ปรมัตถธรรม ๔ เข้าใจขั้นการฟัง แค่ไหน ก็แค่นั้น


    ท่านอาจารย์ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ไม่ใช่ว่าใครก็มีโอกาส แต่ต้องเป็นผู้ที่ได้สะสมปัจจัยในอดีตมาแล้ว จึงสามารถที่จะมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง แต่ว่าการได้ยินได้ฟังก็ไม่เท่ากับผู้ที่มีศรัทธา ที่ได้สะสมมาแล้วพร้อมกับปัญญา ที่จะเห็นคุณค่าของพระธรรมจริงๆ ว่า แต่ละคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสแสดง เป็นสิ่งซึ่งคนอื่นแสดงไม่ได้ ถ้าไม่มีการศึกษาจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ มีความสามารถ ผู้คนยกย่องสักเท่าไรก็ตาม แต่ว่าเขาไม่สามารถจะรู้ความจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ซึ่งเป็นสัจจธรรม

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าศรัทธาของคนในครั้งก่อน ก็จะต่างกันมากกับคนในครั้งนี้ เพราะว่าคนในครั้งก่อนเพียงได้ยินคำว่า พุทโธ ความปลาบปลื้ม ปีติ ที่ได้มีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ซึ่งอริยสัจจธรรมเป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ แต่ไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นสัจจธรรม ธรรม สิ่งที่มีจริง พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงแสดงสิ่งซึ่งไม่มีจริง ให้เราไปทำสิ่งที่ไม่มีจริงให้เกิดขึ้น แล้วหลงพอใจในสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้น แต่ว่าธรรมเป็นสิ่งที่กำลังมี กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมนั้น ตั้งใจ เหมือนกับหยอดน้ำมันไขข้อของราชสีห์ ซึ่งหายาก ลงในหลอดทองที่แสนเล็ก แล้วก็ไม่ต้องไปจำเรื่องจำนวน หรืออะไร ฟังก่อน ให้เข้าใจจริงๆ แม้แต่ภาษาที่ใช้ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะบางคนบอกว่าไม่รู้ภาษาบาลี พอฟังภาษาบาลีแล้วไม่เข้าใจเลย อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะว่าธรรมไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอะไรเลย ก็เป็นธรรม เช่น แข็ง มีจริง ใครที่มีกายประสาทกระทบต้องรู้จักสภาพนั้น โดยที่ว่าไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า แข็ง หรือจะเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ภาษานั้นมาทีหลัง ขอให้เราเข้าใจสภาพธรรมจริงๆ ในขณะนี้ ต้องใน “ขณะนี้” ด้วย เพราะว่าชีวิตดำรงอยู่ทีละ ๑ ขณะจิต ขณะจิตใดที่ผ่านไปแล้ว จะไม่กลับมาอีกเลย เมื่อกี้ใครอยู่ข้างนอกห้อง กำลังจะก้าวเข้ามาในห้อง ก็จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ขณะก่อนนั้นที่อยู่นอกห้อง หรือแต่ละก้าว แต่ละขณะ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย

    เพราะฉะนั้น ความจริงซึ่งเป็นสัจจธรรม กำลังปรากฏเฉพาะหน้า นี่เป็นสิ่งซึ่งจะต้องฟัง เเล้วก็จะต้องทราบด้วยว่า สิ่งที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้าจริงๆ ในขณะนี้ เป็นสภาพธรรม ๒ อย่าง ที่มีลักษณะที่ต่างกัน ตอนนี้ทุกคนลืมตัวเอง กำลังฟังเรื่องสภาพธรรม ๒ อย่าง ซึ่งมีจริงๆ ถ้าไม่เห็นด้วย ก็คัดค้าน สภาพธรรม ๒ อย่างที่ว่านี้ก็คือว่า สภาพธรรมอย่างหนึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น มีหรือไม่สภาพธรรมนี้ คุณหมอศรีพธู ช่วยยกตัวอย่างสภาพธรรมอะไร ซึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง เช่น เสียง

