ปรมัตถธรรม ๔ - ปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้นมี ๓ อย่าง
ท่านอาจารย์ ปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้นมี ๓ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป จิตและเจตสิกเป็นสภาพรู้อารมณ์ และในภูมิที่มีรูปอย่างโลกเราเวลานี้ ส่วนใหญ่จิตจะรู้อะไร
ผู้ฟัง รู้รูป
ท่านอาจารย์ รู้รูป เพราะฉะนั้น จิตรู้รูปตลอดเวลาที่ไม่มีการคิดนึก หรือว่าละเอียดต่อไปๆ ก็จะมีภวังค์อะไรๆ ก็ยังไม่ขอกล่าวถึง กล่าวถึงเพียงหยาบๆ พอที่จะฟังและเข้าใจได้ในขณะนี้ว่า ชีวิตส่วนใหญ่ของเรา ไม่ปราศจากรูป ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ มนุษย์ เทวดา รูปพรหม ถึงแม้เป็นรูปพรหมก็ยังมีรูป แต่ว่ารูปพรหมนั้นไม่ติดข้องในรูป แต่ในภูมิของคนที่ไม่ใช่รูปพรหมบุคคล จะมีความติดข้องในรูปที่ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
มีใครไม่ต้องการรูปบ้าง มีไหม อยากได้รูปตลอด เมื่อกี้ได้รูป รส ขณะเห็นก็ได้รูปที่ปรากฏทางตา ถ้าใครติดมากๆ ก็เปิดเพลงเพราะๆ ถ้าใครติดมากกว่านี้อีกก็ให้มีกลิ่นหอมๆ ด้วย นอกจากรสอร่อย สีสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม สัมผัสยังต้องสบาย อากาศต้องไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป
ผู้ฟัง เสียงอย่างธรรมนี้ เราถือว่าเป็นรูปด้วยใช่ไหม เสียงที่ทุกคนฟังธรรมนี้ ก็เป็นเสียง
ท่านอาจารย์ เสียงก็เป็นเสียงจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเป็นเสียง
ผู้ฟัง แต่ถ้าเป็นธรรม นั่นเป็นบัญญัติแล้ว
ท่านอาจารย์ ต้องแยกปรมัตถ์กับบัญญัติ ปรมัตถ์ คือ สิ่งที่มีจริง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปทุกขณะ โดยนัยของพระสูตรจะเห็นได้ว่าพูดถึงเรื่องของขันธ์มาก เพราะเหตุว่าแม้ว่าจะมีจิตมากมายหลายประเภท แล้วก็มีเจตสิกมากมาย มีรูปเยอะแยะ แต่ก็กล่าวแสดงโดยนัยที่สามารถจะรู้ได้ เข้าใจได้ เช่น รูปขันธ์ เป็นกองรูป หมายความว่ารูปทุกชนิด รูปทุกประเภท รูปทุกอย่าง เป็นประเภทรูป จะเป็นนามธรรมไม่ได้เลย แยกออกไปในหนึ่งพวกเลย ซึ่งใช้คำว่า ๑ ขันธ์ หรือ ๑ กอง ได้ ใช่ไหม
อ. สมพร ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีใครจะยกตัวอย่าง เมื่อเช้าก็ยกไปแล้ว ยกอีกได้ไหม รูปขันธ์ มีอะไรบ้างเท่าที่ทราบ เพิ่มเติม มีอีกไหม ทีนี้ รูปมีมากกว่าที่เรารู้ เห็นทางตาในขณะนี้เป็นรูปแน่ๆ ที่ปรากฏ แน่นอนที่สุดเลย เป็นธาตุชนิดหนึ่งด้วย ซึ่งกระทบกับจักขุปสาท มีจริงๆ กำลังปรากฏให้เห็น นี่เป็นรูปชนิดหนึ่ง ทางหู เสียงก็มีจริงๆ กำลังปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นรูปธาตุ เพราะเหตุว่าเสียงไม่ใช่สภาพรู้ กลิ่นก็เป็นรูปชนิดหนึ่ง รสก็เป็นรูปชนิดหนึ่ง
