Loading...
 3204   เกี่ยวกับเรื่องการุณยฆาต (Euthanacia)
พฤติจิต
วันที่ 27 มี.ค. 2550
อ่าน 3,209
 
 


การุณยฆาต (mercy killing หรือ euthanasia ซึ่งมาจากภาษากรีก แปลว่า การตายอย่างเป็นสุข)

มีความเห็นอย่างไรครับ  และตามกฎแห่งกรรมแสดงว่าอย่างไรการุณยฆาต มีอยู่สองแบบ คือ      ๑. การช่วยให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวัง   ตายอย่างสงบ (active euthanasia) คือ การที่แพทย์ฉีดยา ให้ยา หรือกระทำโดยวิธีอื่น ๆ ให้ผู้ป่วยตายโดยตรง    การยุติ การใช้ เครื่องช่วยหายใจ ก็จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย     ๒. การปล่อยให้ผู้ป่วย    ที่สิ้นหวัง  ตายอย่างสงบ (passive euthanasia) คือ การที่แพทย์ ไม่สั่งการรักษา หรือยกเลิกการรักษา   ที่จะยืดชีวิตผู้ป่วยที่สิ้นหวัง  แต่ยังคง ให้การดูแลรักษาทั่วไป เพื่อช่วยลด ความทุกข์ทรมาน ของผู้ป่วยลง จนกว่าจะเสียชีวิตไปเอง     ท่านพุทธทาสสั่งกับลูกศิษย์ไว้ว่า   เมื่อท่านป่วยหนัก ไม่ให้ใช้เทคโนโลยี ที่จะช่วยชีวิตท่านไว้ อย่างผิดธรรมชาติ   และเมื่อท่านจะมรณภาพ   ขออย่าให้มีเครื่องช่วยชีวิตใด ๆติดตัวท่าน แต่คณะแพทย์ผู้ทำการรักษา ปรารถนาจะยืดชีวิตของท่าน ไว้ให้นานที่สุด จึงใช้ทั้งเครื่องช่วยหายใจ  ให้ยาเพิ่มความดันทางเส้นเลือดดำ และยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อควบคุมการหายใจ    ด้วยยึดว่าหน้าที่ของแพทย์ คือรักษาชีวิตของผู้ป่วย   ไว้อย่างเต็มความสามารถ

 

 

  ความคิดเห็นที่ 1  
study
วันที่ 27 มี.ค. 2550
 


ตามหลักคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถ้าบุคคลมีเจตนาจะให้ผู้อื่นตายด้วยวิธีใด ๆก็ตาม  เมื่อสำเร็จตามเจตนานั้นย่อมเป็นอกุศลกรรม  ถ้าเรามองอย่างผิวเผินอาจจะคิดว่าเป็นการกระทำที่ดีเพราะช่วยให้ผู้ป่วยพ้นจากความทรมาน  แต่เราไม่ทราบว่าผู้ป่วยตายแล้วไปเกิด ณ ที่ใดมีสุขมีทุกข์อย่างไร เขาอาจไปเกิดในสถานที่มีทุกข์มากกว่านี้หลายแสนเท่าก็ได้ ดังนั้น ตามหลักคำสอนจึงไม่ควรทำให้ผู้อื่นตาย เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยากแท้

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
study
วันที่ 27 มี.ค. 2550
 

            
            พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 423

                                             วินีตวัตถุ                                         เรื่องพรรณนา

       
  [๒๐๕]  ก็โดยสมัยนั้นแล       ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ         ภิกษุทั้งหลายได้พรรณนาคุณแห่งความตายแก่ภิกษุนั้น    ด้วยความกรุณา   ภิกษุนั้นถึงมรณภาพแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีความรังเกียจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าๆ  ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว.                                             

                                           ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่...
                                             
                                        วินีตวัตถุในตติยปาราชิก                                     [เรื่องพรรณนาคุณความตาย]  

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
พฤติจิต
วันที่ 27 มี.ค. 2550
 


อนุโมทนาครับ

ในกรณี active euthanacia  ตามข้อหนึ่งนั้น    เป็นสิ่งที่พอจะเข้าใจได้  ว่าการไปตัดรอนชีวิตผู้อื่นเป็นการกระทำปาณาติบาต    แต่ในกรณีข้อที่สอง passiveeuthanacia คือ การที่แพทย์ ไม่สั่งการรักษา  หรือยกเลิกการรักษา ที่จะยืดชีวิตผู้ป่วยที่สิ้นหวัง แต่ยังคงให้การดูแลรักษาทั่วไป เพื่อช่วยลด ความทุกข์ทรมาน ของผู้ป่วยลงจนกว่าจะเสียชีวิตไปเอง   แพทย์ผู้นั้นจะได้รับวิบากอะไร อย่างไร ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
wannee.s
วันที่ 27 มี.ค. 2550
 

ขึ้นอยู่ที่เจตนาเป็นหลัก    แพทย์ก็คงเห็นว่ารักษาไม่ได้     ช่วยสุดความสามารถแล้ว ก็รักษาตามอาการไม่ให้คนไข้ได้รับทุกข์ทรมานมากนัก      คนไข้ก็มีกรรมเป็นของตนเองถ้าเป็นแพทย์ที่ดีมีคุณธรรม  ก็เป็นเหตุให้ได้รับวิบากที่ดีในอนาคต
 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 27 มี.ค. 2550
 

