พูดให้เข้าใจว่าธรรมคืออะไร แต่ไปพูดเรื่องนามธรรมและรูปธรรมเลย พูดเรื่องจิต เจตสิก เรื่องธรรมอื่นๆ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ ต้องพูดให้เข้าใจตั้งแต่ต้นตามลำดับ คือ ธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึงปัญหานี้ ก็ตั้งต้นว่า บุญคืออะไร ถ้ายังไม่รู้จักบุญแล้วอยากจะได้อะไร บุญอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ เป็นเรื่องไม่รู้ไปตลอด เพราะฉะนั้นจะต้องมีความเข้าใจตั้งแต่ต้นที่ถูกต้องในเรื่องของธรรม ถ้ายังไม่มีความเข้าใจละเอียด สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นเพียงผิวเผิน เช่น คำว่า ปฏิปัตติ จะใช้คำแปลว่าอะไร จะไม่ต้องไปที่ไหน อย่างไร ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือว่าขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา

คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่จะให้ผู้ฟังได้ไตร่ตรอง ได้พิจารณา จนเป็นปัญญา แม้เพียงเล็กน้อย เป็นปัญญาคือเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องเป็นไปตามลำดับ เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องธรรม ก็คือไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เมื่อเริ่มเข้าใจธรรมเล็กน้อย และทราบว่าธรรมมี ๒ อย่าง คือ นามธรรมและรูปธรรม ก็สามารถที่จะพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่า ปัญญาที่จะรู้จริง เข้าใจจริง และเพิ่มขึ้นคืออย่างไร

เพราะฉะนั้นจะถาม เพราะว่าเป็นคนที่ชอบถาม ถามให้คิด และให้ตอบตามความคิดของตนเอง บุญ เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม

ผู้ฟัง ……

ท่านอาจารย์ ใครก็ได้ที่อยากจะตอบ มีสองคำจากคำว่า ธรรม แล้วแยกออกมาเป็นลักษณะที่ต่างกันของธรรม ต้องเข้าใจสองอย่างนี้กระจ่างชัด ไม่ปะปน ไม่ใช่คิดว่าชื่อนี้เข้าใจแล้ว ได้ยินความหมายอย่างนี้เข้าใจแล้ว ไม่ใช่ แต่ต้องเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะว่าเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า บุญ เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม

ผู้ฟัง เข้าใจว่าเป็นนามธรรม

ท่านอาจารย์ ถ้ารูปสวยๆ เป็นบุญหรือไม่

ผู้ฟัง รูปสวยๆ เป็นบุญหรือไม่ อาจจะพูดในความหมายว่า เป็นสิ่งที่เป็นบุญเก่ามาแต่เดิม

ท่านอาจารย์ ไม่ คำถามว่า รูปสวยๆ เป็นบุญหรือไม่

ผู้ฟัง ไม่ใช่

ท่านอาจารย์ เสียงที่ไพเพราะ เป็นบุญหรือไม่

ผู้ฟัง ไม่ใช่

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น บุญไม่ใช่รูปธรรม รูปธรรมไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ทำดีทำชั่วไม่ได้ คิดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องของรูปหรือวัตถุจะไม่ใช่บุญ แต่บุญต้องหมายความถึงสภาพของนามธรรม ซึ่งนามธรรมแยกไปอีกว่ามี ๒ อย่าง เมื่อสักครู่เรียนเรื่องธรรมแล้ว ธรรมมี ๒ อย่าง คือ นามธรรมกับรูปธรรม แล้วทราบว่ารูปมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม ถ้าสิ่งนั้นเกิดแต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ ก็เป็นรูปธรรมทั้งหมด ยกตัวอย่าง เช่น เสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อนแข็ง สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เพียงกระทบตาแล้วปรากฏให้เห็นลักษณะที่กำลังเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะทุกคนกำลังเห็นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มีจริง เป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นรูปธรรม