    ท่านอาจารย์ เสียง เสียงไม่รู้อะไรเลย แต่เสียงมี มองเห็นเสียงไหม

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ แต่เสียงมีจริงไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เมื่อเสียงมีจริง เป็นธรรม เป็นสัจจธรรมไหม

    ผู้ฟัง เป็นสัจจธรรม

    ท่านอาจารย์ แต่ยังไม่ถึงอริยสัจจธรรม จนกว่าผู้นั้นจะรู้ได้แจ้งสภาพธรรมจริงๆ ของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้

    เรื่องรูปธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ยาก สภาพธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ ภาษาไทย คำว่า รูปธรรม ที่เราใช้กันในยุคนี้ ต่างกับความหมายในภาษาบาลี นี่เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องเข้าใจ ว่า ถ้าศึกษาธรรมแล้ว ต้องเข้าใจความหมายในภาษาธรรม อย่าปนกับภาษาไทยซึ่งเราเคยใช้

    เพราะฉะนั้นสำหรับคำว่า สิ่งที่มีจริง และไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติใช้คำภาษาบาลีว่า รูปธรรม ต่อไปก็คงจะมีความหมายของ รูป (รู-ปะ) หรือ รูปัง อีกหลายอย่าง แต่ว่าอย่างที่กว้างที่สุด ซึ่งไม่ผิดเลยก็คือว่า เป็นสภาพธรรมซึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น

    นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสภาพธรรมอื่นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่รู้ ภาษาบาลีใช้คำว่า นาม (นา-มะ) อันนี้ก็ต่างกับคำภาษาไทยที่เราใช้ นาม หมายความถึง ชื่อ แต่ว่า นามัง ในภาษาบาลีหมายความถึง สภาพรู้ หรือ ธาตุรู้ หรือกว้างที่สุดก็คือว่า อะไรก็ตามที่ไม่ใช่รูป เป็นนามธรรมทั้งหมด อย่างนี้ก็ไม่ยากใช่ไหม มีแต่ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเท่านั้น ที่จะรู้ในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไม่นึกถึงตัวเราเลย มีสภาพธรรม ๒ อย่าง คือ นามธรรม กับ รูปธรรม บนสวรรค์ ในนรก หรือที่อื่นใดทั้งสิ้น เมื่อสภาพธรรมใดมี สภาพนั้นต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๒ อย่าง คือ ถ้าเป็นรูปธรรม ก็ไม่ใช่นามธรรม ถ้าเป็นนามธรรม ก็ไม่ใช่รูปธรรม นามธรรมจะเป็นรูปธรรมไม่ได้ และก็รูปธรรมก็จะเป็นนามธรรมไม่ได้ นามธรรมต้องเป็นนามธรรมล้วนๆ ไม่มีรูปธรรมใดเข้าไปเกี่ยวข้องเลย รูปธรรมก็เป็นรูปธรรมจริงๆ คือ ไม่ใช่สภาพรู้ นี่คือสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง แล้วก็ต้องเข้าใจจริงๆ ว่า มีสภาพธรรม ๒ อย่าง ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่ หรือที่ไหน หรือแสนไกลออกไป

    ทีนี้ ย้อนกลับมาที่ตัว ซึ่งขณะนี้ ทุกคนก็รู้จักว่ามีตัวของแต่ละคนๆ ถ้าเราพูดถึงธรรม ๒ อย่าง คือ นามธรรม กับ รูปธรรม ที่ตัวนี้ มีสภาพธรรม ๒ อย่างนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีมากกว่า ๒ อย่างนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มาก มี ๒ อย่าง

