ปรมัตถธรรม ๔ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระคุณอย่างไร


    ท่านอาจารย์ นามธรรมเป็นอย่างไร ต่างกับรูปทำอย่างไร

    คุณวีระ ในระดับที่ฟังมานั้น ฟังหลายครั้งก็พูดซ้ำได้ว่า นามธรรมคือ

    ท่านอาจารย์ แล้วไม่เข้าใจหรือว่า สภาพรู้นั้น มี ต่างกับรูปธรรม ต้องเข้าใจถึงลักษณะของสภาพรู้ที่ต่างกับรูปธรรม ไม่ใช่จำชื่อ

    คุณวีระ อันนี้ผมตามไป คือหมายความว่า ขณะที่ฟังเรื่องนามธรรม ก็รู้ว่านามธรรมเป็นสภาพรู้ และมีนามธรรมที่ไม่เป็นสภาพรู้ ก็มี

    ท่านอาจารย์ ธรรมที่ไม่เป็นสภาพรู้ ยังไม่ได้กล่าว

    คุณวีระ แล้วก็ รูปธรรม คือ เป็นสภาพที่ไม่รู้ ขณะนี้ อย่างที่กล่าวถึงเรื่องเสียง เสียงนั้น ท่านอาจารย์เคยกล่าวว่า เสียงอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าอยู่ข้างนอกบ้านนี่เราไม่ได้ยิน มันก็เป็นรูปธรรม เพียงแต่ว่า เสียงจะอยู่ข้างในนี้ ก็เป็นรูปธรรม คือสภาพที่ไม่รู้อะไร แต่ว่าสภาพที่ไปรู้ คือไปรู้เสียง จะไปรู้ข้างนอก ถ้าเสียงไม่เกิด เป็นที่กล่าวถึงคำว่า อารมณ์ เป็นสิ่งที่สภาพรู้ รู้ ต้องเสียงนั้นปรากฏขึ้นแล้วมีสภาพรู้ มารู้ ถึงจะรู้ว่ามีสภาพรู้ แต่ว่าถ้าเสียงนั้นอยู่เฉยๆ เสียงจะเกิดที่ไหนก็แล้ว แต่ก็ไม่มีสภาพไปรู้ ก็หาข้อแตกต่างไม่ได้ อันนี้จำได้

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจ และพิสูจน์ด้วย เริ่มพิสูจน์ที่ตัวคุณวีระ มีปอดไหม

    คุณวีระ ปอดอยู่ข้างใน

    ท่านอาจารย์ ปรากฏหรือเปล่า

    คุณวีระ ปอด ไม่ปรากฎกับผมตอนนี้ เพียงแต่รู้สึกว่ามีอาการขยับเข้า ขยับออก เวลาหายใจ พอท่านอาจารย์บอกว่าดูปอด

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อกี้ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นใช่ไหม ตอนที่ไม่ได้ถาม

    คุณวีระ ก็ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อย่าลืม ถ้าเราจะเข้าใจสภาพธรรมที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลนั้น ต้องถึงขณะจิต สิ่งที่เราเคยจำไว้ทั้งหมด บ้านทั้งหลัง ตัวทั้งตัว ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้านั้น เป็นอัตตสัญญา ความทรงจำว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ว่าจริงๆ แล้ว เมื่อจิตเกิดขึ้นทีละ ๑ ขณะ และก็รู้อารมณ์ คือสิ่งที่ปรากฏทีละ ๑ อย่าง จะมีอย่างอื่นไม่ได้เลย ถ้ายังไม่ถึงขณะนี้ ยังรวมเป็นตัวเรา ยังรวมเป็นโลก ยังรวมเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นอัตตา หรือเป็นสักกายทิฏฐิ คือมีความเห็นว่าสิ่งนั้นรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อมีเรา ก็ต้องมีการเห็น มีคนนั้น มีคนนี้ ใช่ไหม เพราะเหตุว่ามีเรา แต่เราไม่มี มีจิตเกิดขึ้น ๑ ขณะ จิตเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ หมดเลยขณะนี้ ต้องถึงขณะนี้

    การพิจารณาธรรม เริ่มเข้าใจธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ แม้ว่ายังไม่ประจักษ์ แต่เริ่มเข้าใจความจริงว่า ขณะนี้เห็นดับ แล้วก็มีได้ยินเกิดขึ้น ขณะเดียว อย่างอื่นไม่มีเลย แข็ง อ่อน เย็น ร้อน ปอด หัวใจ ไม่มี