แต่นามธรรมมี ๒ อย่าง คือ จิตกับเจตสิก บางคนยังไม่เคยได้ยินเลย จะได้เข้าใจหรือคิดว่าเข้าใจเฉพาะคำว่า จิต จะอ่านหนังสือเล่มใดก็ตาม จะเป็นจิตวิทยา ปรัชญา เป็นต้น จะมีแต่คำว่าจิต และจะใช้คำว่า จิตใต้สำนึก และคำอื่นอีกหลายคำ แต่ไม่มีคำว่า เจตสิก เพราะว่าผู้ศึกษาในสาขาดังกล่าวไม่สามารถที่จะรู้ว่านามธรรมหรือนามธาตุ ยังต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือ จิตมีจริงๆ ทุกคนรู้จัก และทุกคนรู้จักลักษณะที่โกรธ ลักษณะที่ชัง ลักษณะที่ชอบ ลักษณะที่เมตตา ลักษณะที่กรุณา เพราะเป็นชีวิตประจำวันที่มีจริงๆ ทุกคนมี แต่นั่นไม่ใช่จิต เป็นเจตสิก เพราะฉะนั้น เจตสิกคืออะไร เจตสิกคือนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม เจตสิกเป็นนามธรรมที่ต้องเกิดกับจิต ไม่มีเจตสิกใดเลยซึ่งแยกเกิดตามลำพังโดยไม่เกิดกับจิต และทุกครั้งที่จิตเกิด ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย คำว่า เจตสิก (เจ - ตะ - สิ - กะ) ตามภาษาบาลีต้องออกเสียงทุกตัว เป็นคำใหม่สำหรับวันนี้ หมายความถึงสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมที่เกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิตไม่แยกกันเลย จิตเป็นสภาพรู้หรือเป็นธาตุรู้ซึ่งต่างกับรูปธรรม เพราะฉะนั้น เวลาที่จิตเกิดขึ้น ไม่รู้ไม่ได้

ขณะนี้เห็นไหม เห็นคือจิตเห็น ขณะนี้ได้ยินไหม ได้ยิน ได้ยินต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีการได้ยิน เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่มี ที่ปรากฏ เพราะเกิดขึ้น และคนที่ไม่รู้ความจริง ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สภาพธรรมใดก็ตามที่จะเกิดขึ้นอย่างเดียวตามลำพังไม่ได้ ต้องมีปัจจัยสภาพธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย ปรุงแต่งให้เป็นต่างๆ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกจะเกิดโดยไม่มีจิตไม่ได้เช่นกัน

ถ้าชอบดอกไม้สวยๆ เพราะจิตเห็น จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ คือ ทางตากำลังเห็น เป็นจิต แต่ ชอบ ไม่ใช่จิต เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ชอบอะไร ชอบสิ่งที่จิตเห็น จะเป็นดอกไม้ จะเป็นเสื้อผ้า ฯลฯ เพราะฉะนั้น ความชอบ ความชังทั้งหมด ความดี ความชั่วอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้วว่า บาปบุญคือเจตสิก ไม่ใช่จิต ถ้าจะพูดเรื่องบุญ เรื่องบาป เป็นต้น ต้องพูดถึงเรื่องสภาพธรรมที่มีจริงตามลำดับ คือ ๑) เป็นธรรม ๒) ธรรมคือ นามธรรมและรูปธรรม และนามธรรมยังแยกเป็น ๒ อย่าง คือ จิตกับเจตสิก เรากำลังศึกษาธรรมที่อยู่ในอภิธรรมปิฎก คือเป็นธรรมล้วนๆ ไม่มีชื่อ ว่าเป็นท่านพระสารีบุตร หรือท่านพระมหาโมคคัลลานะ ไม่มีชื่อสมมติเรียกธรรมนั้น แต่ตัวธรรมนั้นมีจริง

เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม และทรงบัญญัติคำ ให้เข้าใจว่าหมายความถึงธรรมอะไร เวลานี้ความรู้ของเราเพิ่มขึ้นว่า ธรรมที่มีจริง เป็นปรมัตถธรรม ซึ่งไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมนั้นได้เลย ปรมัตถธรรมซึ่งเกิดอยู่เป็นปกติในชีวิตประจำวันมี ๓ อย่าง คือ ๑) รูปธรรม เกิดเพราะปัจจัยปรุงแต่งแล้วดับ และไม่รู้อะไรเลย แต่ขณะที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด กำลังชอบสิ่งหนึ่งใดนั้น เป็นนามธรรมทั้งหมด เป็นสภาพธรรมที่เกิด แต่ต่างกันคือ ๒) จิต เป็นสภาพที่เพียงเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้ ในการเห็น ในการได้ยิน ในการคิดนึก คือ มีสิ่งที่ปรากฏให้จิตรู้ จิตก็รู้ จิตมีหน้าที่รู้อย่างเดียว คือรู้ว่าสิ่งนั้นมีลักษณะอย่างไร เสียงขณะนี้ที่กำลังปรากฏ กำลังได้ยินเสียง จิตได้ยินเสียงนั้นมีลักษณะอย่างไร เป็นหน้าที่ของจิต แต่นอกจากนั้นทั้งหมดคือ ๓) เจตสิก ซึ่งถ้าจะเพิ่มเติมโดยที่คิดว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ เพราะว่าเป็นจริงในชีวิตประจำวัน จะได้ทราบว่า เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ชนิด เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆ จะเกิดกับจิตที่ดีก็ได้ เกิดกับจิตที่ไม่ดีก็ได้ ส่วนเจตสิกอีกพวกหนึ่งเป็นเจตสิกไม่ดี เมื่อเกิดขึ้นขณะใด จิตขณะนั้นจะดีไม่ได้เลย จะต้องไม่ดีประการหนึ่งประการใด คือ เป็นโลภะ หรือเป็นโทสะ หรือเป็นโมหะ เป็นอิสสา เป็นมานะ เป็นความสำคัญตน เป็นฝ่ายอกุศลทั้งหมด ส่วนทางฝ่ายกุศลมีที่เป็นโสภณเจตสิก ใช้คำว่า โสภณ (โส - พะ - นะ) หมายความถึงเจตสิกที่ดีงาม จะเกิดกับจิตที่เป็นกุศลหรือเจตสิกที่ดีงามทั้งหมด

คงจะไม่ยากเกินไป และน่าสนใจที่จะเข้าใจตนเองว่า แท้ที่จริงแล้วคือธรรม หลงคิดว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา แต่ความจริงคือ ธรรม ได้แก่ จิต และ เจตสิก และ รูป ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยในวันหนึ่งๆ จนกว่าปัญญาจะเห็นจริงว่า เป็นธรรมจริงๆ ธรรมแต่ละอย่าง ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ เกิดแล้วดับทุกขณะ ไม่ใช่เกิดตอนเกิด แล้วไปหมดตอนตาย แต่แม้ในขณะนี้เอง สภาพธรรมที่เกิดก็ดับ และมีปัจจัยทำให้เกิดอีก แล้วเกิดอีกแล้วดับ สืบต่อตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ ย้อนไปก็ได้ จากขณะนี้ถึงขณะเมื่อครู่นี้ ถึงขณะเมื่อเช้านี้ ถึงขณะเมื่อคืนนี้ คือ จิตเกิดดับสืบต่อ เป็นจิตนานาประเภทไม่ใช่จิตเดียวกัน เหมือนกับแสงเทียน เวลาที่จุดเทียนมีแสงเทียนเกิดขึ้นจากไส้เทียน ไม่ใช่อันเดียวกัน ไส้ใดที่ทำให้เกิดความสว่างอันนั้นไป อันนั้นก็คืออันนั้นแล้วก็ดับ แล้วก็มีไส้ต่อไปที่ทำให้เกิดความสว่างต่อไปทีละหนึ่งขณะ จนกว่าจะหมดไส้ คือหมดเหตุปัจจัย หรือถ้าจะอุปมาเหมือนตะเกียงซึ่งหมดน้ำมัน หมดไส้ ไม่มีการที่จะเกิดอีก แต่ต้องทราบว่า ธรรมนั้นละเอียดยิ่งกว่านี้อีก จำแนกออกเป็นมากมายหลายอย่าง จิตมีถึง ๘๙ ชนิด โดยประเภทใหญ่ๆ และเจตสิกมี ๕๒ ประเภท ส่วนรูปทั้งหมดมี ๒๘ และยังแยกละเอียดเป็นสภาวรูป และอสภาวรูป