    ท่านอาจารย์ คือถึงจะเป็นอะไรๆ ก็จับมาลงใน ๒ อย่าง คือ ๑ ใน ๒ เพราะว่าที่ตัวนี้ แข็ง กระทบสัมผัสตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ลักษณะที่แข็งนี้ เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะไปกระทบสัมผัสสิ่งซึ่งเราเคยยึดถือว่าเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นขันน้ำ เป็นถ้วย เป็นจาน เป็นอะไรก็ตาม วิทยุ โทรทัศน์ ทั้งหมด มีลักษณะที่แข็ง สภาพที่แข็งไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้น เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องรูปธรรมแน่ๆ อยู่แล้ว แข็ง เย็น หวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด เสียง กลิ่น รส พวกนี้ไม่ใช่สภาพรู้เลย ก็เป็นรูปธรรม นอกเหนือจากนั้น พอจะกล่าวได้ไหมในชีวิตประจำวันว่าเป็นนามธรรม ในสิ่งที่กำลังปรากฏนี้ อย่างเห็นกับได้ยิน เวลาที่มีเสียงปรากฏ ถ้าไม่มีสภาพที่ได้ยินเสียง เสียงจะปรากฏได้ไหม แม้ว่าเสียงมีจริง แต่ว่าถ้าไม่มีสภาพที่รู้เสียง เสียงก็ปรากฏไม่ได้ ขณะที่เสียงปรากฏ เสียงไม่ปรากฏกับคนตาย เสียงปรากฏกับคนเป็น เพราะฉะนั้น เสียงปรากฏกับสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่รู้ หรือ ได้ยินเสียง

    เราก็จะมาพูดถึงสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ พูดแล้วพูดอีก พูดอีกพูดแล้ว เพราะว่าถึงจะพูดซักเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ประจักษ์ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม โดยความเป็นอนัตตาจริงๆ จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น ด้วยรากฐานที่มั่นคง ที่รู้ว่าสภาพธรรมใดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่มีเปลี่ยนแปลง นามธรรมก็เป็นนามธรรม รูปธรรมก็เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าที่คน ที่สัตว์ สภาพเห็นเป็นนามธรรม เพราะว่ากำลังรู้ว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏทางตา สภาพที่ได้ยินเป็นนามธรรม เพราะรู้ว่ามีเสียงกำลังปรากฏ ขณะที่กำลังดีใจ นามธรรมหรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง นามธรรม

    ท่านอาจารย์ นามธรรม นี่ตอบโดยคล่องแคล่ว เพราะว่าเข้าใจอยู่แล้วว่า สภาพใดที่ไม่ใช่รูป สภาพนั้นที่มีอยู่จริงๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นนามธรรม

    ผู้ฟัง มีท่านหนึ่งมาถามก่อนจะถึงเวลา ถามว่าเป็นไข้ ตัวร้อน เป็นรูปธรรม หรือนามธรรม

    ท่านอาจารย์ ใครจะเป็นผู้ตอบ ถ้าไม่ใช่คนที่ถาม เพราะว่าถ้าคิด จะทำให้เข้าใจด้วยตัวเอง ก่อนฟังเป็นไข้ ตัวร้อน ไม่ทราบว่าเป็นนามธรรม หรือรูปธรรมใช่ไหม ทีนี้ ฟังแล้ว พอจะตอบได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ตอบได้ว่าในขณะที่ร้อน เป็นรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ ในขณะที่ร้อนนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ตัวเรา เป็นสภาพที่ร้อน ถ้าพูดถึงธรรมที่มีจริงๆ ไม่ว่าร้อนจะอยู่ที่ไหน นอกตัว หรือในตัว สภาพที่ร้อนเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากลักษณะที่ร้อน เพราะฉะนั้นขณะนั้น ถ้าไม่มีการรู้ว่ามีเรา แต่ว่ามีลักษณะที่กำลังรู้ร้อน ถูกไหม เวลาที่ร้อนปรากฏ มีลักษณะที่รู้ร้อน สภาพที่ร้อน ไม่ใช่สภาพที่รู้ร้อน แต่ขณะนั้นกำลังมีลักษณะที่รู้ แล้วก็มีร้อนกำลังปรากฏให้รู้ด้วย

    เพราะฉะนั้น ก็หนีสภาพธรรม ๒ อย่างไม่พ้น คือสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่รู้อะไรเลย ก็ได้แก่ลักษณะที่ร้อน และในขณะนั้นก็มีสภาพที่กำลังรู้ร้อนด้วย ซึ่งเกิดขึ้นขณะนั้น จะรู้อย่างอื่นไม่ได้เลย เป็นลักษณะสภาพที่รู้ร้อน ที่กำลังปรากฏเท่านั้นในขณะนั้น ขณะที่กำลังรู้ร้อนนั้น เห็นไหม