    “รูปธรรม” เป็นสภาพซึ่งอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น โดยสมุฏฐานอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๔ สมุฏฐาน คือ มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ก็ได้ ประเภทหนึ่ง มีจิตเป็นสมุฏฐานอีกประเภทหนึ่ง มีอุตุ คือความเย็น ความร้อนเป็นสมุฏฐานอีกประเภทหนึ่ง มีอาหารเป็นสมุฏฐานอีกประเภทหนึ่ง เรายังไม่ต้องนึกถึงตัวเรา แต่นึกถึงความจริงว่า รูปที่จะเกิดได้นั้น ต้องมีสมุฏฐานด้วย ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น รูปนี้ทั้งหมด ย้อนมาที่กายอีก ไม่ใช่ของเรา อันนี้ต้องไม่ลืม นามธรรม รูปธรรมไม่เป็นของใคร จำไว้ในใจ เพื่อว่าจะถึงวันหนึ่งที่จะรู้ว่า นามเป็นนามธรรมเท่านั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป รูปก็เป็นรูปธรรมเท่านั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป

    ถ้าเราไม่เข้าใจตอนนี้เราก็หลงอีก ลืมอีก แต่เราจะต้องเข้าใจจริงๆ ว่า นามธรรม บอกแล้วว่าเป็นนามธรรมก็ต้องเป็นนามธรรม จะเป็นใครไม่ได้ จะเป็นของใครไม่ได้ทั้งสิ้น บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะเหตุว่านามธรรมเป็นนามธรรมเท่านั้น ต้องเป็นนามธรรมอย่างเดียว เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สำหรับรูปธรรมก็เช่นเดียวกัน จะเกิดที่ตัว จะเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ในน้ำ บนบก อย่างไรก็ตามแต่ รูปธรรมเป็นรูปธรรม

    เพราะฉะนั้น เคยจำได้ว่า นี่คือเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เดี๋ยวนี้เป็นรูป เหมือนรูปอื่นๆ เป็นรูปเท่านั้น ซึ่งเกิดจากสมุฏฐานหนึ่งสมุฏฐานใด ใน ๔ สมุฏฐาน แต่ว่าที่กายของเรา มีรูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานด้วย มีรูปซึ่งเกิดจากจิตเป็นสมุฏฐานด้วย มีรูปซึ่งเกิดจากอุตุเป็นสมุฏฐานด้วย มีรูปซึ่งเกิดจากอาหารเป็นสมุฏฐานด้วย นี่คือความละเอียดที่เราจะรู้ว่า รูปเป็นรูปก็จริง แต่รูปมีสมุฏฐาน คือธรรมที่ก่อตั้งให้รูปเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น รูปยังคงเป็นรูป ถึงจะอยู่ตรงนี้ ก็เป็นรูปนั่นเอง จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

    นี่คือการเริ่มที่จะละการยึดถือว่าเป็นเรา โดยเข้าใจสภาพจริงๆ ของสิ่งที่มี เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นความว่างเปล่า ก็ไม่มีการที่จะยึดถือว่าเป็นตึกรามบ้านช่อง หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น เช่น ดิน ก้อนอิฐ ก้อนกรวด อะไรก็ตามแต่ สร้างขึ้นปรากฏ ก็เป็นตึกรามบ้านช่องขึ้นมา ก็มีความสำคัญว่าเป็นตึกรามบ้านช่อง แต่พอย่อยออกไป สิ่งนั้นมาจากอะไร สิ่งนี้เกิดจากอะไร เพราะฉะนั้น ที่ตัวนี้ก็เหมือนกัน จำไว้ตั้งแต่เด็กจนโตว่า ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าเป็นเรา แต่ความจริงเป็นรูปแต่ละกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสมุฏฐานต่างกัน แล้วก็ทยอยกันเกิด ทยอยกันดับ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้วแต่สมุฏฐาน ถ้าที่โต๊ะ หรือที่อื่น ที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล จะไม่มีรูปที่เกิดจากกรรม ไม่มีรูปที่เกิดจากจิต ไม่มีรูปที่เกิดจากอาหาร แต่รูปเป็นรูป รูปจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่ารูปจะเกิดจากสมุฏฐานอะไร รูปก็เป็นรูป

    คุณวีระ มีพระธรรมของพระพุทธเจ้าจริงๆ ขณะนั้นก็เกิดความศรัทธาในพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า ในพระมหากรุณาธิคุณของท่าน ตลอดจนเข้าใจว่าถ้าเผื่อมีความรู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏคือเสียงจริงๆ แล้วมีสภาพรู้จริงๆ นั้น ขณะนั้นความบริสุทธิ์ของท่านจะขนาดไหน ก็แค่นั้นเอง ก็มีไม่มาก

