Print 
ตายแล้ว มีวิญญาณออกจากร่างไปหรือเปล่า
 
คุณประมาท
วันที่  31 มี.ค. 2549
หมายเลข  993
อ่าน  19,227

เข้าใจว่าเมื่อเวลาเสียชีวิตไปแล้ว จะมีวิญญาณออกจากร่างเราไป  จริงอย่างที่เขาว่า หรือเปล่า


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 1 เม.ย. 2549

พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตคือวิญญาณ  วิญญาณคือจิต  มีชื่อต่างกันเท่านั้น ขณะนี้มีวิญญาณคือจิตเกิดขึ้น   รู้อารมณ์ทุกขณะ  เมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไป เมื่อสัตว์ทั้งหลายเสียชีวิต คือ จุติจิตเกิดขึ้นดับไป  ปฏิสนธิวิญญาณเกิดต่อทันที ไม่มีการเดินทาง  

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
natpe
วันที่ 1 เม.ย. 2549

      ถ้าเป็นคนบาปจะตกนรกรับกรรมที่ทำ หรือว่าไปเกิดเป็นสิ่งอื่นเลย  หรือครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
werayut.s
วันที่ 1 เม.ย. 2549

สวัสดีครับคุณประมาท,

          การที่เราจะพูดว่า เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว จะมีวิญญาณออกจากร่างเราไป จะว่าพูด

ผิดก็ได้หรือจะว่าจริงอย่างที่พูด ก็คงจะได้อีกแหละครับ       แต่จะต้องประกอบกับความ

เข้าใจอีกเล็กน้อย   คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า  วิญญาณคืออะไร  ร่างคืออะไร  การ

เสียชีวิตเป็นอย่างไรแล้วก็การออกไปนี่ออกไปไหน          ถ้าพูดว่าวิญญาณออกจากร่างนี่ หลายๆคน    หนีไม่พ้นจินตนาการไป ว่ามีอะไร

รางๆ  เป็นเงาๆ ค่อยๆลอยออกจากร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ใช่ไหมครับ  แล้วเงารางๆ นั้น  ก็

อาจจะหันกลับมามองร่างนั้น      แล้วก็อาจจะทำท่างงๆ เหมือนไม่เชื่อว่า เอ.....เราตาย

แล้วหรือนี่.....ครับ เป็นความเชื่อหรือจินตนาการที่ผังแน่นในคนทั่วไป  แม้ในพุทธกาล 

ก็มีคนพยายามเอาคนที่ใกล้ตายมาเฝ้าดู   เพื่อจะจับเอาดวงวิญญาณ     จนกระทั่งพระ

พุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมให้เข้าใจ          ถ้าเคยเชื่อและมีจินตนาการอย่างนั้นก็ขอบอกว่า   ไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ   บาง

ทีเราจำมาจากในนิยายหรือหนังจำพวกจิตวิญญาณ เช่น แม่นาคพระโขนง หรือ แดร็กคู

ล่า พอนานๆไปไม่ได้มีการศึกษาให้เข้าใจก็เลยเหมาเอาว่าเป็นจริง  แล้วก็เอาไปหลอก

เด็กๆ ต่ออีกว่า วิญญาณนี่แหละ คือ ผีละ  เห็นไหมครับ   เรื่องไม่มีเหตุผลนี่ คนเราเชื่อ

กันง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ           เวลาคนเรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้น่ะครับ  ภาษาอภิธรรมท่านเรียกว่า  ภูมิที่มีขันธ์

5  ชีวิตก็ประกอบด้วยธาตุ 2 ชนิด ชนิดแรกท่านเรียกว่า รูปธาตุ   พูดให้ง่ายๆ ก็คือ ร่าง

กายเรานี่แหละครับ      ส่วนใหญ่ก็ประกอบด้วย ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส อาหาร 

และอีกส่วนหนึ่งท่านเรียกว่า  นามธาตุ      หรือจะเรียกว่า   วิญญาณก็ได้       หรือเรียก

ว่าจิตก็ได้  หรือบางที่เรียกธาตุรู้   ประกอบไปด้วยจิต  เจตสิกต่างๆ     เกิดเป็นการเห็น