    ผู้ฟัง ขณะที่รู้ร้อน ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เห็น ขณะนั้นต้องมีร้อนอย่างเดียวที่ปรากฏ ขณะที่กำลังเห็น รู้ร้อนด้วยหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ นี่แสดงว่าเราสามารถที่จะพิจารณาและเข้าใจได้ ในความต่างกันของนามธรรมกับรูปธรรม คือ รูปธรรมไม่ใช่สภาพรู้ แต่นามธรรมเป็นสภาพที่รู้ เมื่อเป็นสภาพที่รู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ด้วยเสมอไป จะมีแต่ลักษณะที่รู้ โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอเพิ่มอีกคำหนึ่ง อย่างสภาพที่รู้ร้อน ลักษณะที่รู้ เป็นจิต เพราะว่าเราอาจจะรู้มาตั้งแต่เกิด หรือว่าได้ยินได้ฟังใครพูดเรื่องจิตใจว่ามี แล้วก็มีจริงๆ แต่ยังไม่สามารถที่จะรู้แน่ลงไปว่า จิตมีลักษณะอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ทราบแล้ว ว่าจิตเป็นสภาพรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ปรากฏ ที่กำลังปรากฏ ที่จิตกำลังรู้ เช่น ขณะที่กำลังรู้ร้อน จิตไม่ได้รู้อย่างอื่นเลย แต่จิตกำลังรู้ลักษณะร้อนที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น จิต เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ ร้อนเป็นอารมณ์ หรือ อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะของจิตที่กำลังรู้ ถ้าเป็นภาษาไทยเราก็หมายความว่า สิ่งที่ถูกจิตรู้ คำว่า อารมณ์ หรือ อารัมมณะ ซึ่งจะต่างกับความหมายที่เราเคยใช้ในภาษาไทย ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยให้ความหมายของคำว่า อารัมมณะ กับ อาลัมพนะ

    อ.สมพร อารัมมณะ นั้น มุ่งถึงความยินดี เป็นที่มาของความยินดี เรียกว่า อารมณ์ เพราะว่าจิตไปยินดีในสิ่งนั้น เลยเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นอารมณ์ ส่วน อาลัมพนะ ถ้าจะว่าโดยไวพจน์ก็เป็นประเภทเดียวกัน แต่ท่านขยายความว่า เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิต จิตที่จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีเครื่องยึดเหนี่ยว มีเหตุมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น อาลัมพนะ ซึ่งเปรียบเหมือนคนแก่ถือไม้เท้า คนแก่จะลุกขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยไม้เท้า คนแก่นั้นก็เปรียบเหมือนจิต จิตที่จะเกิดขึ้น เมื่อมีไม้เท้าจึงลุกขึ้นยืนได้ ก็มีความหมายโดยย่อแค่นี้

    ท่านอาจารย์ นี่ก็แสดงสภาพธรรมซึ่งต้องอาศัยกันและกัน จึงเกิดขึ้นได้ ไม่มีสภาพธรรมสักอย่างเดียวซึ่งจะเกิดโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็เกิดขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่าตลอดชีวิตของเรานั้น ซึ่งเราเห็น เราได้ยิน เรารู้ร้อน รู้หนาวมานั้น ไม่เคยรู้ความจริงของสภาพธรรมเลย จนกว่าจะได้ฟังว่า แท้ที่จริงแล้ว มีนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ แล้วก็รูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ สำหรับนามธรรมที่เราจะกล่าวถึงอันดับแรกก็คือ จิต ซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ที่กำลังปรากฏ สำหรับคำว่า อารมณ์ อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะ คงไม่มีใครสงสัยอีกแล้วใช่ไหม ว่าหมายความถึงอะไร หรือมี ก็ขอเชิญ

    ผู้ฟัง ในส่วนของเรื่องคำศัพท์ ตรงนี้ผมยังไม่คุ้นเพราะเพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เอง แต่สิ่งที่อยากจะเรียนถามก็คือว่า จากการที่รู้ว่ามีนามกับมีรูป แล้วการที่ทำให้เรารู้สึกว่าขณะนี้เกิดความร้อน สำหรับบางคนแล้วอาจจะร้อนกว่าบางคน สาเหตุเป็นการสั่งสมจากอะไร

