อกิริยทิฏฐิ

 
บ้านธัมมะ
วันที่  8 ต.ค. 2551
หมายเลข  10083
อ่าน  13,769

อกิริยทิฏฐิ

อกิริย (ไม่เป็นอันทำ) + ทิฎฐิ (ความเห็น)

ความเห็นว่ากรรมที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ เป็นการห้ามกรรม หมายถึง ความเห็นผิดซึ่งยึดถือว่า บาปบุญที่ทำแล้ว ย่อมเป็นเพียงสักแต่ว่าอาการกระทำเท่านั้น คือ ทำความดีก็เป็นเพียงสักแต่ว่าทำเท่านั้นไม่เป็นบุญ ทำความชั่วก็เป็นเพียงสักว่าทำเท่านั้น ไม่เป็นบาป


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
aurasa
วันที่ 31 ส.ค. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
มหาแสนดี
วันที่ 1 พ.ย. 2554

เจ้าลัทธิชื่อ ปูรณกัสสปะ

พระพุทธโฆสาจารย์พรรณนาไว้ในสุมังคลวิลาสินีว่าท่านปูรณกัสสปะ เป็นเจ้าลัทธิของอเจลก พวกไม่นุ่งผ้า (เปลือย) ที่มีชื่อว่าปูรณะนั้น สมัยตอนเป็นเด็กหนุ่มได้ทำงานจ้างในตระกูลหนึ่งซึ่งเป็นคนที่ร้อยพอดี ท่านจึงได้นามว่าปูรณ แปลว่า เต็มหรือครบ ตามประวัติของท่านเป็นบุตรของพราหมณ์ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์กัสสปโคตร ท่านได้เรียนจบคัมภีร์เวท ครบ ๓ เวท ต่อมาได้เป็นเจ้าลัทธิที่เรียกว่า อกิริยทิฏฐิ

ท่านสอนว่าการทำใดๆ ไม่มีผล ถ้าไม่วัตถุเป็นเครื่องตอบแทน แม้แต่การทำดี ก็ต้องมีคนชมต้องได้เงินหรือได้สิ่งของต่างๆ เป็นเครื่องตอบแทนหากทำดีไม่มีคนชมเงินก็ไม่ได้หรือเป็นสิ่งของใดๆ ก็ไม่มีตอบแทนการทำนั้นๆ เปล่าประโยชน์ (เป็นโมฆะ) การทำชั่วต้องถูกด่า ถูกตำรวจจับเข้าคุกตะรางทันทีตามกฏหมาย หากทำชั่วแล้วไม่มีใครด่า ไม่ถูกจับเข้าคุกหรือไม่มีใครเห็นสิ่งทำไปก็เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ เป็นโมฆะเรื่องเปล่าประโยชน์ทั้งนั้น สรุปว่า ทำดีทำชั่วต้องมีผลทางวัตถุเป็นเครื่องตอบแทนทุกครั้งที่ทำ ปัจจุบันนี้มีผู้ที่ปฏิญาณตนว่านับถือพระพุทธศาสนาหรือเรียกตนเองว่าพุทธศาสนิกชน แต่กลับไปปฏิบัติตามคำสอนของปูรณกัสสปะ เจ้าลัทธินี้ บางครั้งก็มาพูดว่าเรามันทำบุญไม่ขึ้นทำดีแล้วไม่ได้ดี ส่วนคนทำชั่วกลับได้ดี ทำดีได้ดีมีที่ไหนทำชั่วได้ดีมีถมไปหรืออะไรทำนองนี้มีอยู่ทั่วไป ไฉนไม่เลิกบ่นเพ้อเสียที่แล้วมาใคร่ครวญถึงสอนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงกันดีไหมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 14 ธ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chatchai.k
วันที่ 30 เม.ย. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
AmpholSuttipo
วันที่ 21 ก.พ. 2566

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาสาธุในธรรมอันประเสริฐนี้ด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
สิริพรรณ
วันที่ 4 มี.ค. 2569

ขอถวายความนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า

ธรรมชาติที่ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เห็นผิดโดยความไม่ถือเอาตามความเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีความเห็นวิปริตเป็นลักษณะโดยนัยเป็นอาทิว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ดังนี้ ชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมากเหมือนสัมผัปปลาปะ.

อีกอย่างหนึ่ง อนิยตมิจฉาทิฏฐิมีโทษน้อย นิยตมิจฉาทิฏฐิมีโทษมาก.

องค์ของมิจฉาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ

วตฺถุโน จ คหิตาการวิปรีตตา  (เรื่องทั้งหลายวิปริตจากอาการที่ถือเอา) ๑.

ยถา จ ตํ คณฺหาติ ตถาภาเวน ตสฺสูปฏฺฐานํ  (ความปรากฏแห่งเรื่องนั้นโดยความไม่เป็นจริงตามที่ยึดถือ) ๑.

บรรดามิจฉาทิฏฐิเหล่านั้น กรรมบถย่อมขาด เพราะนัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิและอกิริยทิฏฐิเท่านั้น กรรมบถย่อมไม่ขาด เพราะทิฏฐิอื่นๆ .

จาก อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑

นิยตมิจฉาทิฏฐิ

อเหตุกทิฏฐิ

นัตถิกทิฏฐิ

ขอบพระคุณยินดีในกุศลทุกท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