ผู้ฟัง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แยกออกเป็น ๒ คือ นามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมคือลักษณะที่รู้เป็นนามธรรม รูปธรรมคือไม่รู้ เรียนถามว่า จิตกับเจตสิกเป็นนามธรรมเกิดขึ้นรู้อารมณ์ การรู้ของจิตกับการรู้ของเจตสิกต่างกันอย่างไร

ท่านอาจารย์ ต้องทราบลักษณะของจิตก่อน ใช้คำว่า มนะ หรือ มโน หรือ หทยะ ก็ได้ เป็น มนินทรีย์ คือ เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ ถ้าจะเพิ่มอย่างที่ผู้ถามได้กล่าวเพิ่มเติม โดยทุกคนจะฟังหรือว่าจะผ่านไปโดยไม่ได้สังเกต คือคำว่า อารมณ์ ภาษาบาลีคือ อารัมมณะ (อา - รัม - มะ - นะ) หมายความถึงสิ่งที่จิตกำลังรู้ เพราะว่าเมื่อมีธาตุรู้หรือสภาพรู้จะไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อจิตเกิดขึ้นรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ นี่คือความหมายของธรรม ไม่ใช่ความหมายในภาษาไทยซึ่งเคยใช้มาก่อน ความหมายที่ตรงคือเป็นสิ่งที่จิตกำลังรู้ เช่น ขณะนี้เสียงกำลังปรากฏ เสียงเป็นอารมณ์หรืออารัมมณะของจิตได้ยิน คือจิตรู้อะไร สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น แต่ในภาษาไทยการบอกว่า วันนี้อารมณ์ดี หมายความถึงปลายเหตุ เราต้องเห็นสิ่งที่ดี ได้ยินเสียงดีๆ ได้กลิ่นดีๆ ลิ้มรสดีๆ กระทบสัมผัสสิ่งที่ดี ไม่โกรธ สบาย ขณะนั้นรู้ว่าเราอารมณ์ดี เพราะไม่มีอะไรที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ แต่เป็นปลายเหตุ ต้นเหตุที่แท้จริงคือสิ่งที่จิตกำลังรู้

เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมต้องทิ้งความหมายเก่าที่เคยเข้าใจ และพยายามเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำนั้น เช่น เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ จำกัดความตายตัวเลยว่า ถ้าจิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิต นิพพานมีจริง ทุกคนได้ยิน ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ว่านิพพานเป็นอย่างไร แต่ได้ยิน ขณะที่เสียงมีปรากฏ มีคำว่า นิพพาน คำนั้นจิตกำลังคิดถึงคำจากเสียงที่ได้ยิน เพราะฉะนั้น สภาพธรรมจะละเอียดมาก จะแยกละเอียดยิบยิ่งกว่าเสี้ยววินาที การเกิดดับของจิตเร็วจนกระทั่งไม่ปรากฏ จนกระทั่งเหมือนกับว่าไม่ดับเลย ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาเหมือนปรากฏตลอดเวลา แท้ที่จริงขณะที่ได้ยินเสียง จิตได้ยินขณะนั้นไม่เห็นอะไร เพียงแต่กำลังมีเสียงเป็นอารมณ์ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก แต่สืบต่อจนกระทั่งปรากฏเหมือนกับว่าทั้งเห็นทั้งได้ยินพร้อมกัน