    ท่านอาจารย์ เหตุปัจจัยทั้งหมด แม้แต่เสียงที่พูดนี่ก็ยังต่างกัน ทุกอย่างที่ปรากฏลักษณะต่างกัน เพราะว่าปัจจัยสิ่งที่ทำให้เกิดนั้นต่างกัน เครื่องดนตรีนานาชนิดแม้ว่าจะเป็นประเภทเดียวกัน แต่ไม้หรือวัตถุที่ทำต่างกัน เสียงก็ต่างกันได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีลักษณะที่ต่างกัน ใครรู้

    ผู้ฟัง ตัวเราก็เป็นผู้รู้

    ท่านอาจารย์ จริงๆ เเล้วเป็นสภาพรู้คือ จิต เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง ภาษาบาลีใช้คำว่า จิตตัง ภาษาไทยใช้ จิต หรือ จิตต แต่ภาษาบาลีเราก็ค่อยๆ รู้ไป จิตตัง รูปัง นามัง เป็นสภาพรู้ หรือเป็นธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งต่างๆ กัน ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏนี้จะวิจิตรต่างกันอย่างไรก็ตาม ไม่พ้นการรู้แจ้งของจิต ซึ่งเกิดขึ้น แล้วกำลังรู้สิ่งนั้น

    อย่างบางคน ดูเพชรเก่ง ถ้าไม่มีลักษณะที่ต่างกัน จะรู้ได้หรือไม่ว่าปลอมหรือจริง เพราะฉะนั้นลักษณะที่ต่าง มองเผินๆ อาจจะไม่รู้เลย แต่ว่า จิต สามารถที่จะรู้ความต่างทุกอย่าง เพราะฉะนั้นโดยสภาพจริงๆ จิตเป็น อินฺทฺริย หรือ อินทรีย์ เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ ในการรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่กำลังปรากฏ สามารถที่จะเห็นความละเอียดลออ หรือความต่างกันของสิ่งที่ปรากฏได้

    เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าศึกษา เราจะพบคำหลายคำ ซึ่งแสดงลักษณะที่ต่างๆ กันของสภาพธรรม เช่น คำว่า อินฺทฺริย หรือภาษาไทยใช้คำว่า อินทรีย์ สภาพที่เป็นใหญ่ เป็นใหญ่จริงๆ ในเรื่องของการที่จะรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ ไม่มีสภาพธรรมใดเป็นใหญ่เกินจิต แม้ในขณะนี้เอง ถ้าลักษณะของจิตปรากฎจะเป็นสภาพหรือธาตุรู้อย่างเดียว เป็นธาตุรู้ และก็มีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพราะเหตุว่าเมื่อมีสภาพที่รู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏให้รู้ อย่าปนกับความหมายภาษาไทย เพราะว่าภาษาบาลีหมายถึง สภาพนั้นเป็นอารัมณะ หรือ อาลัมพนะของจิต เป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีอารมณ์ จิตก็จะเกิดขึ้นรู้ไม่ได้ เช่น ถ้าเสียงไม่กระทบกับโสตประสาท ไม่มีทางที่จิตได้ยินจะเกิดขึ้นรู้เสียงนั้น ถ้ากลิ่นไม่กระทบกับจมูก ก็ไม่มีทางที่จิตรู้กลิ่นจะเกิดขึ้น รู้กลิ่นนั้น