    ท่านอาจารย์ ความบริสุทธิ์ของใคร

    คุณวีระ ของพระพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ มากมายมหาศาลเกินกว่านั้นมาก ลองคิดถึงว่า ขณะนี้ทุกคนที่ได้ฟังพระธรรม ก็ยังมีกิเลสกันเต็มทั้งนั้น ใช่ไหม ถ้ากิเลสนั้นยังไม่ได้ดับเป็นสมุจเฉท จะไม่ต่างกันเลย แต่ว่าผู้ที่ดับกิเลสหมด ไม่มีการที่จะเกิดอีกเลยนั้น คิดดูว่าต่างกับผู้ที่ยังมีกิเลสเต็มๆ มากมายสักแค่ไหน แม้ว่าจะได้ยินเสียงเดียวกัน และสิ่งหนึ่งซึ่งจะทำให้กิเลสดับได้ ก็คือปัญญา ไม่ใช่อย่างอื่นเลย ทานก็ไม่ได้ทำให้กิเลสดับ ศีลก็ไม่ทำให้กิเลสดับ แต่ถ้าอบรมเจริญปัญญา สามารถที่จะรู้ความจริง ก็จะละคลายความไม่รู้ จนสามารถที่จะดับกิเลสได้

    เพราะฉะนั้นลองคิดถึงคนที่มีกิเลสเยอะๆ กับคนที่ไม่มีกิเลสเลย ความต่างๆ กันจะแค่ไหน ปัญญาจะต่างกันแค่ไหน ที่สามารถที่จะดับกิเลสได้จริงๆ เพียงแค่ฟังนั้นทุกคนก็สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่กิเลสยังมี เพราะฉะนั้นต้องมีการอบรมเจริญปัญญา ถึงระดับขั้นที่สามารถที่จะดับกิเลสได้ ทันทีที่เห็น ที่ได้ยิน ไม่มีความสงสัยในสภาพที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม สามารถจะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรม และรูปธรรม หมดความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน นี่ระดับหนึ่ง ขั้นหนึ่ง ของการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล ยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องอาศัยปัญญามากมายมหาศาลสักแค่ไหน และผู้ที่ถึงความเป็นพระอรหันตสาวก ก็จะต้องต่างกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นเราเริ่มที่จะรู้ว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระคุณอย่างไร พระพุทธรูปทั้งหมด ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะปั้นให้งามสักเท่าไหร่ก็ยังไม่เท่า เท่าไม่ได้ เหมือนไม่ได้ ขณะนี้ไม่มีจักขุวิญญาณของใครที่เป็นกุศลวิบาก ที่จะเห็นพระรูปกายจริงๆ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แม้แต่การที่เราจะเข้าใจธรรมนั้น เราก็ต้องเข้าใจถึงพระคุณ ไม่ใช่เพียงแต่เห็นพระพุทธรูปแล้วกราบ เตือนให้ระลึกถึง แต่เมื่อไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วนั้น เราระลึกถึงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ

    ผู้ฟัง ผมฟังมาแล้วรู้สึกมีอันหนึ่งซึ่งอาจารย์พยายามจะให้พวกเราเข้าใจ อาจารย์พูดถึงนามกับรูป ซึ่งรู้สึกเป็นเรื่องความจริงไม่ใช่ง่ายสำหรับเรา แต่จริงๆ มันอยู่ในตัวเรา แล้วหยิบขึ้นมาก็ได้ แต่น่าเสียดายที่บางครั้งเราสับสน เพราะว่าจิตที่เราเอามาคิด บางครั้งการบ้านมันเยอะเกินไป มันสับสนเกินไป แต่ที่จริงแล้วอาจารย์กลับมาบอกว่า ถึงไตรสรณคมน์ ที่แท้ก็ต้องบอกว่ากลับไปศรัทธาเสียก่อน แล้วเอาศรัทธานั้นกลับมา เพื่อมาดูอีกทีว่า สิ่งที่เป็นธรรมทั้งหลาย มันเป็นอะไร ก็จะได้หาทางรู้เท่าทันสิ่งนั้น ยังไม่พอก็ต้องกลับไปปลูกศรัทธาเพิ่มอีก ให้เกิดความเชื่อไปด้วยกัน เพื่อจะได้หันกลับมา ไม่ทราบตรงนี้เป็นลักษณะไก่กับไข่ หรือไม่

    ท่านอาจารย์ กลับไปปลูกที่ไหน จะกลับไปปลูกที่ไหน

    ผู้ฟัง ปลูกที่ใจเรา

    ท่านอาจารย์ ก็เวลานี้ใจเราก็อยู่ที่นี่ แล้วก็กำลังฟังธรรมด้วย ขณะใดที่ไม่ได้ฟังธรรมไม่มีทางที่จะมีศรัทธาเพิ่มขึ้น กลับไปบ้านไม่ได้ฟัง ไม่ได้คิด ไม่ได้ไตร่ตรอง ก็ปลูกไม่ได้

