สัจจญาณมีเมื่อไหร่


    นิภัทร   แล้วเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขาพูดกันมาได้ยินกันมา  พอเข้าวัดก็ได้ยินแล้ว แต่ก็เป็นแต่เพียงจำได้ ผมก็อยากจะเรียนถามว่า การจำได้ว่า อย่างนี้ทุกข์ อย่างนี้อนิจจัง อย่างนี้ทุกข์ อย่างนี้อนัตตา จำได้แค่นี้พอจะเป็นสัจญาณได้หรือยัง

    สุ.   ไม่เป็นค่ะ

    นิภัทร   ไม่เป็น

    สุ.   ใครก็ตอบได้ ถามใครก็บอกได้ จำได้ ๓ คำนี้ เมื่อไรก็ตอบได้ทุกคน

    นิภัทร   แล้วที่จะเป็นสัจญาณ จะรู้แค่ไหน

    สุ.   รู้ว่าการที่จะรู้แจ้งทุกข์ได้ ก็คือขณะนี้ที่กำลังเป็นทุกข์ คือ กำลังเห็นเป็นทุกข์ เพราะเกิดดับ

    นิภัทร   แต่ก็ยังไม่ประจักษ์

    สุ.   เพราะเกิดดับ ต้องรู้ด้วยเป็นทุกข์เพราะเกิดดับ เพราะไม่ใช่ตัวตน

    นิภัทร   ก็ยังเป็นความจำได้อยู่ดี

    สุ.   หมายความว่ารู้แน่ๆ ว่า การที่จะต้องประจักษ์แจ้งลักษณะของทุกข์ไม่ใช่ไปรู้ว่า เกิดมาแล้วเป็นทุกข์ ต้องรับประทานอาหารเป็นทุกข์ ป่วยไข้เป็นทุกข์ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่หมายความว่า มีความรู้จริงๆว่า ทุกข์ขณะนี้สามารถประจักษ์แจ้งได้ นี่คือสัจญาณ

    นิภัทร   อย่างนั้นก็แสดงว่า ปัญญาพอที่จะรู้ปรมัตถธรรมบ้าง

    สุ.   แน่นอนค่ะ คือรู้หนทางด้วย หมายความว่าในอริยสัจ ๔ คือ ทุกขอริยสัจ สมุทยสัจ นิโรธสัจ ทุกขคามินีปฏิปทาอริยสัจ สัจจะทั้ง ๔ เริ่มจากทุกขสัจ ซึ่งถ้าจะพูดทั่วๆไปอย่างคนอื่นเขาบอก เกิดเป็นทุกข์ ถามเขาไม่ใช่ทุกขสัจแน่ เพราะทุกข์ของเขาไม่ใช่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเกิดดับ เป็นทุกข์

    เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นสัจญาณ จึงจะมีกิจญาณ คือสติระลึกได้ที่ลักษณะของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาที่รู้ถูกว่า ทุกขสัจนั้นคือขณะนี้

    นิภัทร   แสดงว่าที่เรียกว่าเป็น สัจญาณ ว่านี้ทุกข์ นี้สมุทัย นี้นิโรธ นี้มรรค  ที่เป็นสัจญาณขั้นต้น ไม่ใช่รู้แบบจำได้

    สุ.   ถึงจะเรียนพระอภิธรรมมาหลายปริจเฉท แต่สติไม่ระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ไปทำอย่างอื่น นั่นก็ไม่รู้สัจญาณ เพราะเหตุว่าไม่รู้จริงๆ ว่าขณะนี้ต่างหากที่กำลังเป็นทุกขสัจ

    นิภัทร   แสดงว่าความเข้าใจในปรมัตถธรรม ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นความเข้าใจที่มองเห็นลู่ทางแน่นอนแล้ว

    สุ.   มีความรู้ถูกในอริยสัจ ๔  รู้ถูกต้องตามความเป็นจริง

    นิภัทร   ถึงจะจัดเป็นสัจญาณ แล้วก็สัจญาณนี้เองเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้เกิดกิจญาณต่อไปอีก

    สุ.   ถ้าไม่มีสัจญาณ สติก็ไม่ระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ก็ไปทำอย่างอื่นกัน นั่นคือผู้ที่ไม่รู้อริยสัจที่เป็นสัจญาณ

    นิภัทร   เมื่อกิจญาณเกิดนั่นแหละ ถึงจะเห็นว่าอนิจจลักษณะเป็นอย่างไร ทุกขลักษณะเป็นอย่างไร

    สุ.   ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ  ถ้าสติไม่ระลึก ไม่มีหนทางที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้ได้

    นิภัทร   ครับผม คือเท่าที่ผมได้ฟังอาจารย์มาก็หลายปีแล้ว มีความมั่นใจว่า ปรมัตถธรรมเกิดอยู่ตลอดเวลา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อารมณ์ต้องเป็นปรมัตถธรรมตลอด คือ จะไม่เป็นสมมุติบัญญัติ ตา หู จมูก ลิ้น กาย อารมณ์ของตา ของจักขุวิญญาณ ของโสตวิญญาณ ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ ของกายวิญญาณ อารมณ์ของปัญจวิญญาณทั้ง ๕ จะต้องเป็นปรมัตถธรรมแท้ๆ ผมเข้าใจอย่างนี้ รู้สึกเข้าใจว่าเป็นความเข้าใจถูกต้อง อาจารย์ยังว่าเป็นความเข้าใจถูกต้องไหมครับ