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่อาศัยปัจจัยเดียว ที่จะปรุงแต่งให้สภาพนั้นเกิดขึ้น แต่จะต้องมีสภาพธรรมหลายอย่าง อาศัยกันและกันเกิดขึ้นในขณะนั้น เพียงขณะจิตเดียว ลองคิดดูถึงความรวดเร็ว เพราะว่าชีวิตของทุกคน ดูเสมือนยาวนานมาก แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วก็ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตหนึ่งเท่านั้น ถ้าขณะจิตนั้นดับ แล้วไม่มีขณะจิตต่อไปเกิด หมดแล้ว ใช่ไหม แต่เป็นสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าถ้ารู้สภาพของจิต จะทราบได้เลยว่า แม้จิตเป็นนามธรรม ไม่มีใครมองเห็นเลย แต่สามารถที่จะรู้ หรือเข้าใจลักษณะของสภาพรู้ได้ เพราะว่าขณะนี้กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ทางตาบ้าง คือเห็น ทางหูกำลังได้ยิน ทางจมูกอาจจะได้กลิ่น เมื่อเช้านี้ดอกแก้วหอมมาก เพียงไปยืนที่ประตูก็มีปัจจัยที่จะให้จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น แล้วบางคนก็กำลังรับประทานอาหาร กาแฟบ้าง อะไรบ้าง ก็มีจิตที่ลิ้มรส คิดดูว่าสิ่งที่อยู่ในน้ำธรรมดาๆ แต่พอจิตลิ้มแล้ว เป็นรสพิเศษ คือ รสกาแฟ สามารถที่จะมีอยู่ในน้ำ หรือว่าในรสนั้น แต่จิตก็สามารถที่จะลิ้มรสสิ่งนั้นได้ นี่แสดงให้เห็นถึงสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ซึ่งมีจริงๆ แต่ไม่เคยมีใครที่จะรู้เลย เพราะเหตุว่าไม่มีใครอื่นใด นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

    การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ซึ่งในที่นี้ทุกคนก็คงจะกล่าวคำนี้อยู่เสมอใช่ไหม คุณวีระไม่เคยหรือ

    คุณวีระ ที่จริงแล้ว ก็คิดว่าถึงพระรัตนตรัย คือไตรสรณคมน์นี้ ถึงแล้ว แต่พอจริงๆ เข้าก็ มันไม่ถึง มันไม่ทราบว่าไตรสรณคมน์ นี้คืออะไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบางที บางอย่างเราจะใช้คำว่า หญ้าปากคอก คือคล้ายๆ กับว่าอยู่ใกล้แสนใกล้ แต่ความจริงเราเข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าถามจริงๆ แล้วการถึงของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่วันนี้เชื่อแน่ ว่าทุกคนตื่นมา คงจะกราบพระ สวดมนต์ ฟังธรรม ได้ยินคำว่า นะโม ตัสสะ หรือ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นี่ก็ได้ยิน แต่เราถึงจริงๆ หรือเปล่า ถ้าถึงจริงๆ เราจะเพียงกราบเท่านั้น แสดงความนอบน้อม เคารพ หรือว่าในขณะที่กราบ ถึงด้วยการที่รับพระองค์เป็นผู้ที่จะให้เราประพฤติปฏิบัติตาม หมายความว่าเป็นผู้ที่เรายอมรับคำสอนทั้งหมดของพระองค์ โดยการถึงพระองค์เป็นที่พึ่ง เพราะว่าพระองค์ไม่ได้มาพึ่งด้วยการให้เงินให้ทอง หรือให้อะไรเราใช่ไหม หรือไปเที่ยว หรือสนุกสนาน แต่ว่าเป็นที่พึ่งโดยการที่ให้สิ่งซึ่งคนอื่นไม่ได้ให้ คือปัญญาที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นการถึงพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะ คือการยอมรับที่จะให้พระองค์เป็นผู้ที่เราเป็นผู้ที่ถึงคำสอนของพระองค์ ที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ไม่ใช่กราบเฉยๆ วันนี้กราบอย่างนี้หรือเปล่า หรือวันก่อนกราบ นับถือ นอบน้อม แต่ว่าถ้ากราบแล้วเพิ่มการที่ยอมรับพระองค์ว่าเป็นผู้ที่เราจะน้อมประพฤติปฏิบัติตามทุกอย่างที่ทรงแสดง กุศลของเราจะเพิ่มขึ้น เพราะว่าเราผ่านการฟังธรรมจากพระวิหารเชตวัน หรือที่อื่นๆ มา ๒๕๐๐ กว่าปี หรือว่าชาติก่อนๆ ก็อาจจะเคยได้ยินได้ฟังธรรมมาก่อนแล้ว แต่ว่าความรู้ของเรานั้นแค่ไหน มากพอที่จะเข้าใจความละเอียดของแม้แต่การที่จะมีพระผู้มีพระภาคเป็นสรณะ โดยการที่เพิ่มความมั่นคงขึ้น ที่จะเป็นผู้ที่อ่อนน้อม แล้วก็พร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตาม เพราะว่าสอนให้ทุกคนหมดจดจากกิเลส โดยการเป็นผู้ที่ดีขึ้นๆ แต่เราเองนั้น ถ้าเรารู้จักตัวเราเอง จะรู้ได้เลยว่าดีขึ้นแค่ไหน มากแค่ไหนแล้วตั้งแต่ฟังพระธรรมมา หรือว่าเพียงแต่จำตัวเลขได้ จำจำนวนได้ เท่านั้นเอง แต่ยังไม่ได้ดีขึ้นเลย เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงพอที่ว่า ถึง ด้วยการที่ว่าพระองค์เป็นผู้ชี้ทาง เป็นที่พึ่ง ที่จะทำให้เราประพฤติปฏิบัติดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีการศึกษาธรรม ไม่มีทางที่จะรู้เลย ว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงประโยชน์ใหญ่หลวงกับชีวิตของแต่ละบุคคลอย่างไร

