ลอยอยู่ในทะเลชื่อเพราะอวิชชามานานเท่าไร


    ได้สนทนากับท่านผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกันที่อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย เขาศึกษาอภิธรรมมากทีเดียว แต่ว่าในที่สุดเมื่อได้สนทนาธรรมเสร็จแล้ว ก็ถามคำถามซึ่งเขาไม่เคยคิด ถามว่า “ธรรมอยู่ที่ไหน ” เขาเรียนเรื่องจิตประเภทต่างๆ เรียนเรื่องเจตสิก เรียนเรื่องอะไรทั้งหมด แต่ถามว่าธรรมทั้งหมดที่เขาเรียนมีจริงๆ แล้วอยู่ที่ไหน ถ้าศึกษาเพียงตัวหนังสือจะไม่ทราบเลย ว่า ขณะนี้เป็นธรรม ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ทุกขณะเป็นธรรมทั้งหมด ถ้ามีความเข้าใจ เขาก็จะรู้ได้ว่าสิ่งที่เขาเรียนกำลังเรียนเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งกว่าจะเกิดก็ต้องอาศัยปัญญาที่เกิดจากการฟังเข้าใจ เพราะว่าถ้าไม่มีการฟังเข้าใจเลยสักนิดเดียวที่จะไปประจักษ์แจ้งว่าเห็นขณะนี้เกิดแล้วดับ แล้วไม่ใช่เรา เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ซึ่งต่างกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ซึ่งเราจะได้ยินตลอดเวลา

    เป็นการค่อยๆ น้อมไปด้วยความเข้าใจ แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเราที่พยายามสุดขีดที่จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อที่จะให้ประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสภาพของธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสภาพธรรมที่ประจักษ์แจ้งไม่ใช่เรา เป็นโสภณธรรมเป็นปัญญาเจตสิก เป็นความเข้าใจที่ค่อยๆ ตรง ค่อยๆ สมบูรณ์ขึ้น ที่จะรู้ว่าขณะนี้เองที่กำลังฟัง ถ้ามีความเข้าใจเพียงพอ สติสัมปชัญญะเกิดได้ เพราะว่าสิ่งนี้มี กำลังมีอยู่

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าถ้าขณะใดที่หลงลืมสติ สติสัมปชัญญะไม่เกิด คือไม่รู้ตรงลักษณะของสภาพธรรม หรือไม่รู้ที่ลักษณะหนึ่งลักษณะใด ขณะนั้นก็เหมือนล่องลอยอยู่ในทะเลชื่อ เพราะเหตุว่าจากขณะที่เป็นภวังคจิต ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แล้วมีสิ่งที่ปรากฏแล้วไม่รู้ เหมือนวันนี้ หรือวันก่อนๆ ก็ตามแต่ เราลอยอยู่ในทะเลชื่อนานเท่าไร จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจจริงๆ ว่า แท้ที่จริงแล้วทั้งหมดที่เราเคยทรงจำไว้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ และก็คิดไปต่างๆ นาๆ เรื่องสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็คือชั่วขณะที่ไม่ใช่ภวังคจิต นี่คือความต่างกันของจิตที่เป็นภวังค์คือขณะที่ไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้นขณะนี้ "เห็น" ต้องไม่ใช่ภวังคจิต แต่ว่าไม่รู้ความจริง ก็จะเข้าใจความหมายของอวิชชา โอฆะ ห้วงน้ำใหญ่คืออวิชชา มิฉะนั้นก็เป็นเพียงชื่อ กามโอฆะ ความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ยึดมั่นในกาม เป็นห้วงน้ำที่กว้างใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าไม่มีอวิชชา อย่างอื่นก็มีไม่ได้

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ทุกคนกำลังเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่มีจากขั้นการฟัง การไตร่ตรอง แล้วก็ทรงแสดงอนุเคราะห์โดยประการทั้งปวง แม้แต่จิต ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้มีจิตหลายชาติ คือมีทั้งกุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต และกิริยาจิต ถ้าไม่เรียนเราจะตอบได้อย่างนี้ หรือไม่ว่าจิตขณะนี้มีหลายชาติ กุศลจิตก็มี อกุศลจิตก็มี วิบากจิตก็มี กิริยาจิตก็มี ถ้าไม่เรียนเราก็พูดถึงกุศล อกุศล และก็พูดถึงวิบาก แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร

    ถ้าศึกษาแล้วก็มีความตรงที่จะรู้ว่าที่วิบากไม่ใช่เรา ก็เพราะเหตุว่าวิบากเป็นผลของกรรม กรรมคือการกระทำซึ่งมีทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม ที่กล่าวอย่างนี้เพื่อที่จะไปถึงอเหตุกจิต แต่ให้เข้าใจก่อนจากชีวิตประจำวันว่าเรามีกรรม และก็รู้ว่ากรรมไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมต้องให้ผล เพราะเหตุว่ากรรมเป็นเหตุที่จะให้เกิดผล แต่เราเลื่อนลอย ไม่รู้ว่าให้ผลเมื่อไร พอศึกษาขณะที่เกิดเป็นผลของกรรมซึ่งขณะนั้นโลกนี้ไม่ปรากฏ ถ้าศึกษาต่อไปอีกเป็นชาติวิบาก ถ้าศึกษาต่อไปอีกจะทราบว่าขณะนั้นเป็นสเหตุกะ หรืออเหตุกะ คือค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น จากสิ่งที่เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย

    ที่มา ...

    พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 58

    พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 59


    หมายเลข 6680
    19 ม.ค. 2567