แต่สำหรับคนหนึ่งคนหนึ่ง จะมีจิตเกิดซ้อนกันสองขณะ สามขณะ สี่ขณะไม่ได้เลย เพราะถ้ากล่าวถึงโดยนัยของธาตุคือความเป็นสภาพของจิต จิตเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธาตุรู้ มีเหตุปัจจัยจึงเกิด เกิดแล้วรู้ ธาตุชนิดนี้เป็นปัจจัย ใช้คำว่า ปัจจัย หมายความว่า เป็นสิ่งที่เมื่อจิตขณะนี้ดับลงแล้วจะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ไม่หยุดเลยในสังสารวัฏฏ์ เราเกิดมานานเท่าไรไม่ทราบ เพราะว่าจิตเกิดดับสืบต่อมาจากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเลย ทีละหนึ่งขณะไปเรื่อยๆ นับไม่ถ้วน ไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้กี่ขณะแล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า คนหนึ่งจะต้องมีจิตเพียงหนึ่งขณะ เพราะว่าจิตเป็นอนันตรปัจจัยในตัวของจิตเอง ทันทีที่จิตนี้ดับ จะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แต่ถ้าจิตนี้ยังไม่ดับ จิตอื่นจะเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยในจิตหนึ่งขณะมีหลายอย่างที่ทรงแสดงโดยชื่อภาษาบาลี ถ้าทุกคนจะได้ยินคำว่า อนันต์ (มาจากคำบาลีว่า อนนฺต อ่านว่า อะ - นัน - ตะ) และคำว่า อนันตร (อนนฺตร อ่านว่า อะ - นัน - ตะ - ระ หรือ อะ-นัน-ตระ) แปลว่า ไม่มีระหว่างคั่น

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การเกิดดับสืบต่อของจิตโดยไม่มีระหว่างคั่นคือ อนันตร จิตไม่หยุดเกิด เพราะทันทีจิตขณะหนึ่งดับ จิตที่ดับไปเป็นอนันตรปัจจัย ทำให้จิตขณะต่อไปเกิด เพราะฉะนั้น เราเพิ่มความรู้ ความเข้าใจในภาษา ในความหมาย ในลักษณะของจิต ว่าจิตเป็นเพียงธรรมที่เกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นอารมณ์ แต่ไม่จำ ไม่รู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่รัก ไม่ชัง เพราะจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะทำหน้าที่คือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้ ส่วนการรัก การชัง ความโกรธ ความริษยา ความเมตตา ฯลฯ เป็นลักษณะของเจตสิกแต่ละชนิด ซึ่งเกิดกับจิต พร้อมกับจิต และรู้อารมณ์เดียวกับจิต ไม่ว่าจิตเห็นอะไร จำสิ่งนั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจตสิกหนึ่ง ที่เราสามารถจำได้ว่าขณะนี้มีอะไร เป็นจิต เป็นนามธรรม เพราะรูปไม่รู้อะไร ขณะที่จำนั้นคือเจตสิก ไม่ใช่จิต และเป็นนามธรรม แม้แต่การที่จะเข้าใจคำว่า จิตหรือเจตสิก ขอให้เข้าใจจริง อย่าเพิ่งผ่านไป ต่อไปเวลาที่พูดถึงเรื่องบุญ จะทราบได้เลยว่า หมายความถึงจิต หรือหมายความถึงเจตสิก ต้องละเอียดที่จะเข้าใจในความไม่ใช่ตัวตนหรือว่าไม่เป็นตัวตน

ผู้ฟัง หมายความว่า จิตเป็นสภาพที่รู้อารมณ์

ท่านอาจารย์ อย่างเดียว

ผู้ฟัง อย่างเดียว ส่วนเจตสิกก็เป็นนามธรรม

ท่านอาจารย์ แต่ละอย่างๆ จะทำหน้าที่ของตน

ผู้ฟัง จิตเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้

ท่านอาจารย์ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ เช่น ขณะนี้กำลังเห็น เป็นจิตที่เห็น เพราะสามารถที่จะรู้สิ่งที่ปรากฏ รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ถ้าเห็นเพชรกับเห็นแก้ว จิตเป็นสภาพที่เห็นแจ้งลักษณะ แต่จิตไม่ได้จำ จิตเพียงแต่เห็น เพราะฉะนั้น ความจำก็เป็นเจตสิกอีกชนิดหนึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่า สัญญาเจตสิก แต่ในภาษาไทย สัญญาคือ อาจจะทำด้วยกันว่าฉันจะทำอย่างนี้ ฉันจะทำอย่างนั้น แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ใช่ สัญญาเป็นสภาพจำ เป็นเจตสิกซึ่งต้องจำทุกครั้งที่เกิด ไม่มีสัญญาเจตสิกซึ่งเกิดแล้วไม่จำอะไร เพราะเหตุว่าหน้าที่ของเจตสิกชนิดนี้ คือ มีหน้าที่จำ