รูป ที่ปรากฏเป็นปกติประจำวันนี้ ที่ทรงแสดงไว้ก็คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งรูปทั้งหมดนี้ ทางใจรู้ด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะจิตที่เห็น จิตที่ได้ยินเท่านั้น แม้ว่าจิตเห็น จิตได้ยิน จะดับไปแล้ว จิตก็สามารถที่จะรู้รูปนั้นทางใจได้ด้วย แสดงให้เห็นว่ารูปมีมาก แต่ว่าที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน มีเพียง ๗ รูป และรูปทุกรูปไม่ว่าจะเป็นรูปอะไร รูปที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ ก็อยู่ในประเภทของรูป หรือจะเรียกได้ว่าอยู่ในกองของรูป เพราะฉะนั้นภาษาบาลีใช้คำว่า รูปขันธ์ คือ เป็นรูป เป็นกองรูป เป็นประเภทรูป ไม่เกี่ยวกับนามเลย แยกขาดจากนามโดยเด็ดขาด นี่ไม่มีข้อสงสัย ในขันธ์ที่หนึ่ง คือ รูปขันธ์
ขันธ์ที่สองกล่าวถึงแล้ว เวทนาขันธ์ ประเภทความรู้สึกทุกชนิด จะเป็นความรู้สึกประเภทใดๆ ก็เป็นเวทนาขันธ์ ได้แก่ ปรมัตถธรรมอะไร เจตสิก กี่ประเภท ๑ ใน ๕๒ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ นี่รู้ ๑ แล้ว อีกไม่นานก็คงครบ เพราะว่าเหลือน้อยลงทุกทีถ้ารู้ นี่กี่ขันธ์แล้ว ๒ หรือ ๓ วิญญาณขันธ์กล่าวถึงแล้วด้วยว่า จิตทุกประเภทเป็นวิญญาณขันธ์ รูปทุกประเภทเป็นรูปขันธ์ เพราะฉะนั้นก็เหลือเจตสิก ซึ่งจำแนกเป็น ๓ ขันธ์ เพราะเหตุว่า รูปเป็นรูปขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ เมื่อขันธ์มี ๕ รูปเป็น ๑ ขันธ์ จิตเป็น ๑ ขันธ์ ก็เหลืออีก ๓ ขันธ์ ซึ่งล้วนเป็นเจตสิก แต่ว่าใน ๓ ขันธ์ เฉพาะเวทนาขันธ์ ความรู้สึกเท่านั้น ที่เป็นเวทนาขันธ์
แล้วก็มีเจตสิกอีกเจตสิกหนึ่งคือสัญญาเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพจำ มีไหม ลักษณะที่จำ ใครไม่มีบ้าง มีใครไม่มีบ้าง แต่ก็ยังจำ จะเสื่อมหรือไม่เสื่อมก็ยังจำ ต้องเกิดกับจิตทุกดวง เพราะสัญญาที่จำนี่เอง จึงทำให้ปรุงแต่งเกิดสังขารขันธ์ ขวนขวายต้องการ แล้วแต่ว่าจะเป็นด้วยโลภะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ
ถ้าความรู้สึกนั้นไม่ใช่ความสุข แล้วสัญญาก็ไม่ได้จำ ก็คงจะไม่มีความสำคัญอะไร แต่ถ้าเป็นความรู้สึกที่เป็นสุขนั้น ต่างกับความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ต่างกับความรู้สึกเฉยๆ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องการความรู้สึกที่เป็นสุข หรือโสมนัส เพราะฉะนั้นที่โลกอยู่มาตลอด ไม่ว่ากี่กัปกี่กัลป์ ก็ด้วยความต้องการของสุขเวทนา ซึ่งจะหาได้จากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี่คือชีวิตประจำวันจริงๆ เพราะฉะนั้นให้เห็นความสำคัญของสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง คือ สัญญาเจตสิก ซึ่งจำ เพราะจำจึงขวนขวาย เจตสิกอื่นที่เหลือทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ กี่เจตสิกที่เป็นสังขารขันธ์ ก็ ๕๐
เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ เป็นเวทนาขันธ์ ๑ เป็นสัญญาขันธ์ ๑ เจตสิก ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ รูปเป็นรูปขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ครบ ๕ ขันธ์ ได้แก่ ปรมัตถธรรมเท่าไหร่สำหรับ ๕ ขันธ์ ปรมัตถธรรม ๓
ก็เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด คือเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นโดยวิธีที่เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ไม่ใช่ว่าเพียงฟังเรื่อง หรือจำเรื่อง แต่ต้องเข้าใจตัวธรรมจริงๆ ว่ามีธรรม มีปรมัตถธรรม ไม่ใช่มีเรื่องราว มีปรมัตถธรรม