    ผู้ฟัง เป็นไปได้ไหม ที่ในบางครั้งที่มีพูดถึงว่า ปัจจัยที่จะทำให้บุคคลเข้าถึงจุดที่จะหลุดพ้นจากอาสวะต่างๆ นั้น จะเป็นลักษณะของการมีโยนิโสมนสิการ กับการที่มีกัลยาณมิตร

    ท่านอาจารย์ อันนี้ก็เป็นชื่อเพราะๆ

    ผู้ฟัง ทีนี้ ปัญหาก็คือว่า ถ้าเผื่อว่าเรามีจิตครุ่นคิดอยู่ ใช้ปัญญาตริตรองดูสม่ำเสมอ เราอาจดึงเหตุปัจจัยในที่ต่างๆ มาเพื่อเป็นตัวช่วยสอนเราได้ ผมเชื่อว่าตรงนี้ ณ บรรยากาศตรงนี้ คงเป็นบรรยากาศที่ต้องถือว่ามีผู้ที่ชี้นำได้ดียิ่งกว่าด้วย

    ท่านอาจารย์ แล้วเราจะครุ่นคิดอย่างไร ถ้าไม่ครุ่นคิดโดยพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ คิดเอง คิดไม่ออก ต่อไปฟังแล้วจะรู้ว่าคิดเอง คิดไม่ออกแน่ๆ ต้องอาศัยพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้เท่านั้น

    ผู้ฟัง (ร่วมสนทนา) คือเรื่องปลูก ปลูกศรัทธา อะไรต่ออะไรนั้น มันเป็นพยัญชนะ เพราะว่าจากพยัญชนะที่พูดเมื่อกี้นี้ หลายคำมีลักษณะเป็นอัตตาทั้งนั้น ต้องระวังนิดหนึ่งในการศึกษาธรรม เพราะว่าอย่างที่ท่านอาจารย์พูดตอนแรกนั้น จงตั้งใจฟัง ที่เป็นคำของพระพุทธเจ้า และมีพยัญชนะเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่า จงต้องใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ถ้าเผื่อว่าตั้งใจฟัง ใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวนี้ ถ้าฟังตั้งแต่เช้ามานั้น ก็จะได้ประโยชน์เยอะ แล้วเรื่องรูปธรรมนามธรรมนั้น อย่าไป คือจะไปย้อน ไปปลูกศรัทธาหรืออะไรนั้น อย่าไปปลูกเลย ต้องฟังพระธรรม ฟังพระธรรมแล้วจะเป็นลำดับขั้น ความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แม้กระทั่งไตรสรณคมน์ที่คุณวีระพูดถึงเมื่อวานนี้นั้น ก็ต้องเป็นลำดับขั้น ความเข้าใจธรรมมีมากขึ้น ศรัทธาก็เพิ่มขึ้น ไตรสรณคมน์ก็มากขึ้น เป็นลำดับๆ อย่างนี้ มันลุ่มลึกไป ถ้ายิ่งศึกษาแล้ว จะเห็นความลุ่มลึกของพระธรรมของพระพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง การที่จะถึงพระรัตนตรัย หรือไตรสรณคมน์นั้น จะมั่นคงมากน้อยนี้จะขึ้นอยู่กับอะไร

    ท่านอาจารย์ ปัญญาที่เข้าใจพระธรรม

    ผู้ฟัง ถ้าเกิดมีการฟังธรรม ความเข้าใจบ้าง แต่ก็ยังล่วงศีลอยู่เนืองๆ หรือว่ายังมีมานะมาก หรือว่ายังโกรธบ่อย อันนี้จะหมายถึงว่า ความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นลำดับ ถึงขั้นฟังก็ขั้นฟัง จะเกินขั้นนั้นไปไม่ได้ ในเมื่อฟังแล้วเห็นพระคุณ พระปัญญาคุณ ที่ทรงแสดงพระธรรมไว้ มีความเข้าใจระดับไหน เราจะไปเอาศรัทธา หรือความมั่นคงของคนอื่น ที่เข้าใจมากกว่า มาเป็นของเราก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็ถึงไตรสรณคมน์ ตามขั้นของปัญญาของเขา

    วิทยากร การที่จะเจริญกุศลทุกขั้นนั้น เมื่อมีความเข้าใจเรื่องของสภาพธรรมจริงๆ ก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรเจริญ ควรอบรม ศีลก็ควรที่จะตั้งใจสมาทานด้วย เพราะว่าเป็นกุศลขั้นหนึ่ง อันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสติปัฏฐานยังไง

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครกะเกณฑ์ใครได้ ไม่ว่าจะเป็นกุศลขั้นทาน ขั้นศีล ขั้นภาวนา หรือว่า บุญยกิริยาวัตถุ๑๐ แต่ละคนจะรู้อัธยาศัยของตัวเอง เพราะฉะนั้นศีลที่เป็นปกติ คือศีล ๕ อันนี้จะไปเข็นคนที่รักษาศีล ๕ ให้เขาไปรักษาศีล ๘ ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่บุคคล

    วิทยากร แต่ศีลจะขึ้นอยู่กับขณะจิตด้วย คือ การวิรัติ ถ้าไม่มีการวิรัติเฉพาะหน้านั้น ก็ไม่ได้ชื่อว่ามีศีล หรือว่าถ้าไม่ได้ตั้งใจสมาทาน ก็ไม่เป็นศีล

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเจตนาศีล เพราะว่าคำว่า ศีล ก็มีหลายอย่าง มีทั้งเจตสิกหรือเจตนาที่เป็นศีล นี่เป็นความละเอียดมากของธรรม ซึ่งแสดงไว้กว้างขวาง แต่ว่าเราต้องเข้าใจธรรมตามลำดับ ข้อสำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจธรรมตามลำดับ ที่เรากำลังฟังนี้ เป็นปรมัตถธรรม หรือเป็นอภิธรรม ไม่ใช่ธรรมทั่วไปอย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟัง เพราะเหตุว่าธรรมทั่วๆ ไปที่ได้ยินนั้น ก็เป็นบางส่วนของพระสุตตันตปิฎก เป็นเรื่องของชาดก เป็นเรื่องของท่านอนาถบิณฑิก หรือเป็นเรื่องทรงแสดงธรรมกับบุคคลนั้น บุคคลนี้ แต่ที่ฟังนี้ ฟังถึง ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนี้ ที่ทรงแสดงไว้ที่เป็นอภิธรรมปิฏก หรือปรมัตถธรรม จะไม่มีความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย เพราะว่าการตรัสรู้นั้น ใช้คำว่า “ตรัสรู้” ไม่ได้หมายความว่า รู้ตามที่เคยเข้าใจ หรือว่าเคยได้ยิน ด้ฟัง แต่ตรัสรู้ด้วยพระบารมีที่ได้ทรงบำเพ็ญที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าในชาติก่อนๆ ไม่เคยเป็นพหูสูต หรือว่าไม่เคยฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่น เคยฟัง แต่เมื่อบารมียังไม่พร้อมที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้ แต่ว่าเมื่อพร้อมเมื่อไหร่ จะเห็นการอบรมที่เป็นจิรกาลภาวนาว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา ว่าอยากจะเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ วันนั้น วันนี้ แต่ขึ้นอยู่กับเหตุ เพราะฉะนั้น เมื่อเหตุพร้อม ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง ที่สามารถจะรู้ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งเป็นธรรม

    ก่อนฟังเราไม่รู้เลยธรรมอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พยายามแสวงหาธรรม มีท่านผู้หนึ่ง ท่านก็เล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนนั้น ท่านก็ไปหาธรรมตามป่า ตามเขา ไปไกลสุดเหนือ สุดใต้ แต่พอรู้จักธรรมแล้ว ลืมตาตื่นก็หนีธรรมไม่พ้น เจอธรรมทั้งนั้น เป็นธรรมทั้งหมด นี้คือความเข้าใจ เพราะฉะนั้น แม้ว่าธรรมเป็นธรรม แต่ถ้าไม่รู้จักธรรม ไม่เข้าใจธรรม ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม แต่ที่จะรู้ได้จากการตรัสรู้ การทรงแสดง ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม หรือเป็นอภิธรรม ขออาจารย์ให้ความหมายของคำว่าอภิธรรมด้วย

    อ.สมพร คำว่า อภิธมฺม แยกศัพท์ก็เป็น อภิ กับ ธมฺม “อภิ” ก็แปลว่า ยิ่ง หรือ ละเอียด คำว่า อภิ นี้ มีความหมายมากมายบวกกับธรรมแล้ว ปรมัตถธรรมล้วนๆ นี้ ก็เรียกว่า “อภิธรรม” ธรรมอันประเสริฐก็ได้ ธรรมอันละเอียดก็ได้ คำว่า อภิธรรม คือ เป็นปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่ใช่บัญญัติเลย ก็ได้ อภิธรรมนี้มีความหมายมากมายยิ่งกว่าที่ผมกล่าวมานี้