สภาพธรรมทุกอย่างมีลักษณะเฉพาะของสภาพธรรมนั้นๆ และมีกิจหน้าที่ของสภาพธรรมนั้นๆ ด้วย เช่น บอกว่าเราทำงาน ความจริงคือจิตเจตสิกทำ ถ้าไม่มีจิต เจตสิก ไม่มีรูป เราไม่มี แต่เพราะไม่รู้ความจริงว่าที่เราทำงานคือจิตเจตสิกทำ และทำหน้าที่เฉพาะของจิตเจตสิกนั้นๆ ด้วย เช่น จิตจะไปทำหน้าที่ของเจตสิกไม่ได้เลย จิตจะไปโกรธ จิตจะไปเมตตาไม่ได้ จิตเป็นสภาพที่สามารถจะรู้ลักษณะเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะที่เห็น จิตรู้สิ่งที่ปรากฏว่า สิ่งที่ปรากฏขณะนี้เป็นอย่างนี้ มีลักษณะอย่างนี้ ขณะที่เสียงปรากฏ จิตรู้เฉพาะเสียงว่า เสียงนั้นมีลักษณะอย่างนั้น รู้เฉพาะลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เจตสิกอื่นๆ ก็ทำหน้าที่เฉพาะของเจตสิกนั้นๆ ไม่ก้าวก่ายกัน ปัญญาไม่ได้ทำหน้าที่ของสติ แต่ปัญญาเป็นเจตสิกคือ ปัญญาเจตสิก เป็นสภาพที่เห็นถูก รู้ถูก เข้าใจถูก ในสิ่งที่ปรากฏ และสติไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้น เวลาที่ใช้คำภาษาไทยแบบกว้างๆ ว่า สติปัญญา ก็รวมกันไป ไม่ได้แยกเลยว่า สติต่างกับปัญญา สติไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมจะทำให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างกระจ่างชัด ถูกต้อง โดยที่เข้าใจยิ่งขึ้นว่า สภาพนั้นๆ เป็นอนัตตา

ผู้ฟัง แล้วที่มาเรียนธรรม เรียนเพื่อรู้จักเพียงเท่านี้หรือ

ท่านอาจารย์ ความเห็นถูกกับความเห็นผิด จะเลือกอย่างใด ความไม่รู้กับความรู้ จะเลือกแบบใด เกิดมาแล้วตลอดชาติไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม ก็ไม่รู้ไปทั้งชาติ ชาติหน้าก็ไม่รู้อีกเมื่อไม่ได้ฟัง ก็มีแต่ความเป็นเรา มีความเป็นตัวตน แล้วเราอยู่ที่ใด จิตเห็นเกิดแล้วหมดไป เวลาหลับสนิทไม่มีจิตเห็น จิตได้ยินเกิดแล้วก็หมดไป เวลาหลับสนิทไม่มีจิตได้ยิน สิ่งที่เราเห็นวันนี้ ได้ยินวันนี้เป็นเรา จริงๆ แล้วอยู่ที่ใด ทุกอย่างเกิดและดับไปหมด สิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าเกิดตาบอด สิ่งนั้นก็ไม่ปรากฏ จะว่าเป็นของเราได้ไหม เสียงที่กำลังได้ยิน เกิดขึ้นเพราะมีการกระทบกัน ทำให้เสียงเกิด เสียงของใคร ใครเป็นเจ้าของ เกิดและดับไปแล้ว ทุกอย่างที่เพียงเกิดแล้วดับไป เป็นของใคร ถ้ายังคิดว่าเป็นของเรา ถูกหรือผิด

ผู้ฟัง ผิด

ท่านอาจารย์ ฉลาดหรือไม่ฉลาด ในเมื่อไม่มีแล้วก็ยังเป็นของเรา ไม่มีเลย ทุกขณะเกิดแล้วดับหมดไปเลย


หมายเลข  6451
ปรับปรุง  9 ม.ค. 2567


วีดีโอแนะนำ