ผู้ฟัง เชื่อว่าปัจจุบันนี้ก็มีปรมัตถธรรมอยู่ แต่ว่าที่รู้บัญญัติอยู่ ก็ปิดบัง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราถึงต้องฟังเรื่องปรมัตถ์ ที่มาที่นี่ทุกเดือนนี้มาฟังเรื่องปรมัตถธรรมเรื่องสิ่งที่มีจริง เรื่องอื่นไม่สนใจ เดี๋ยวก็รู้มากมาย กลับไปก็คุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ อ่านหนังสือเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดูโทรทัศน์ ล้วนแต่เป็นเรื่องราวของบัญญัติทั้งนั้น แต่โอกาสที่จะรู้ว่าปรมัตถธรรม เพราะมีปรมัตถธรรม จึงมีบัญญัติ ทำให้เราสามารถที่จะรู้ได้ ว่าสุข ทุกข์ หรือปัญหาของโลก หรือของคนทั้งหมดอยู่ที่ไหน จะได้แก้ที่นั่น เพราะว่าถ้าไม่มีจิต ไม่มีเจตสิก ไม่มีสภาพรู้ ไม่เดือดร้อนเลย แต่เมื่อมีจิต มีเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพรู้ แต่รู้ไม่ถูก ไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง ไม่ได้เข้าใจถูก เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกข์ แม้แต่เป็นรูป ก็เข้าใจว่าเป็นเรา เป็นเขา
ถ้าจะโกรธคนอื่นลองพิจารณาดูว่าโกรธอะไร กำลังเห็น โกรธสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือว่าโกรธเสียง หรือว่าโกรธรูป หรือว่าโกรธอะไร เป็นเรื่องความนึกคิดทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้วขอให้ทราบว่า ทุกคนไม่ได้อยู่ในโลกหลายใบ แต่ทุกคนอยู่ในโลกของตัวเอง คือจิตเกิดขึ้นแต่ละคน ก็แต่ละขณะ แต่ละโลก เพราะฉะนั้นโลกนี้เกิดดับสืบต่อ สะสมกุศล หรืออกุศลประการใด โลกนั้น คือ จิตนั้น เกิดดับสืบต่อ สะสมกุศล อกุศลประการใด ก็เป็นแต่ละโลก
เพราะฉะนั้นขณะนี้ ทุกโลกนี้จะว่ามีหน้าต่าง หรือประตูอยู่ ๕ บาน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และก็ใจด้วย เป็นทางที่ ๖ จะเห็นได้ว่า เรามีการเห็น แล้วก็มีการได้ยิน สั้นแสนสั้น แต่เรื่องที่คิดนี้ยาวนานมาก ยังเป็นคนนั้น เมื่ออาทิตย์ก่อนไปเชียงใหม่ อาทิตย์ปีก่อนไปที่ไหน ก็ยังเป็นเรื่องราว เป็นคน เป็นความจำ แต่จริงๆ แล้วไม่มีเหลือเลย จิตใดเกิดแล้วดับทันที เกิดอีก รู้อารมณ์ที่ปรากฏแล้วดับทันที สิ่งที่ปรากฏก็เล็กน้อย สภาพของจิตก็เล็กน้อย เมื่อดับแล้วก็ดับหมดทั้ง ๒ อย่าง ไม่มีอะไรเหลือเลย ทุกๆ ขณะเป็นอย่างนี้
ผู้ฟัง เมื่อไม่ประจักษ์การเกิดดับของจิต ก็ย่อมมีแต่บัญญัติเป็นอารมณ์
ท่านอาจารย์ ประจักษ์นี้ ไม่ใช่ว่าตาเห็น หรือนั่งจ้อง แต่ความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้น ละความไม่รู้ลงไปทีละเล็กทีละน้อย สภาพธรรมจึงจะปรากฎได้ ถ้ายังคงมีความต้องการ มีความไม่รู้ มีความจงใจ ก็ปิดบังสภาพธรรมอยู่ ทั้งๆ ที่สภาพธรรมกำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้นหนทางเดียว ที่จะประจักษ์ได้ คือความรู้เกิดขึ้น ละความไม่รู้ และความต้องการให้เบาบางลง