    เพราะฉะนั้นการที่จะมีพระธรรมเป็นสรณะได้ ก็เช่นเดียวกัน คือ ไม่ใช่เพียงแต่ผ่านไป ฟัง แต่ต้องมีความสนใจจริงๆ ที่จะเข้าใจธรรมที่ได้ทรงแสดงให้ถูกต้อง ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยความตั้งใจในการสดับ เพราะว่าถ้าจะกล่าวถึงพระวิหารเชตวันในอดีต ผู้ที่ไปฟังธรรมทั้งหมด ก็คงจะไม่คุยกันยุกยิก หรือว่าสนทนาเรื่องอื่นกัน แต่ทุกคนตั้งใจสดับจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้น ไม่ใช่ง่ายต่อการที่จะเข้าใจ ต้องอบรมตั้งแต่ขั้นฟังเข้าใจ จนกว่าสติจะระลึก แล้วก็เห็นจริง รู้จริง ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น เพราะฉะนั้นการมีพระธรรมเป็นสรณะนั้น อย่าลืมว่า การเคารพในธรรม คือ การตั้งใจฟัง สำคัญที่สุด ตั้งใจที่จะเข้าใจธรรม ที่ได้ยินได้ฟัง

    สำหรับการถึงพระสงฆ์สาวกเป็นสรณะ การระลึกถึงคุณความดีของผู้ที่กว่าจะได้เป็นอริยสาวก จากเราๆ ธรรมดานี้ ท่านเหล่านั้นก็เคยผ่านชีวิตในสังสารวัฏมามาก อาศัยการได้ฟังพระธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ หลายพระองค์ และอบรมด้วยจิรกาลภาวนา คือ การอบรมด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน ที่ปัญญาจะค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เเล้วก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีพระอริยสงฆ์สาวกที่สืบทอดมา พระธรรมก็สูญ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคก็ทรงปรินิพพาน ไม่ใช่ว่าจะมีอายุยืนยาวถึงแสนโกฏิกัป หรืออะไรอย่างนั้น แต่ว่าอาศัยบรรดาผู้ที่ได้สะสมบุญ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระอริยสาวกที่สืบทอดพระศาสนามา เพราะฉะนั้นก็จะทำให้เราเห็นพระคุณของพระรัตนตรัย เเล้วก็ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งจริงๆ ได้ และการที่เราจะพยายามเข้าใจธรรม ก็คือเป็นการเคารพในธรรม และก็เป็นการที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจริงๆ

    เพราะฉะนั้น วันนี้เรื่องที่เราจะกล่าวถึงก็คือ นามธรรม กับ รูปธรรม และสำหรับนามธรรม สิ่งแรกที่จะกล่าวถึงก็คือ จิต ซึ่งเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ ในการรู้แจ้งอารมณ์ ต่อไปจะทราบว่า จิตสามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดมาจนตาย จิตเกิดดับนับไม่ถ้วนเลย ไม่ต้องถึงจนตาย แม้เพียงชั่วขณะเดี๋ยวนี้ เห็น ได้ยิน คิด แล้วก็สารพัดอย่าง นี้ก็แสดงให้เห็นว่าจิตทั้งหมด ไม่ได้ขาดจิตเลย ตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็ไม่ขาดอีก เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นปัจจัย เวลาที่จิตนั้น ดับไป จิตที่ดับนั้นเป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที โดยไม่มีระหว่างคั่น นี่เป็นคุณสมบัติ หรือว่าเป็นพลัง หรือเป็นปัจจัยหนึ่ง ของจิตทุกดวง เว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น

    เพราะฉะนั้น ทุกคนขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็ตายมาแล้ว เเล้วก็เกิดมาแล้ว และก็ต้องตายแน่ๆ ไม่มีใครสักคนหนึ่งซึ่งจะไม่ตาย ช้าหรือเร็ว แต่ไม่ได้ไปไหนนอกสังสารวัฏเลย เพราะเหตุว่าทันทีที่จุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตเกิด ทันทีที่ปฏิสนธิจิตดับ จิตอื่นเกิด นี่คือการเกิดดับสืบต่อกัน ของนามธรรมซึ่งเป็นจิต ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ต้องห่วงใย ใครก็ตามที่สิ้นชีวิตแล้ว ให้ทราบว่าคนนั้นเกิดทันที แต่ว่าคนละมิติ

    คุณวีระ การเข้าใจ การฟังพระธรรมอย่างเดียวนั้น ฟังที่อาจารย์พูดก็ฟังมาหลายครั้ง หลายมื้อแล้ว แต่ว่าการฟังพระธรรมอย่างเดียว แล้วก็เข้าใจนามธรรม รูปธรรมเป็นเรื่องราวนั้น ถึงสรณะ เป็น ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ หรือยัง หรือว่า ถึงธรรมที่เป็นสรณะ หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ธรรมนี้เป็นเรื่องจริง ถึงแค่ไหนก็แค่นั้น

    คุณวีระ เพราะฉะนั้น แสดงว่าสรณคมน์นี้ มีระดับ หรือมีชั้น

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างมีระดับ อวิชชาก็มีระดับ ก่อนฟัง มีอวิชชาเยอะเลย เต็มหมด ไม่รู้จักนามธรรม รูปธรรมเลย พอฟัง เริ่มเข้าใจนามธรรม รูปธรรม ความเข้าใจนั้น ความไม่รู้หมดไปแล้ว จากการไม่รู้ว่าเป็นนามธรรม รูปธรรม ขั้นฟัง ขั้นไหนก็ขั้นไหน แค่ไหนก็แค่นั้น ตามความเป็นจริง จะบอกว่าเท่าเดิมได้ไหม ก็รู้นี่ เดี๋ยวนี้รู้แล้ว ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม แต่ก่อนไม่เคยรู้ แต่เดี๋ยวนี้รู้ จะให้กลับไปไม่รู้ได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ที่เกิดจากการฟังก็หมดไป มีความรู้ที่เกิดจากการฟังเพิ่มขึ้น แล้วก็ต่อไปก็จะมีความรู้ที่เพิ่มขึ้น ความไม่รู้ก็จะลดลง

    คุณวีระ ขณะที่ฟังนั้น จำได้ ตรงนั้นเป็นสรณคมน์แล้ว

    ท่านอาจารย์ คือไม่อยากให้ใช้คำว่า “จำ” เลย ต้องขอโทษ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์เลย จะบอกว่าเพียงจำได้ แปลว่าคุณวีระจำคำ ๒ คำ คือ นามธรรมกับรูปธรรม แต่ไม่ได้เข้าใจความหมายของนามธรรมและรูปธรรม

    คุณวีระ จริงๆ แล้วก็คิดว่าแค่จำเอง เพราะว่าสักประเดี๋ยวก็ลืมแล้ว

    ท่านอาจารย์ ไม่ คุณวีระต้องบอกมาว่า นามธรรมเป็นอย่างไร


    หมายเลข 69
    11 มี.ค. 2569