    ท่านอาจารย์ เมื่อกี้นี้เราถึงคำว่า อภิธรรม ที่อาจารย์ให้ความหมายว่า หมายความถึงธรรมที่ละเอียด หรือว่าประเสริฐยิ่ง เป็นความจริงเพราะเหตุว่าพระอภิธรรมทรงแสดงสภาพธรรม ไม่เว้น ทุกอย่าง รูปธรรมทุกชนิด ละเอียด นามธรรมทุกชนิด ละเอียด ต่อไปจะทราบว่าไม่ใช่มีแต่จิตประเภทต่างๆ ก็ยังมีเจตสิก ก็ขอพูดไว้ตรงนี้นิดเดียว คือชื่อว่า เจตสิก ถ้าโดยคำแปลหมายความถึง สภาพธรรมที่เกิดกับจิต หรือ เกิดในจิต ซึ่งเจตสิกนี้จะไม่เกิดที่อื่นเลย จะไม่เกิดที่รูป จะไม่เกิดที่อากาศ หรือที่ไหนทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่จะเกิดกับจิต หรือ เกิดในจิต แล้วก็เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต จะไม่มีจิตซึ่งปราศจากเจตสิก และจะไม่มีเจตสิกซึ่งปราศจากจิต เพราะเหตุว่าต้องอาศัยกันเกิดขึ้น

    ความจริงเจตสิกนี้ก็ไม่ยาก เพราะว่าทุกคนมีอยู่แล้ว พอบอกปุ๊บ ทุกคนก็รู้แน่ว่า นี่คือเจตสิก แต่ขอเก็บไว้ก่อน เพราะว่ากำลังจะพูดถึงเรื่องความละเอียดของธรรมว่า ธรรมที่ใครๆ ได้ศึกษาโดยครูบาอาจารย์ท่านอื่น ซึ่งไม่ใช่พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง จะเป็นศาสตร์ไหน หรือว่าศาสนาไหนก็ตาม ก็จะไม่มีคำที่แสดงสภาพธรรมได้ละเอียดยิ่งอย่างนี้ จึงชื่อว่าอภิธรรม เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่เป็นอภิธรรมปิฎก หรือว่า อภิธรรม ธรรมที่เป็นอภิธรรมนั้น แสดงถึงสภาพธรรมที่ไม่มีใครสามารถที่จะปฏิเสธ หรือว่าเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้น ให้เป็นอย่างอื่นได้ จึงเป็นปรมัตถธรรม เป็นสภาพธรรมที่เป็นจริงอย่างไร ทรงแสดงตามความเป็นจริงอย่างนั้น และก็ทุกคนก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้ จึงเป็นอภิธรรม และเป็นปรมัตถธรรม ไม่ว่าเราจะพูดเรื่องจิต เรื่องรูป เรื่องสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ นี่เป็นส่วนของธรรมที่ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงไว้ในอภิธรรมปิฎก

    ขอเชิญคุณสันติพูดเรื่องเจตสิก เพราะว่านามธรรมนั้น นอกจากจิตแล้ว ก็ยังมีนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง คือ เจตสิก ปรมัตถธรรมมี ๔ ถ้าคนที่มีหนังสือแล้วก็จะทราบได้ว่า มีจิต เจตสิก รูป นิพพาน เรายกเรื่องรูปเพราะว่าเราเข้าใจเรื่องรูปแล้ว ตอนนี้จะกล่าวถึงนามธรรม และนามธรรมที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือ จิต ต่อไปคือ เจตสิก

    อ.สันติ เรื่องของเจตสิก เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในตัวเรา แล้วเราก็ยึดถือว่าเป็นเราด้วยถ้าไม่เข้าใจความจริงว่า เจตสิกนั้นเป็นธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แตกต่างจากสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมด้วยกัน คือจิต โดยสิ้นเชิง เพราะว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดจากปัจจัยที่แตกต่างกัน ลักษณะก็แตกต่างกันไป