เพราะฉะนั้นอริยสัจมี ๔ อริยสัจที่ ๑ คือทุกขอริยสัจ สภาพที่เกิดดับ เป็นทุกข์ คือไม่เป็นสิ่งที่น่ายินดีติดข้อง ทำไมถึงต้องการสิ่งซึ่งชั่วคราวเหลือเกิน เพียงเกิดแล้วดับ แต่ก็ต้องการมาก เพราะเหตุว่าไม่ปรากฏว่าดับ เหมือนกับเกิดสืบต่อไปเรื่อยๆ ไม่ดับ นี่คือไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสภาพธรรมทุกอย่างเกิดดับ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นจริงๆ อย่างนี้ คือเห็นทุกขอริยสัจ เมื่อเห็นแล้ว ละความต้องการ ความติดข้องในสิ่งที่เห็น แต่ว่ากว่าจะถึงจุดนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ละความต้องการผล ไม่ใช่ไปนั่งทำ ไม่ใช่เป็นนั่ง นอน แล้วก็เดิน แล้วก็ยืนเป็นวันเป็นเดือน แต่ว่าขณะนี้ที่กำลังฟัง มีความเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะสติเกิด แล้วปัญญาขณะที่ฟังนี้ก็มีนิดหนึ่ง ฟังอีกสติเกิดอีก ปัญญาเข้าใจอีก สะสมไปเรื่อยๆ จนกว่าสติจะระลึกลักษณะของปรมัตถ์ ซึ่งไม่มีอย่างอื่น ไม่ใช่วิธีอื่น ไม่ใช่ไปเห็นอย่างอื่น แต่เข้าใจถูกต้องขึ้น จึงจะเป็นปัญญา
ผู้ฟัง คือ หมายถึงเข้าใจสภาพธรรม
ท่านอาจารย์ สภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง เช่นที่ท่านอาจารย์บอกว่าปรมัตถธรรมที่เกิดเดี๋ยวนี้สั้น
ท่านอาจารย์ สั้นมาก เล็กน้อยมาก
ผู้ฟัง เมื่อปัญญาตามระลึกรู้ไม่ทัน ก็ไม่สามารถที่จะรู้ในสภาวะที่สั้นนั้น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง ก็จะไปจับอารมณ์ตรงที่เป็นบัญญัติ ไปหลงอยู่ตรงบัญญัติ ไม่สามารถที่จะไปล่วงรู้ถึงสภาพที่เป็นปรมัตถ์ ที่เพิ่งเกิดก่อนหน้านั้นได้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการฟังนั้น ต่อให้เป็นปริจเฉท ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ หนังสือเล่มนั้นหนังสือเล่มนี้ ก็เพื่อเข้าใจลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ รู้ทั่วจริงๆ ประจักษ์แจ้งจริงๆ ว่าทุกขณะนี้เป็นนามธรรม และรูปธรรม ก่อนที่จะประจักษ์การเกิดดับ
ผู้ฟัง ต้องฟังให้เข้าใจก่อน
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นี่คือการอบรม
ผู้ฟัง เมื่อเข้าใจถูกแล้ว เมื่อมีสภาพธรรม ...
ท่านอาจารย์ สังขารขันธ์ ไม่ใช่เราทำ แต่เจตสิก ๕๐ ซึ่งเป็นสังขารขันธ์ขณะนี้ ดับ และก็ปรุงแต่งให้สภาพธรรมขณะต่อไปเกิด และกลับไปบ้านก็สภาพธรรมนี้ก็เกิดดับทั้งจิตเจตสิก สังขารก็ปรุงแต่ง วันนี้ถ้าใครกลับบ้านแล้วนึกถึงจิต สังขารขันธ์ปรุงแต่งแล้ว ให้เกิดนึกถึงจิต ถ้าขณะต่อไป หรือพรุ่งนี้เกิดมีการระลึกลักษณะของปรมัตถธรรม ให้ทราบว่าสังขารขันธ์ปรุงแต่ง ให้สติเกิดระลึกลักษณะของปรมัตถธรรม ไม่มีใครที่จะไปทำอะไรได้เลยสักอย่างเดียว แต่ให้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นเรื่องของธรรม คือ จิต เจตสิก รูป
เพราะฉะนั้น รู้จักตัวสังขารขันธ์หรือยัง ถ้ารู้จักตัวสังขารขันธ์จะทำอะไรอีกไหม หรือค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าไม่มีใครทำ แต่ว่าเป็นสังขารขันธ์ที่เกิดดับสืบต่อ ทำกิจการงานของสังขารขันธ์นั้นๆ
ผู้ฟัง คือ เมื่อรู้จักตัวสังขารขันธ์แล้วก็จะทำให้ ...
ท่านอาจารย์ ละความเป็นตัวตนที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ผู้ฟัง ละความเป็นตัวตน แล้วก็จะไปมีสังขารขันธ์เกิดขึ้น สังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วจะระลึกถึงสภาพรู้ หรือสภาพ ...
ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่สังขารขันธ์ ขณะนี้ถ้าโลภะจะเกิด สังขารขันธ์ปรุงแต่งให้เกิดโลภะ ใครทำอะไรได้ ถ้าขณะนี้โทสะจะเกิด สังขารขันธ์นั่นเองปรุงแต่งให้ขณะนี้โทสะเกิด ให้ทราบว่าทุกขณะที่มีสภาพธรรมเกิด มีปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งไม่ใช่เราทำ แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น
ผู้ฟัง สภาพธรรมที่เกิดแล้ว ไม่สามารถที่จะทำ ...
ท่านอาจารย์ ดับแล้ว เกิดมาทำหน้าที่ของสภาพธรรมนั้น แล้วดับเลย ไม่มีตัวอีกตัวหนึ่งจะไปนั่งทำอะไรเลย
ผู้ฟัง ตอนนั้นก็สภาพธรรม เช่นว่า ความดีใจ หรือว่าความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไปทันที แต่เมื่อไม่ได้ใส่ใจ ก็ไม่ได้คิดว่าสภาพธรรมที่เกิดนั้นเกิดขึ้น แล้วดับไปแล้ว
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ ขณะนี้กำลังเกิดดับก็ไม่รู้กันอยู่นี่แหละ ใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่ เพราะว่าไม่ได้ฝึกมา
ท่านอาจารย์ เพราะว่ายังไม่ได้อบรมพอที่จะประจักษ์แจ้ง ถ้าอบรมพอก็ประจักษ์แจ้งได้
ถ้าถามเวลานี้คงจะตอบได้ว่า ขันธ์มีเท่าไหร่ ๕ อะไรบ้าง รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณ ๑ รู้จริงๆ หรือเปล่า ตอบได้แน่นอน แค่ ๕ ใครจะตอบไม่ได้ ปรมัตถธรรม ๓ ใครจะตอบไม่ได้ แต่ว่ารู้จริงหรือเปล่า ปัญหาอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นการศึกษาต่อไป การฟังต่อไป เพื่อให้รู้จริงๆ ในนามธรรม ในรูปธรรม ในจิต ในเจตสิก รูป ในขันธ์ ๕ เพราะว่าเราตอบได้ ไม่ใช่ตัวตน นามธรรมได้แก่จิต เจตสิก และก็รูป ไม่ใช่สภาพรู้ ขณะนี้กำลังเห็น ตอบได้ว่าเป็นรูป และก็มีธาตุรู้ กำลังเห็น นี้เป็นอาการของธาตุรู้ ตอบได้ แต่ว่ารู้จริงๆ หรือเปล่า
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมนั้น ไม่ใช่รู้ชื่อ หรือจำชื่อ แต่เข้าใจ จนกระทั่งซึมซาบ จนกระทั่งสติสามารถที่จะระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถ์ แล้วเห็นและเข้าใจในสภาพที่เป็นปรมัตถ์ว่าเป็นปรมัตถ์ นี่คือจุดประสงค์ของการศึกษาธรรม ซึ่งเป็นสัจจธรรม เป็นธรรมที่จะถึงความสงบจากกิเลส จากความไม่รู้ การศึกษาธรรมต้องเข้าใจ จะฟังเรื่องอะไร จะอ่านเรื่องอะไร แต่ไม่พลาดจากการที่รู้ว่า ศึกษาสภาพธรรมที่กำลังมีจริงในขณะนี้ เพื่อเข้าใจในความไม่ใช่ตัวตน แม้ว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ก็เกิดดับ แล้วก็ลักษณะที่ต่างกัน ที่แยกขาดจากกัน เป็นนามธรรม และรูปธรรม ต้องรู้อันนี้ก่อน ก่อนที่จะไปรู้ชื่อต่างๆ ต้องรู้ในอาการที่ต่างกัน
ถ้าศึกษาต่อไปจะทราบว่าขณะที่จิตดวงหนึ่งๆ เกิดขึ้น จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างน้อย ๗ ดวง แต่ใน ๗ ดวงนี้ ไม่ปรากฏลักษณะ นอกจากเวทนา และสัญญา เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้เลยว่าเวทนานั้น เกิดอยู่ แล้วก็เป็นความสำคัญเพราะเป็นความยึดมั่น ความติดข้องในสภาพซึ่งรู้สึก เมื่อเป็นสภาพที่รู้สึกแล้ว ก็เป็นความสำคัญทีเดียวว่า อยากจะมีความรู้สึกที่เป็นสุขเท่านั้น ถ้าไม่ได้ก็ขอเพียงเฉยๆ ก็ยังดี แต่อย่าให้ถึงกับทุกข์หรือโทมนัส นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเวทนา
นอกจากนั้น สัญญาซึ่งเกิดกับจิตทุกดวงนี้ จำทุกอย่าง ทุกสิ่งที่จิตรู้ แล้วแต่ว่าจิตขณะนั้นรู้อะไร สัญญาก็จำสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แม้หลับก็ยังมีสัญญาที่จำเรื่อง แล้วก็ฝัน ตรึกนึกไปต่างๆ นานา เพราะความจำ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า สภาพธรรมที่ช่วยปรุงแต่งเกื้อกูลสังขารขันธ์ ก็คือสัญญาเจตสิกนั่นเอง เพราะเหตุว่าสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง แต่ว่าสังขารขันธ์อื่นๆ สติบางครั้งก็เกิด บางครั้งก็ไม่เกิด โลภะบางครั้งก็เกิด บางครั้งก็ไม่เกิด แล้วแต่ว่าจะมีปัจจัยให้สภาพธรรมใดเป็นสังขารขันธ์อื่นใน ๕๐ ดวงเกิด ก็เกิด แต่ว่าสภาพของเวทนากับสัญญานี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
ผู้ฟัง ถ้ามีเจตนารวมอยู่ด้วยแล้วทำไม ...
ท่านอาจารย์ เวลานี้กำลังเห็นนี้ รู้ลักษณะของเจตนาไหม มี แต่ว่ารู้ไหม กำลังเห็นนี่แม้มีเจตนาเจตสิก แม้มีผัสสเจตสิก แม้มีมนสิการเจตสิก รู้ไหม เจตนาเป็นสภาพที่จงใจ ขวนขวายกระทำกิจนั้นให้สำเร็จ ขณะที่กำลังเห็นก็ต้องมีเจตนาเจตสิก แต่ว่าเป็นชาติวิบาก เพราะว่าจิตเห็นเป็นวิบาก ยังไงๆ ใครจะไม่ให้เจตนาที่เป็นวิบากเกิดกับจักขุวิญญาณจิต ไม่ได้ เพราะเหตุว่ากรรมทำให้จิตซึ่งเป็นวิบากและเจตสิกซึ่งเป็นวิบากเกิดขึ้น เพราะว่าจิตที่เป็นวิบากจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกที่เป็นวิบากเกิดไม่ได้ จิตกับเจตสิกต้องเกิดร่วมกัน ถ้าจิตเป็นวิบาก เจตสิกต้องเป็นวิบาก จิตเป็นกุศล เจตสิกต้องเป็นกุศล จิตเป็นอกุศล เจตสิกต้องเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นกำลังเห็นนี่ แม้ว่ามีเจตนา ก็ไม่ปรากฏ ไม่มีความรู้สึก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความรู้สึกเป็นสภาพที่เด่น ที่เห็นได้ บอกได้ อย่างเวลานี้จะถามคุณสุพรรณีว่ารู้สึกอย่างไร
ผู้ฟัง เฉยๆ
ท่านอาจารย์ เฉยๆ ตอบได้ เจตนาอะไร บอกได้ไหม เมื่อกี้นี้บอกเรื่องเจตนา เห็นไหม เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ ไม่ปรากฏ ก็ไม่ยกเป็น ๑ ขันธ์ แต่ว่าเป็นสังขารขันธ์นั้น แน่นอน
ผู้ฟัง เพราะเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอย่างนี้จะมีเหตุผลไหม
ท่านอาจารย์ มี ก็เพราะเหตุว่ามีความรู้สึก ถึงได้มีความต้องการ
ผู้ฟัง คือเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เวทนาปัจจยาตัณหา ตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย แล้วส่วนสัญญา ก็ตัวนี้แหละทำให้เราคิดเรื่องราวได้ร้อยแปด คือถ้าไม่มีตัวนี้ เราจะคิดอะไรไม่ได้เลย เพราะเราจดจำอะไรต่ออะไรมาแล้ว จิตเอาไปคิดเป็นเรื่องเป็นราวอะไรต่ออะไร สารพัด
ท่านอาจารย์ คุณสุพรรณี เคยคิดเรื่องเก่าๆ ไหม
ผู้ฟัง เคย
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่จำเรื่องนั้น ไว้จะคิดอีกไหม
ผู้ฟัง ก็ไม่คิด