 ได้ยิน นึกคิด โลภ โกรธ หลง กุศล อกุศล เป็นต้น          ตอนมีชีวิตอยู่นั้น รูปธาตุ กับนามธาตุ   นี่จะต้องอยู่ด้วยกัน   ทำงานร่วมกัน   รูป

ต่างๆ ถ้าแยกย่อยละเอียดลงไป จะมีการเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว    รูปเกิดได้จาก

สมุฎฐานหรือที่มา 4 อย่าง คือ   เกิดจากกรรม   เกิดจากจิต   เกิดจากอุตุ   และเกิดจาก

อาหาร  ส่วนจิตนั้นก็เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับรูป   แต่จะมีการเกิดดับ

รวดเร็วกว่ามาก     ปัญญาระดับพวกเรานี่     ยังไม่สามารถประจักษ์การเกิดดับได้หรอก

ครับ  ต้องโน่น อย่างน้อย  วิปัสนาญาณขั้นที่ 3 ครับ          ขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี่    รูปธาตุกับนามธาตุก็จะเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน   ทำงาน

รวดเร็ววิจิตร  สลับซับซ้อนมาก   จิตเห็นเกิดสลับกับจิตนึกคิด  เกิดสลับกับการกระทบ

ทางกายสลับกับจิตได้ยิน    มีจิตที่ทำให้เกิด   วาโยธาตุ     ให้ร่างกายเคลื่อนไหว    มี

ภวังคจิต ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ทั้งในยามหลับและตื่น  ต่างๆ นาๆ  ทำงานตลอดเวลาไม่มี

การหยุด          มาถึงตอนเสียชีวิต   ที่ท่านอาจารย์สุจินต์เคยกล่าวว่า      ภาษาไทยใช้คำพูดที่

เหมาะสมมาก คือ    ถึงแก่กรรม คือ   เมื่อกรรมหนึ่งมาถึงจะมีจิตดวงหนึ่งเรียกว่าจุติจิต 

ทำการเคลื่อนจากชาตินี้   เป็นปัจจัยให้ปฎิสนธิจิต     ไปเกิดเป็นบุคคลใหม่ในชาติต่อ

ไป  ร่างกายที่เหลืออยู่จะขาดจิตที่เป็นสมุฎฐานของรูปบางอย่าง ไม่มีการดำรงภพชาติ

ต่อไป    อุตุชรูปที่เหลืออยู่ก็ทำให้รูปร่างกายเปื่อยเน่าทำลายไป          คือทุกอย่างมีการเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา   ไม่มีอะไรออกไปไหน  ไม่มีอะไร

เที่ยงไม่มีใครไปจัดการอะไรได้และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีเรา

          มาถึงตอนนี้   คุณประมาท     คงจะตอบเองได้แล้วนะครับว่า     การเสียชีวิตคือ

อะไร   มีวิญญาณออกจากร่างหรือไม่          หวังว่าคงมีคำถามดีๆ อย่างนี้มาร่วมสนทนากันอีกนะครับ ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ภพฺพาคมโน
วันที่ 5 เม.ย. 2549

      ตายแล้ววิญญาณไม่ได้ออกจากร่างล่องลอยไปไหนนะคะ     เป็นความเข้าใจที่ผิด

ตามหลักพระพุทธศาสนาตายแล้วเกิดใหม่ทันที   คือเมื่อจุติจิตดับปุ๊บ ปฏิสนธิจิตก็เกิด

ใหม่ติดต่อกันทันทียกตัวอย่าง เช่น นาย P ทำกรรมชั่วไว้มาก  เมื่อจุติจิตของนาย P ดับ

(นาย P ตาย) ปฏิสนธิจิตของนาย P   ก็เกิดติดต่อกันทันที ทำให้นาย P    เกิดใหม่เป็น

เปรต ด้วยกรรมชั่วของตนที่เคยทำมา

     ตามความเชื่อของคนไทย   ที่เชื่อกันอย่างผิดๆว่า  "ผี"   เป็นวิญญาณเร่ร่อนที่หาที่

เกิดไม่ได้แต่นักอภิธรรมจัดผีเป็นเปรต,  อสุรกาย  หรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา เปรต,