    เจตสิกมีมากมายหลายประเภท ทั้งหมดท่านรวบรวมไว้ ๕๒ ประเภท ซึ่งทุกๆ ประเภทที่เราไม่รู้ เรายึดถือว่าเป็นเราทั้งสิ้น อย่างเช่นเมื่อเช้านี้มีคนถามว่า ขณะที่เป็นไข้ ตัวร้อน ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมว่าอะไร อาจารย์ก็ได้ยกถึงเรื่องของสภาพที่เป็นร้อน ถามว่าร้อนนั้นเป็นสภาพธรรมอะไร ก็รู้ว่าเป็นรูป แล้วก็ที่ รู้ร้อน ก็เป็นนามธรรม คือ จิต แต่ว่าการที่ร้อนเพราะเป็นไข้นั้น แตกต่างจากร้อนที่อยู่กลางแดด หรือว่าอยู่ในห้องที่อบอ้าว ลักษณะของร้อนเหมือนกัน หรือรู้ร้อนเหมือนกัน แต่ขณะที่ร้อนอยู่กลางแดด ไม่ได้บอกว่าเป็นไข้ ตัวร้อน มีร้อนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ว่าเป็นไข้นั้น ตัวร้อนด้วย แล้วก็เป็นไข้ด้วย ยังจะต้องมีสภาพธรรมอื่นๆ อีก ซึ่งปรากฏให้เรารู้ได้ว่าเป็นไข้แล้ว ยกตัวอย่างเรื่องของเจตสิก ก็คือ เวทนาเจตสิก ซึ่งเวทนาที่เป็นทุกขเวทนา ที่เกิดจากร้อนแดด กับทุกข์เวทนาที่เกิดจากการป่วย ไม่สบายนั้น คงจะต้องแตกต่างกัน จึงทำให้สามารถที่จะรู้ว่าเป็นไข้ได้ เพราะฉะนั้น ความรู้สึกเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เจตสิก มีกันทุกคน แล้วก็มีหลายๆ ประเภท มีระดับของเวทนาที่ต่างๆ กันไป ฉะนั้น เวทนาก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง

    สัญญาก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เป็นความจำ เป็นเจตสิกเหมือนกัน เกิดกับจิต แล้วเราก็ยึดถือว่าสัญญาเป็นเรา ปกติก็จะจำผิดกันอยู่เสมอ เป็นสัญญาวิปลาส เพราะฉะนั้น ทั้งสัญญา ทั้งเวทนา เป็นสภาพธรรมซึ่งเรายึดถือมาก ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงแสดงสัญญากับเวทนาเป็นขันธ์ๆ หนึ่ง สัญญาขันธ์ และเวทนาขันธ์ แล้วก็ยังมีเจตสิกอื่นๆ อีก ๕๐ ประเภท ซึ่งทรงแสดงว่าเป็น สังขารขันธ์ คือตัวที่ปรุงแต่งจิต ปรุงแต่งให้เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง วิบากหรือ กิริยาบ้าง สภาพธรรมทั้งหมดที่เราคิดนึก ที่เราโกรธ โลภ หลง อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมทั้งสิ้นเลย พระองค์ทรงแสดงว่าเป็นเจตสิก เกิดกับจิต

    เพราะฉะนั้น การที่เราจะแยกแยะจิตกับเจตสิกออกได้ก็คือ ค่อยๆ รู้ลักษณะของสภาพธรรมโดยการศึกษา การฟังก่อน เพื่อที่จะสะสมเป็นสัญญา ความทรงจำที่มั่นคง ด้วยความเข้าใจ จึงสามารถที่จะเริ่มสังเกตสภาพธรรมแต่ละอย่าง เป็นจิตก็ดี เป็นเจตสิกก็ดี

    จิตไม่ได้มีความเป็นใหญ่อย่างอื่นนอกจากรู้อารมณ์เท่านั้น จะรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง รู้สี เสียง กลิ่น รส หรือว่ารู้บัญญัติต่างๆ ขณะที่สภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้นั้นเป็นจิต ส่วนสภาพธรรมอย่างอื่นทั้งหมด จะตรึก นึกคิด จะโลภ โกรธ หลง หรือว่าจะโกรธแค้นอะไรต่างๆ ก็เป็นเจตสิกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นธรรมที่เป็นนามธรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดจากจิต ก็เรียกว่าเจตสิก

    ท่านอาจารย์ คำใหม่ “เจตสิก” นี้ภาษาไทย ถ้าออกเสียงตามภาษาบาลีเป็นอะไร จะเป็น เจตสิกกัง เรามีรูปัง นามัง มีจิตตัง ตอนนี้ก็มี เจตสิกกัง

    เจตสิกเป็นสภาพธรรมที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จิต เพราะว่าจิตนี้เกิดดับสืบต่อ ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ขาดเลย แต่ว่าเจตสิกนั้นต่างกับจิต ไม่ใช่จิตเลย เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิต แต่ว่าดับพร้อมจิต แล้วก็รู้อารมณ์เดียวกับจิต เป็นนามธรรมอย่างเดียวกัน แสดงว่าจะขาดกันและกันไม่ได้เลย เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท ซึ่งต่อไปจะทราบว่ามีจริงๆ อยู่ที่ตัวนี้แหละ ๕๒ อย่าง แต่ว่าจะรู้ได้ หรือรู้ไม่ได้นั้นก็แล้วแต่สติปัญญาของแต่ละบุคคล ซึ่งสิ่งใดที่สามารถจะรู้ได้ เราก็สามารถที่จะกล่าวถึงสิ่งนั้นก่อน ให้เข้าใจว่าสภาพนั้นเป็นเจตสิก เช่น คำเมื่อกี้นี้ที่คุณสันติใช้คำว่า เวทนา เป็นภาษาบาลี หมายความถึง สภาพที่รู้สึก ทุกคนจะมีความรู้สึกต่างๆ กัน บางวันแสนสุข บางวันก็แสนเศร้า บางวันก็เฉยๆ ส่วนใหญ่เราจะตอบได้เลย ถ้าถามดูว่ารู้สึกยังไง เดี๋ยวนี้ตอบได้ไหม คุณวีณาเดี๋ยวนี้รู้สึกอย่างไร