ท่านอาจารย์ แล้วเวลาคิดแล้ว ปรุงแต่งความรู้สึกเรื่องราวในขณะนั้นให้เป็นจริงเป็นจัง เป็นสุขเป็นทุกข์อะไรบ้างไหม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าขณะที่จำ แล้วคิด แล้วแต่ว่าโลภะจะปรุงแต่ง เรื่องของโลภะทั้งนั้นเลย หรือว่าโทสะจะปรุงแต่ง ก็เรื่องของโทสะทั้งนั้นเลย หรือเรื่องของปัญญา ปัญญาก็จะไตร่ตรองธรรม ตื่นขึ้นมาก็ยังคิดเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องสภาพธรรม แต่ละอย่าง เท่าที่ได้ฟังมาแล้วก็เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง ลืมไปว่าเจตนาเจตสิกเป็นวิบาก
ท่านอาจารย์ มิได้ เจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง
ผู้ฟัง แต่เป็นวิบาก
ท่านอาจารย์ ถ้าเกิดกับวิบากจิตเป็นวิบาก ถ้าเกิดกับกุศลจิตเป็นกุศล ถ้าเกิดกับกิริยาจิตเป็นกิริยา
ผู้ฟัง ๔ ชาติ เป็นได้ทั้ง ๔ ชาติ
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมต้องท่องไหม ต้องเข้าใจ
ผู้ฟัง ขอถามกลับนิดหนึ่งเมื่อกี้ที่ท่านอาจารย์บอกว่าขันธ์ ๕ รู้จริงๆ หรือเปล่า ทีนี้รู้จริงๆ นี่ขณะไหน
ท่านอาจารย์ ขณะที่รู้ว่าเป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่ตัวตน
ผู้ฟัง ถ้าไม่ใช่ตัวตนแล้วเป็นอะไร
ท่านอาจารย์ เป็นปรมัตถธรรมแต่ละอย่าง อย่างนั้นเราจะเรียนเรื่องจิตทำไม เราจะเรียนเรื่องเจตสิกทำไม เรียนเรื่องรูปทำไม ถ้าเราเรียนแล้ว ไม่รู้ แต่ก่อนเป็นตัวตนแต่เดี๋ยวนี้เข้าใจแล้วว่าตัวตนไม่มี แต่มีจิต มีเจตสิก มีรูป
ผู้ฟัง ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้มีก็ยังมีขันธ์ ๕ อยู่
ท่านอาจารย์ ต้องมี
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านอาจารย์กรุณาอธิบายคำว่าขันธ์ ๕ น้องที่มาใหม่ก็มาฟังเรื่องรูปขันธ์ นี่ก็พอเข้าใจ ฟังมาเรื่อยๆ ถึงเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ ก็ฟังเข้าใจดีเลย พอมาถึงสังขารขันธ์แล้ว น้องเขาบอกว่า งงมาก อยากจะขอความกรุณา ...
ท่านอาจารย์ ความติดข้องต้องการมีไหมวันนี้ โทสะความไม่ชอบ ขุ่นเคืองใจ มีไหมวันนี้ ศรัทธามีไหมวันนี้ ทั้งหมดนี้คือสังขารขันธ์ สำหรับเวทนาขันธ์กับสัญญาขันธ์นั้น ต้องเกิดกับจิตทุกดวง ถึงแม้สังขารขันธ์บางดวง ก็เกิดกับจิตทุกดวง แต่ลักษณะอาการไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนี้ ฟังแล้วเข้าใจในสิ่งที่กำลังมี ให้เรารู้ได้ ถ้าขณะนี้มีโทสะ มีลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏให้รู้ได้ว่าไม่ใช่เวทนาขันธ์ เป็นความหยาบกระด้างของจิต เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องมีความละเอียด ที่จะต้องฟัง แล้วก็รู้ความต่างกันว่า ถ้าเป็นเวทนาแล้ว หมายความถึงสภาพที่รู้สึก เป็นความรู้สึกซึ่งมีตลอดเวลา เมื่อจิตเกิดขึ้นขณะใด ต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะนั้น สัญญาเจตสิกก็จำ เราจำตลอด เดินเข้ามาในห้องนี้ก็ถูก เห็นอะไรก็หยิบถูกหมดทุกสิ่งทุกอย่าง นั่น คือสัญญาจำหมดทุกอย่าง ส่วนสังขารขันธ์จะปรุงแต่งว่า ทั้งๆ ที่จำได้ รู้สึกแล้วยังมีโลภะ หรือโทสะ หรือความติดข้อง หรือมีกุศล หรือมีเมตตา หรือมีความพยาบาท นั่นก็เป็นเรื่องของสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นเจตสิกที่เหลือ ๕๐ ดวง ก็ไม่อยากจะให้ลบ ไม่ต้องลบก็ได้ เพราะว่าเจตสิกมี ๕๒ เป็นเวทนาขันธ์เสีย ๑ เป็นสัญญาขันธ์เสีย ๑ ที่เหลือก็เป็นสังขารขันธ์ ๕๐
