ข่มขี่ด้วยดี


    การแสดงความถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่การโจมตีใครทั้งสิ้น แต่เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาพระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ให้คำสอนที่ผิดมาบิดเบือน ทำลายได้ จึงเป็นการข่มขี่ด้วยดี


    ผู้ฟัง สำหรับผู้ที่มาใหม่ เขาอาจจะคิดว่าตอนนี้ เรากำลังโจมตีสำนักปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย

    ท่านอาจารย์ เวลาที่พูดธรรมจะชัดเจนมาก ถ้าเราพูดทีละคำ โจมตี คืออะไร ถ้าเราพูดสิ่งที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เราควรจะไม่พูด ในเมื่อคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ว่า ความจริง คืออะไร พระพุทธพจน์แต่ละคำ คืออะไร ธรรม คืออะไร ปฏิบัติ คืออะไร เราไม่ใช่บอกว่าผิด โดยที่ว่าไม่ได้ชี้แจงว่า ผิดตรงไหน แต่ผิดตรงนั้น ผิดตรงนี้ เพื่ออะไร เพื่อให้รู้ว่า ถูก คืออย่างไร

    การที่สามารถที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจถูกต้องได้ ผิดหรือ และเป็นการโจมตีใคร ไปโจมตีความเห็นผิดหรืออย่างไร หรือไปโจมตีความเห็นถูก หรือไปโจมตีอะไร แต่คำที่จริงนั่นแหละ ตรงกันข้ามกัน คำจริงเป็นอย่างหนึ่ง คำไม่จริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผู้ฟังไม่ใช่คิดว่าโจมตี มีคำที่กล่าวถึงแต่ละคำ ให้เข้าใจถูกต้อง ชัดเจนขึ้น แล้วจะโจมตีอะไร มิฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็โจมตีพวกเดียรถีย์ สมัยโน้นมีครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ๖ ท่าน ล้วนแต่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ตามความเป็นจริง พระองค์โจมตีความเห็นอื่นๆ ซึ่งเป็นความเห็นผิด ซึ่งพระองค์รู้แน่ว่า ความเห็นผิด ไม่ใช่ความเห็นถูก ตราบใดที่เขายังไม่ได้ฟังความเห็นถูก คำจริง เมื่อนั้นเขาก็หลงผิด ประโยชน์อะไร ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี นานแสนนาน

    ก่อนที่จะได้รับคำพยากรณ์ จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ก็ทรงมีพระมหากรุณาที่รู้ว่า ธรรมยากลึกซึ้งแค่สองคำ คิดหรือเปล่า ธรรมยาก ลึก ซึ้ง แต่คนอื่นบอก ธรรมง่าย ไม่ต้องเรียนก็ได้ ไม่ต้องฟังพระพุทธพจน์ก็ได้ แล้วพระพุทธศาสนา คืออะไร ศาสนา คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ตรัสรู้แล้ว ไม่แสดงธรรมเลย สัตว์โลกจะเข้าใจความจริงได้ไหม คำจริงทุกคำ เป็นการโจมตีหรือเปล่า หรือว่าเป็นการแสดงความถูกต้อง ให้คนที่สามารถพิจารณา ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย

    ประโยชน์อะไร จะต้องเสียเวลาพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง ไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าพระสาวกทั้งหลาย เพราะเห็นประโยชน์ของผู้ที่มีโอกาส จะรู้ความจริง จึงได้กล่าวคำจริง เป็นการโจมตีหรือเปล่า แต่ละคำต้องพิจารณา ไม่ใช่พูดตามๆ กัน หรือคิดเอาเอง แต่ต้องรู้ว่า คิดอย่างไรว่าโจมตี เป็นคำกล่าวสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วทั้งนั้น ผู้ที่กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแล้ว โจมตีใคร แต่ถ้าเป็นคำไม่จริง โจมตีคำจริง

    อ.อรรณพ ข้อความในพระไตรปิฎก ที่แสดงเรื่องการว่าโจมตีไหม ก็มีคำว่าข่มขี่ ข่มขี่อัญญเดียรดีย์ปริพาชก

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าข่มขี่ ฟังธรรมดารู้สึกอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างนี้ เป็นคำของพระองค์

    อ.อรรณพ เป็นการข่มขี่ด้วยดี โดยกาลอันสมควร โดยชอบธรรมอย่างนี้ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย หลังจากที่ท่านอนาถบิณฑิก ได้ไปแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดแลเป็นผู้มีธรรมอันไม่หวั่นไหว ในธรรมวินัยตลอดกาลนาน ภิกษุแม้นั้นพึงข่มขี่อัญญเดียรถีร์ปริพาชกเหล่านั้น ให้เป็นการข่มขี่ด้วยดี โดยชอบธรรมอย่างนี้ เหมือนท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีข่มขี่แล้วฉะนั้น