    คุณวีณา ความรู้สึกเดี๋ยวนี้ ก็ง่วงๆ

    ท่านอาจารย์ ง่วงๆ แล้วดีใจไหม ชอบไหม ตอนง่วงๆ

    คุณวีณา ก็เฉยๆ

    ท่านอาจารย์ เฉยๆ เพราะฉะนั้น สภาพของความรู้สึกนี้จะมี ๕ อย่าง คือ ๑.) สุขทางกาย สบาย ไม่ร้อน อากาศดี ทุกข์ทางกาย อย่างเมื่อกี้นี้กลางแดด ทุกข์แน่ๆ ต้องมีความรู้สึกเกิดกับจิตทุกครั้งเวลาร้อนอย่างนั้น ที่อยู่กลางแดด ใครชอบ ก็เห็นยกกระดาษขึ้นบังกันบ้าง อะไรกันบ้างตลอด แสดงว่าไม่ชอบความรู้สึกอย่างนั้น หรือเวลาป่วยไข้ ก็มีความรู้สึกทุกข์กาย อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับกายที่ไม่สบายทั้งหมด เป็นความรู้สึก เป็นทุกข์ทางกาย ซึ่งต่างกับทุกข์ทางใจ เพราะเหตุว่า ทุกข์ทางใจ แม้ว่ากายเป็นทุกข์ แต่ใจไม่เป็นทุกข์ก็ได้ หรือแม้ว่ากายสบาย แต่ใจเป็นทุกข์ก็ได้ เพราะฉะนั้น ทุกข์กายกับทุกข์ใจนั้น ต่างกัน ภาษาบาลีใช้คำต่างกัน ถ้าเป็นทุกข์กาย ใช้คำว่า ทุกขเวทนา ถ้าเป็นสุขทางกาย ก็ใช้คำว่า สุขเวทนา ถ้าเป็นทุกข์ทางใจ ใช้คำว่า โทมนัสเวทนา ถ้าเป็นความสุขทางใจ ใช้คำว่า โสมนัสเวทนา ถ้าเป็นความรู้สึกเฉยๆ จะใช้คำว่า อทุกขมสุข หรือ อุเบกขาเวทนา คือ ไม่ทุกข์ไม่สุข

    เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นสิ่งที่มีจริง และเราก็หลงยึดถือ เวลาที่ความรู้สึกโสมนัสเกิดขึ้นก็ดีใจมาก เหมือนเป็นเราดีใจ เวลาที่โทมนัส มีเรื่องที่กำลังยุ่งยาก ประสบความลำบากในชีวิตเกิดขึ้น โทมนัสเวทนาเกิด เราก็ยึดถือว่าโทมนัสเวทนานั้นเป็นเรา แต่ความจริงไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพของจิต ของเจตสิก ก็เกิดดับ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเที่ยง สิ่งที่เกิดแล้วดับ จะเป็นใคร หรือว่าจะเป็นของใคร ไม่มีแล้ว หมดแล้ว อยู่ที่ไหน

    เพราะฉะนั้นนี่ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราพิจารณาสภาพธรรมจริงๆ เราก็จะเห็นได้ว่า ไม่มีสภาพธรรมสักอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา เพราะฉะนั้นก็เริ่มรู้จักสภาพของเจตสิก ซึ่งมีหลายชนิด ถึง ๕๒ ชนิด หรือแม้แต่เจตสิกประเภทเดียว คือเวทนาเจตสิก ก็มีถึง ๕ อย่าง แล้วก็เกิดขึ้นเป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัยทั้งนั้น ใครอยากให้โสมนัสเวทนาเกิดบ้าง แต่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แล้วแต่เหตุปัจจัย ใครอยากจะให้โทมนัสเวทนาเกิดบ้าง ไม่มีเลย วันหนึ่งๆ ก็ขอให้โสมนัสมากๆ หรือสุขมากๆ แต่ก็ต้องมีโทมนัสเวทนา บังคับไม่ได้เลย แต่ให้รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงนั้น ไม่ใช่เรา


    หมายเลข 70
    11 มี.ค. 2569