ทิฏฐาสวะ
อ.อรรณพ ทิฏฐิก็เป็นอาสวะ ซึ่งอาสวะก็เป็นกิเลสที่บางเบาที่เกิดขึ้นแล้วก็ไหลไปในทุกภพภูมิทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียนขอท่านอาจารย์ขยายความถึงความบางเบาของทิฏฐิที่เป็นทิฏฐาสวะ
ท่านอาจารย์ ทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมกับโลภมูลจิตใช่ไหม เพราะฉะนั้นเวลาที่เห็น และมีโลภะเกิดขึ้นรู้ได้ไหม
อ.อรรณพ แทบจะไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทิฏฐิเจตสิกที่เกิดร่วมกับโลภะ ถ้าเกิด จะรู้ได้ไหม เหมือนกับลักษณะของโลภะที่ยากที่จะรู้ แต่ทั้งหมดปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะรู้ได้ปัญญาจริงๆ รู้ได้จริงๆ ถ้ารู้ไม่ได้ละกิเลสไม่ได้ ดับกิเลสไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จริง ไม่ใช่การไม่รู้ หรือคิดว่ารู้ หรือเข้าใจผิดว่ารู้แล้ว แต่เป็นปัญญาที่ค่อยๆ รู้ และค่อยๆ เจริญขึ้นจนกระทั่งรู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ
อ.อรรณพ ทันทีที่เห็นหลังจากที่เห็นดับไป แทบจะไม่รู้เลยว่ามีความติดข้อง แล้วความเห็นผิดก็อาศัยให้โลภะนั้นเกิดร่วมด้วยได้ หมักดองด้วยความติดข้อง และก็หมักดองด้วยความเห็นซึ่งกว้างขวางมาก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคำอีกคำหนึ่งสำหรับพระอรหันต์ก็คือ “ขีณาสวะ” ขีณะแปลว่าดับ + อาสวะ แสดงให้เห็นว่าเราจะเข้าใจเพียงแค่นิวรณธรรมกำลังสนุก หรือกำลังผูกโกรธ หรือกำลังมีแต่ความขุ่นเคือง นั่นก็เป็นสภาพของอกุศลเจตสิกที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่พระอรหันต์ไม่มีแม้อาสวะ เมื่อเห็นแล้วที่จะเป็นอกุศลใดๆ ทั้งสิ้นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่าขีณาสวะ
แต่เวลาที่ทรงแสดงถึงโลกุตตรมรรคดับอนุสัย ก็แสดงให้เห็นว่าอนุสัยที่มีนอนเนื่องอยู่ในจิตสืบต่อไม่ปรากฏ ไม่เกิดขึ้น แต่มี เป็นพืชเป็นเชื้อ เมื่อมีปัจจัยก็ทำให้อกุศลเกิดขึ้น ก็แล้วแต่ว่าระดับนั้นเป็นระดับของอาสวะหรือว่าจะเป็นนิวรณธรรมหรืออะไรก็แล้วแต่
ที่มา ...