มีผู้ถามอาจารย์ ว่าสังขารแปลว่าอะไร
อ. สมพร สังขาร ก็อย่างที่อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ แปลว่า การปรุงแต่ง
ท่านอาจารย์ ไม่ได้จำเฉยๆ ใช่ไหม อย่างโลภะเกิดขึ้นนี้ ไม่ได้จำเฉยๆ ไม่ได้จำเรื่องที่เราต้องการเฉยๆ ยังปรุงแต่งว่าจะทำอย่างไร อย่างสมมุติว่าจะทำอาหารให้อร่อย สัญญาก็จำว่ารสนี้อร่อย แล้วก็ยังมีสังขารขันธ์ที่จะปรุงอีกว่าให้เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของเจตสิกอื่นๆ ๕๐
ผู้ฟัง ขอกราบเรียนท่านอาจารย์สุจินต์ให้คำที่มีประโยชน์กับเพื่อนที่มาในวันนี้ และผู้ที่มาใหม่ ขอกราบท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ทุกคนที่มาที่นี่ ก็คือเพื่อที่จะได้ฟังพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงไว้ แล้วก็เป็นการสนทนาธรรมที่เป็นกันเอง เพราะฉะนั้นทุกคนก็สบายๆ แล้วก็พยายามฟังด้วยความตั้งใจ ถ้ามีอะไรที่สงสัย หรืออะไรก็ขอเชิญซักถาม เพื่อความเข้าใจขึ้น เพราะว่าจุดประสงค์ของการฟังธรรม เพื่ออย่างเดียว คือเพื่อเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่น
ในคราวก่อนจำได้ว่าค้างอยู่ที่เรื่อง การเคารพธรรม ไม่ทราบมีใครลืมหรือเปล่า ว่าเราอยู่ตรงจุดนี้ ทีนี้ เรื่องของการฟังธรรม หรือการเคารพธรรมนั้น ถ้าเราจะคิดเผินๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องซึ่งเราเคารพอยู่แล้ว หรือว่าเราก็มีการฟังอยู่แล้ว แต่ถ้าเราจะคิดให้ลึกจริงๆ เราก็จะเห็นความต่างกัน ของบุคคลที่ฟังธรรมในครั้งโน้น กับบุคคลที่ฟังธรรมในครั้งนี้ เพราะว่าคนที่ฟังพระธรรมในครั้งโน้น จะเห็นได้ว่า เมื่อไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจะตรัสว่า จงตั้งใจฟัง เราจักแสดง หรือเราจักกล่าว นี้ก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่พระองค์จะกล่าวนี้ ไม่ใช่สิ่งซึ่งใครเพียงฟังเผินๆ แล้วก็คิดว่าเข้าใจ แต่ว่าจะต้องมีความตั้งใจจริงๆ ที่จะฟังให้เข้าใจ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง มีคำอุปมาว่าการตั้งใจฟังพระธรรมนี้ เพราะเหตุว่าพระธรรมเป็นสิ่งซึ่งยากและก็ละเอียด แม้ว่าเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ถ้าผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้ ไม่ทรงแสดง เราจะไม่มีวันที่จะเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตาม ที่มีโอกาสที่จะได้ฟัง ควรที่จะมีความตั้งใจฟัง อุปมาเหมือนกับหยอดน้ำมันไขข้อของราชสีห์ลงในหลอดทองที่แสนลึก ลองคิดดู สิ่งที่ได้ยินทางหู กว่าจะค่อยๆ ไตร่ตรอง พิจารณา จนกระทั่งถึงใจ หมายความว่าเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าฟังเผินๆ หรือว่าบางคนก็อาจจะคุยกัน กลายเป็นว่าเรื่องที่คุยสำคัญกว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษา จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัป หลังจากที่ทรงได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าทีปังกร ไม่นับก่อนๆ นั้น นี่ก็แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมนั้น ไม่ใช่ว่าใครก็มีโอกาส แต่ต้องเป็นผู้ที่ได้สะสมปัจจัยในอดีตมาแล้ว