    ท่านอาจารย์ โดยชอบธรรม คือด้วยความหวังดีใช่ไหม ให้เข้าใจถูกต้อง คำจริง ต้องข่มขี่คำไม่จริง แน่นอน โดยคำนั้นเอง อัตตากับอนัตตา ใครจะบอกว่าต้องทำอย่างนี้ ไปสำนักปฏิบัติ แล้วอนัตตาอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้ก็มีธรรม แล้วธรรมก็เป็นอนัตตาทุกธรรม ธรรมทั้งหลายทั้งหมด ทั้งปวง เห็นขณะนี้ก็เป็นธรรม แล้วเมื่อไรจะเข้าใจว่า เห็นไม่ใช่เรา ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกนานเท่าไร ไม่ใช่แค่คำเดียว คำที่ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา คำใดที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ในสิ่งที่มี ซึ่งคนอื่นกล่าวถึงเรื่องนี้หรือเปล่า ให้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ โดยการฟัง จนกว่าจะเข้าใจ และก็ไม่ใช่คิดเองด้วย และไม่ใช่คำของตนเองด้วย แต่เป็นคำที่ ผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้

    คำว่าตรัสรู้หมายความว่าอะไร ไม่ใช่รู้อย่างธรรมดาที่เรารู้ แต่สามารถที่จะเป็นอภิสมัยยิ่งใหญ่ ที่ไม่เคยมีมาเลยในสังสารวัฏฏ์ ที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม แล้วอย่างนี้จะไม่ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องหรือ ว่าเดี๋ยวนี้มีธรรม แต่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา คืออัตตา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นอนัตตา กว่าจะคล้อยตามมั่นคง ว่าเห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา ต้องฟังเรื่องอะไร เรื่องสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา พิสูจน์ได้เลย ภาษาบาลีใช้คำว่าขันดะ หรือขันธะ ซึ่งคนไทยก็พูดง่ายๆ ว่าขันธ์ ขันธ์ ๕ ทำไมทรงจำแนกธรรมเป็นขันธ์ ๕ ถ้าบอกว่า เห็นไม่ใช่เรา ได้ยินไม่ใช่เรา เกิดขึ้นดับไป ไม่พอ เพราะอุปาทาน ความยึดมั่นในสิ่งที่มี ในความเป็นตัวตน เหนียวแน่นมาก เพราะไม่ใช่เพิ่งจะยึดมั่นชาตินี้ชาติเดียว นานแสนนานมาแล้ว สภาพธรรมก็เกิดดับ แต่เมื่อไม่มีการได้ฟังพระธรรม ใครจะมาบอกว่า เห็นเดี๋ยวนี้ ที่กำลังเห็น ต้องเกิด เพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้นได้เลย เห็นที่เกิดแล้วก็ต้องดับด้วย ไปยับยั้งไม่ให้เห็นดับก็ไม่ได้

    ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ โดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง ว่าขณะนั้นเป็นสภาพธรรมอะไรบ้าง แล้วอย่างนี้ ไม่ฟังปริยัติ ไม่ฟังพระพุทธพจน์ ไม่ศึกษาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไปปฏิบัติอะไร ใครปฏิบัติ ตัวเราปฏิบัติ แล้วทุกคำต้องค้านกับคำที่ได้ตรัสแล้ว แม้แต่เพียงว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา

    อ.อรรณพ ท่านอาจารย์สรุปนิดนึงครับว่า การข่มขี่ด้วยดี คืออย่างไร และโดยกาลอันควร คืออย่างไร โดยชอบธรรม คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็พูดคำจริง เมื่อมีผู้ที่ฟัง

    อ.อรรณพ เมื่อมีผู้ที่ฟัง ก็คือโดยกาลอันควร

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเดียรถีย์ต้องฟังแน่ พวกปริพาชกอยู่ตรงนั้น และเมื่อฟังแล้วการที่ไม่เข้าใจ ขัดใจ ไม่ตรงกับการที่เขาปฏิบัติกันอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้สิ้นสุดการที่จะฟังต่อไป การสนทนาต่อไปก็ทำให้เขาสามารถที่จะเข้าใจขึ้น ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อะไรเป็นสิ่งที่ผิด


    หมายเลข 10862
    29 เม.ย. 2567