อสุรกายหรือเทวดา ชั้นจาตุมหาราชิกาไม่ได้เป็นวิญญาณเร่ร่อน   แต่ได้เกิดใหม่ในภพ

ภูมิใหม่แล้ว คือ  เคลื่อนจากความเป็นมนุษย์  ไปเกิดใหม่ใน  เปตภูมิ, อสุรกายภูมิ และ

เทวภูมิทันที

      ดังนั้น  ไม่มีวิญญาณเร่ร่อน   มีแต่สัตว์ที่ตายแล้วเกิดใหม่ทันที    ในภพภูมิที่เหมาะ

สมกับกรรมของตน

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
กัลยาณมิตร
วันที่ 18 เม.ย. 2549

      จากที่ท่านผู้รู้กล่าวไว้    ดิฉันอยากเรียนถามว่า             "เมื่อคนเราตายไปจิตหรือ

วิญญาณจะไปจุติในที่ใหม่ทันที"  แต่ในส่วนที่ดิฉันเคยได้ยินจากผู้อื่นมา   บอกว่าญาติ

ของเขาตายไป เขามักจะรับรู้ได้ว่าผู้ตายมาทักบ้าง    มาหาบ้าง    จากความรู้สึกสัมผัส

เป็นกลิ่นเหม็นบ้าง กลิ่นธูปบ้าง 

      ในเรื่องนี้ท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่คะตามความคิดของดิฉัน+กับที่ท่านทั้งหลาย

ได้กล่าวไว้ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ใช่หรือไม่คะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
study
วันที่ 19 เม.ย. 2549

      ตามหลักพระอภิธรรมจิตเกิดดับทุกขณะ        เมื่อจิตขณะสุดท้ายของโลกนี้เกิดขึ้น

เรียกว่า จุติจิตทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้     และขณะจิตต่อไปเป็นปฏิสนธิจิต

ทำกิจสืบต่อ คือเกิดเป็นคนใหม่ในภพใหม่ทันที      สำหรับภพใหม่ของผู้จากไปมีหลาย

ภูมิ  บางภูมิมีแต่ความทุกข์ทรมานมีภูมินรก เป็นต้น   แต่สัตว์บางภูมิอยู่ใกล้มนุษย์ และ

กำเนิดในโอปปาติกะ เช่น เปรต อสุรกาย  เทพ  เป็นต้น  ก็อาจจะมาหาในรูปแบบต่างๆ

ก็เป็นไปได้    ดังเรื่องในพระสูตรก็มี  แต่ส่วนมากน่าจะคิดเอาเองว่าเขามา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
วิริยะ
วันที่ 27 พ.ย. 2552 08:13 น.

เรียนถามความเห็นที่ 6

ที่ท่านได้กล่าวในความเห็นที่หกว่า สัตว์บางภูมิอยู่ใกล้มนุษย์ เช่น เปรต อสุรกาย  เทพนั้น ก็อาจจะมาหาในรูปแบบต่างๆ      อยากทราบว่า มาหาในรูปแบบอย่างไร และมาหาเพื่ออะไร  ปัจจุบันนี้ หลังจากศึกษาธรรมจากบ้านธรรม ดิฉันก็เชื่อว่า ตายแล้วเกิดทันทีเพียงแต่จะเกิดที่ไหนเท่านั้น และดิฉันก็ได้บอกข้อความนี้ต่อคนอื่นๆ ด้วย ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมาย          ยกตัวอย่างเช่น คนที่นั่งจดจ้องทำสมาธิแล้วบอกว่า  รู้สึกเหมือนมีใครซึ่งไม่ใช่คน มาปรากฏตัวให้เห็น  เพื่อขอส่วนบุญ  ดังนี้เป็นต้น

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
prachern.s
วันที่ 27 พ.ย. 2552 15:53 น.

ตามหลักฐานที่ปรากฏในพระสูตรต่างๆ พวกเปรต หรือเทพ มาปรากฏร่างให้

มนุษย์เห็นได้ เพื่อเกื้อกูลบ้าง เพื่อขอส่วนบุญบ้างครับ
 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
คุณ
วันที่ 27 พ.ย. 2552 19:39 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ตะวัน
วันที่ 28 ม.ค. 2553 21:49 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