    สุ.   ทางตาที่เห็นเป็นของจริง ไม่เรียกชื่อสภาพที่ปรากฏทางตามี สิ่งใดก็ตามที่มีจริงๆแล้วปรากฏ ต้องเป็นปรมัตถธรรม จะใช้คำนี้หรือไม่ใช่คำนี้ จะใช้ศัพท์หรือไม่ใช้ศัพท์ แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏให้รู้ได้

    นิภัทร   แต่ทั้งๆที่เป็นปรมัตถธรรม เราก็ยังเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นสิ่งเป็นของ เป็นอะไรต่ออะไรสารพัด โดยที่ปรมัตถธรรมนี้แทบจะบังปิดสนิทเลย ไม่เห็นเลย ก็เห็นเป็นคน เป็นผู้หญิงผู้ชาย เห็นเป็นพระเจ้าพระสงฆ์ เห็นเป็นใครต่อใครไปหมด อันนี้เป็นเพราะอะไรไม่ทราบ

    สุ.   เพราะฉะนั้นรู้จักตัวอวิชชา ซึ่งตรงกันข้ามกับวิชชา ถ้าเป็นวิชชาแล้วก็สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏถูกต้อง คือ รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แล้วก็ปรากฏโดยที่ว่าเป็นสิ่งหนึ่ง แม้ว่าเราจะเคยเห็นว่าเป็นคน เป็นสัตว์ หรือเวลานี้ก็ยังเห็นอยู่ ว่าเป็นคนเป็นโต๊ะ เป็นสิ่งของ แต่เริ่มจะเข้าใจถูกขึ้นว่า   สิ่งที่ปรากฏทางตานั้นเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีจริงๆ จะเห็นเป็นอะไรก็ตามแต่ แต่สิ่งที่ปรากฏทางตานี้มีจริงๆ นี่คือปรมัตถธรรม ส่วนที่จะคิดนึกว่าเป็นคนเป็นสัตว์นั้น ก็มีจริงๆอีกเหมือนกัน

    เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงรู้สภาพธรรมตามปกติ แต่ก่อนนี้เคยเห็นเป็นคน เป็นวัตถุสิ่งต่างๆเท่านั้น แต่พอฟังพระธรรมแล้ว เริ่มค่อยๆระลึกได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว จริงๆแล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็มีความคิดเรื่องสิ่งที่ปรากฏ แล้วค่อยๆเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย  

    นิภัทร ท่านอาจารย์บอกว่า ที่เห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งเป็นของ เป็นอะไรๆ สิ่งนั้นก็มีจริงๆ แต่ไม่ใช่จริงทางตา มันเป็นเรื่องที่ทางใจคิดนึกเอา เป็นของจริง ถ้าไม่คิดอย่างนี้ ไม่เห็นอย่างนี้ เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เรียกกันไม่ถูก

    สุ.   เพราะว่าเห็นมีแน่ แต่คิดก็ได้ ไม่คิดก็ได้ ก็เห็น เห็นแล้วแน่นอนว่ามีแล้วแต่จะคิด ยังแล้วแต่จิตที่คิดอีก ว่าจิตที่คิดจะเป็นกุศลหรือจะเป็นอกุศลจากสิ่งที่ปรากฏทางตา

    นี่ก็แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ ความเกี่ยวเนื่องตั้งแต่เห็น เริ่มจากการเห็น แล้วก็มีวิตก มีวิจาร มีมโนทวาร มีอะไรๆ ต่อๆไป ซึ่งสืบเนื่องมาจากเห็น นี่แสดงให้เห็นถึงว่าต้นตอจริงๆ  คือ เห็นหลังจากเห็นแล้วจะคิดก็ได้ ไม่คิดก็ได้ และแม้ว่าคิดจะเป็นกุศลก็ได้ เป็นอกุศลก็ได้ จะคิดสั้นๆก็ได้ จะคิดยาวๆก็ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า ต้องแยกกันเป็นแต่ละทาง

    นิภัทร ต้องแยกให้รู้กันว่ามันจริงทางไหน

    สุ.   แล้วถ้าสามารถที่จะประจักษ์การดับไปจริงๆ การเกิดขึ้นและดับไป ก็จะรู้ความหมายของความว่างเปล่า คือว่าไม่มีอะไรเหลือเลย ดับแล้วจริงๆ  สิ่งที่เคยเป็นตัวตนก็เป็นแต่เพียงชั่วขณะที่ปรากฏแล้วเมื่อมีปัญญาเกิดขึ้น ขณะนั้นไม่ใช่ตัวตนเป็นแต่เพียงสภาพธรรมซึ่งเกิดดับก็เห็นความว่างเปล่าจริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มีสิ่งที่เราเคยยึดถือว่าเป็นคนอยู่เลย


    หมายเลข 8962
    13 ก.ย. 2558