        
     สมัยนี้  ถือว่าการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก  แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด   เช่นกรณีท่านพุทธทาส  ก็ยังเป็นที่คาใจ ข้องใจหลาย ๆ ท่านอยู่ว่า สิ่งที่ได้กระทำต่อท่านไปนั้นควรหรือมิควรประการใด   ทั้ง ๆ ที่ท่านได้สั่งไว้แล้ว   และในกรณีของท่านก็เป็นกรณีศึกษาในขณะนี้สำหรับการพิจารณาออกกฏหมาย   ที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการตายของบุคคลอยู่

     ผมเองก็มีข้อสงสัยว่า  จะทำอย่างไร กรณีที่ญาติผู้ใหญ่ของผม ที่ผมเลี้ยงดูท่านอยู่ซึ่งขณะนี้ท่านมีอายุ ๙๐ ปีแล้ว อาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกันโดยจ้างผู้ดูแล  ท่านมีสุขภาพดีทานง่าย  ขับถ่ายสะดวก(ขอประทานโทษ)    ไม่มีอาการของโรคใดๆ (แม้เคยตรวจพบเบาหวาน) ไม่ต้องทานยาใด ๆ ทั้งสิ้น  ปัจจุบันท่านไม่เดินและไม่คลานไปไหนได้แล้วไม่บ่นไม่ว่า  ไม่แสดงอาการทุกข์ใด ๆ ให้เห็น     ในอดีตที่ผ่านมาท่านชอบทำบุญ  ให้ทาน  ช่วยเหลือผู้อื่นมาโดยตลอดชีวิต  ถวายของใส่บาตรแต่ของดีๆ ของที่เหลือเลือกแล้วจึงนำมาทาน  ใส่บาตรทุกเช้า  ตลอดชีวิตเพิ่งเลิกไปเมื่อผมรับมาอยู่ด้วย เพราะไม่สะดวกและไม่ค่อยรับรู้แล้ว ผมตั้งใจว่าผมจะไม่นำท่านส่งโรงพยาบาลหากมีอาการอ่อนลง หรือหายใจขัดอะไรทำนองนี้    ผมจะปล่อยให้เป็นธรรมชาติที่สุด   ให้ท่านอยู่ที่บ้านหมดลมที่บ้าน (คุณพ่อของผม ก็ค่อยๆ หมดลมไปเองที่บ้านที่ลำปาง  เมื่อมีอายุได้ ๘๑ปี โดยสงบ  และเป็นธรรมชาติที่สุด   พร้อมคุณแม่และลูก)   โดยไม่นำส่งโรงพยาบาลเพราะเมื่อนำส่ง แพทย์ย่อมต้องรักษาโดยจรรยาบรรณแพทย์  แล้วก็เป็นที่มาของข้อถกเถียง   ข้อกังขาหลายประการดังท่านว่ามาแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เรื่องการใส่เครื่องช่วยหายใจและการถอด   ใส่น่ะง่ายครับ   ตอนถอดสิครับใครจะถอด  นี่ก็ผลเกิดแต่เหตุหรือเปล่า   จะทำอย่างไรกันดีครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
แล้วเจอกัน
วันที่ 27 มี.ค. 2550
 

         
     เจตนาเป็นสำคัญครับ   แม้แต่การที่เราเพิกเฉย  เฉยเพราะอะไร    มีธัมมะเรื่องหนึ่งเรื่องธรรมที่ลวง คือ เป็นผู้ขาดกรุณาลวงว่าเป็นผู้อุเบกขา(วางเฉย) เช่น เห็นสัตว์ถูกรถทับ   ตรงหน้าก็ไม่ช่วยเพราะอะไร    อาจจะบอกว่าวางเฉยสัตว์มีกรรม     หรือเพราะเราขาดกรุณา  ขี้เกียจช่วย เป็นต้น   แม้การช่วยเหลือก็ทำเต็มความสามารถเท่าที่จะทำได้และก็สภาพธัมมะไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการด้วย   เช่น  บอกว่าตอนจะตาย  อย่าใส่เครื่องช่วยหายใจนะ  แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้นก็ได้    ก็อาจมีคนมาใส่ให้  เพราะเป็นธัมมะไม่ใช่เราจะบังคับอะไรได้เลย มีเหตุปัจจัยก็เกิดครับ

        สิ่งที่ถูกก็ต้องเป็นถูก  คือ  ไม่มีเจตนาฆ่า  สิ่งที่ผิดก็ต้องผิด คือ มีเจตนาฆ่า ซึ่งจะออกมาทาง กาย วาจา หรือใจก็ได้ครับ    เจตนาเป็นสำคัญครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 28 มี.ค. 2550
 

เจตนาเป็นสำคัญ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
คุณ
วันที่ 10 พ.ย. 2552 08:29 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
bumbe
วันที่ 11 ก.พ. 2553 03:16 น.
 

เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ขออนุโมทนา

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
jaturong
วันที่ 16 มี.ค. 2555 15:16 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

เขียนความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่